“FIT CHECK IN COURT” ฟังดูจะเป็นวลีเปิดหัวเรื่องที่นอกจากจะแปลก ยังอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึก ‘แหม่งๆ’ อยู่บ้าง เพราะทำไมเราจะต้องพูดถึงเรื่องเล็กๆ อย่างการแต่งกายและแฟชั่นที่ดูจะอยู่สุดขั้วตรงข้ามกับเรื่องเครียดๆ อย่างกระบวนการยุติธรรม และหากจะท้าทายมากไปกว่านั้น ทำไมเราจะต้องพูดคุยถึงการแต่งกายของเหล่า ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ ว่ากระทำผิดที่ต้องถูกเบิกตัวจากเรือนจำมายังศาล
ในนัยหนึ่งคนทั่วไปอาจมองว่าผู้ต้องขังจะใส่ชุดอะไรมาศาล จะถูกใส่เครื่องพันธนาการหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ยิ่งไปกว่านั้นอาจมองว่านั่นเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหากภายในใจได้ตัดสินไปแล้วก่อนคำพิพากษาว่าพวกเขากระทำผิด อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง กลุ่มผู้ต้องขังที่มาศาลล้วนเป็นบุคคลที่่ยังไม่มีคำตัดสินจากศาลเป็นที่สุดว่ามีความผิดจริง ดังนั้นตามหลักการและสิ่งที่ควรจะเป็น “ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” เสมอ เพราะฉะนั้น เรื่องน้อยนิดอย่างการแต่งกายไปศาลนี้อาจกำลังสะท้อนภาพกระบวนการยุติธรรมได้มากกว่าที่คุณคิด
ในรั้วศาล เสื้อผ้าไม่ใช่แค่เสื้อผ้า
เสื้อผ้า เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเป็นภาพสะท้อนยืนยันว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาได้รับการปฏิบัติเสมือนผู้บริสุทธิ์ กล่าวคือ หากพวกเขายังได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ก็ต้องสามารถใส่เสื้อผ้าของตนและต้องไม่มีเครื่องพันธนาการใดๆ เพราะพวกเขายังเป็นเพียงผู้ที่“ถูกกล่าวหา” ว่ามีความผิด และต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เสมอ
หลักการสากล ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา (The Nelson Mandela Rules) ระบุว่า “ผู้ที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด (Untried prisoners) จะต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องสามารถใส่เสื้อผ้าของตน และหากต้องสวมชุดของเรือนจำ จะต้องเป็นชุดที่ต่างจากชุดที่ใช้กับนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว”
ในหลายประเทศมีการยึดถือหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์และปฏิบัติตามข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลาอย่างเคร่งครัด ดังจะเห็นได้จากภาพข่าวผู้ต้องหาในระหว่างการพิจารณาภายในห้องศาลที่ผู้ต้องหาแม้ในกรณีที่จะถูกขังระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อต้องออกจากเรือนจำมาขึ้นศาลก็ยังสามารถเปลี่ยนจากชุดที่เรือนจำจัดหาให้มาใส่เสื้อผ้าของตนเองขึ้นศาลได้ ทว่าสำหรับในประเทศไทย ผู้ต้องขังระหว่างยังคงต้องใส่ชุดที่เรือนจำจัดหาให้เป็นส่วนใหญ่ โดยภาพที่คุ้นตาคือ “ชุดออกศาล” หรือชุดสีลูกวัวที่เรือนจำได้กำหนดให้ผู้ต้องขังที่ต้องเดินทางออกนอกเรือนจำมาศาลจะต้องใส่
บทความนี้จะชวนผู้อ่านมาย้อนดูภาพจากคดีดัง ที่นอกจากจะดังเพราะคดีแล้วยังดังเพราะ “เสื้อผ้า” ที่บุคคลผู้ตกเป็นจำเลยใส่เมื่อปรากฏตัวต่อหน้าศาลและสาธารณชนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงในวงกว้างและเป็นที่จดจำ ทั้งกรณีของฮาคีม อัล อาไรบี (Hakeem al-Araibi) ในบริบทประเทศไทย รวมถึงกรณีของแอนนา โซโรคิน (Anna Sorokin) และ ลุยจิ แมนจิออน (Luigi Mangione) ในบริบทโลก

นักฟุตบอล ผู้ลี้ภัย และเกือบจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ฮาคีม อัล อาไรบี (Hakeem al-Araibi) เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรนและผู้ลี้ภัยในออสเตรเลีย เขาเคยร่วมการประท้วงในฝ่ายประชาธิปไตยในบาห์เรนก่อนถูกจับกุมและถูกทรมานในปี 2555 จากการที่เขาออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างสงบในช่วงอาหรับสปริง ต่อมาฮาคีมตัดสินใจลี้ภัยไปออสเตรเลียในปี 2557 ภายหลังจากที่เขาถูกตัดสินลับหลังให้มีความผิดฐานทำลายทรัพย์สินของรัฐจากเหตุประท้วงในเดือนพฤศจิกายน 2555 มีโทษจำคุก 10 ปี แม้ฮาคีมจะมีหลักฐานว่าในระหว่างเกิดเหตุเขาแข่งฟุตบอลอยู่ต่างประเทศและมีการถ่ายทอดสดอยู่ด้วยก็ตาม
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อฮาคีมและภรรยาบินจากออสเตรเลียมาไทยเพื่อฉลองฮันนีมูน แต่เมื่อถึงไทย เขากลับถูกควบคุมตัวโดยทางการไทยตาม “หมายแดง” ของอินเตอร์โพลตามคำขอของบาห์เรน แม้หมายดังกล่าวจะถูกอินเตอร์โพลถอนไปภายหลัง เนื่องจากขัดต่อนโยบายการคุ้มครองผู้ลี้ภัยของตำรวจสากล อย่างไรก็ตาม ฮาคีมยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกรุงเทพฯ และต้องเผชิญกับกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังบาห์เรน ซึ่งเขามีความเสี่ยงที่จะถูกทรมานอีกครั้งหากถูกส่งกลับไป
ฮาคีมกลายเป็นบุคคลที่คนไทยรู้จักและจดจำโดยเฉพาะภาพข่าวของฮาคีมที่กำลังเดินลงจากรถของเรือนจำบริเวณใต้ถุนศาลเพื่อเข้าฟังการพิจารณาคดี การปรากฏตัวของนักฟุตบอลชื่อดังหน้าตาเคร่งเครียดและสับสน สวมใส่ชุดสีลูกวัวของเรือนจำในสภาพ “เท้าเปล่า” พร้อมกับกุญแจเท้า ทำให้ข่าวของฮาคีมยิ่งขยายไปไกลสู่ระดับนานาชาติ โดยตั้งคำถามถึงการปฏิบัติที่ฮาคีมได้รับ
สิ่งที่เกิดขึ้นทวีความกังวลของนานาชาติที่มองว่าเป็นการปฏิบัติต่อฮาคีมเสมือนเขาเป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินแล้ว มากกว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักสากล ยิ่งไปกว่านั้นคือ ฮาคีมเป็นเพียงผู้ลี้ภัยที่หนีจากภัยประหัตประหารจากประเทศของตนเท่านั้นและไม่ได้กระทำผิดใดๆ จากภาพที่ปรากฏจึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

แม้กรมราชทัณฑ์ไทยจะได้ออกมาชี้แจงว่า การใส่กุญแจเท้าเป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใช้เครื่องพันธนาการเมื่อนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวออกนอกสถานที่ควบคุม เพื่อป้องกันการหลบหนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่มีความสำคัญและได้รับความสนใจจากสาธารณชน หรือเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงถูกประณามอย่างรุนแรงจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก องค์กรฟุตบอลระหว่างประเทศ รัฐบาลออสเตรเลีย และสื่อต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าผู้ลี้ภัยเช่นฮาคีมไม่ควรถูกใส่กุญแจมือหรือกุญแจเท้าหรือแม้แต่ชุดจากเรือนจำเสมือนเขาเป็นอาชญากรอย่างไม่เป็นธรรม
สุดท้าย คดีของฮาคีมจบลงด้วยชัยชนะของสิทธิมนุษยชน เมื่อในที่สุดอัยการไทยได้สั่งยกเลิกคดีส่งผู้ร้ายข้ามแแดนและปล่อยตัวฮาคีมท่ามกลางแรงกดดันจากทั่วโลก ทำให้เขาได้เดินทางกลับออสเตรเลียในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 และได้รับสัญชาติออสเตรเลียในเวลาต่อมา
กรณีของฮาคีมเป็นอีกหนึ่งคดีดังที่ฉายภาพสะท้อนมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนของกระบวนการยุติธรรมไทยผ่านการแต่งกายของผู้ต้องขังและเป็นบทเรียนสำคัญที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องทบทวนตนเองว่าสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังตามที่ควรจะเป็นได้มากน้อยเพียงใด และถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ผู้ต้องหาทุกคนจะมีสิทธิใส่เสื้อผ้าของตนเสมือนว่าพวกเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ในทุกการเข้าร่วมการพิจารณาคดีของศาล และจะต้องไม่ใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติขั้นต่ำอย่างการ “ใส่รองเท้า” ที่เดิมทีประเทศไทยเคยให้ผู้ต้องขังสามารถได้ใส่รองเท้าหรือถุงเท้าไปศาลได้ แต่มีการกล่าวอ้างว่าการใส่รองเท้ามาศาลถูกยกเลิกไป หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ต้องขังปารองเท้าใส่ผู้พิพากษา ทำให้เรือนจำออกกฎใหม่ให้เป็นเท้าเปล่าเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก1https://prachatai.com/journal/2014/04/52559 แม้ตลอดมาประเทศไทยจะยังไม่มีกฎระเบียบที่เป็นทางการที่ห้ามผู้ต้องขังใส่รองเท้ามาศาลแต่อย่างใด
การให้ผู้ต้องขังต้องเท้าเปล่าเมื่อเดินทางมาศาลยังคงเป็นแนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน และเมื่อไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าวทำให้ประเด็นการใส่รองเท้าแตกต่างไปในแต่ละศาล ซึ่งนำไปสู่คำถามถึงที่มาและความสมเหตุสมผลในการเลือกใช้มาตรการดังกล่าวที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง

มาตรฐานสิทธิที่แตกต่างของผู้ต้องขังในต่างแดน
หากกล่าวถึงคดีดังในต่างแดนที่กลายเป็น talk of the town ในประเด็นเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของผู้ต้องหา คงจะไม่พ้นสองคดีดังของ แอนนา โซโรคิน (Anna Sorokin) และ ลุยจิ แมนจิออน (Luigi Mangione)
แอนนา โซโรคิน (Anna Sorokin) เป็นนักต้มตุ๋นคนดัง ที่มีชื่อเสียงจากการอ้างว่าตนเองเป็นทายาทเศรษฐีชาวเยอรมันที่ชื่อ “แอนนา เดลวีย์” (Anna Delvey) เพื่อใช้ชีวิตหรูหราในวงสังคมชั้นสูงของนิวยอร์กในช่วงปี 2556 – 2560 เธอใช้เอกสารปลอมและเช็คปลอมเพื่อหลอกลวงธนาคาร คนรู้จัก และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้จ่ายเงินสดและอนุมัติเงินกู้จำนวนมากโดยไม่มีหลักประกัน เธอใช้เงินที่ได้จากการฉ้อโกงไปกับการใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย ต่อมาในเดือนตุลาคม 2560 แอนนาถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงคดีฉ้อโกงและลักทรัพย์ ในปี 2562 แอนนาถูกศาลรัฐนิวยอร์กตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักทรัพย์ 8 กระทง และถูกพิพากษาจำคุกระหว่าง 4 – 12 ปี พร้อมค่าปรับ
ในระหว่างการพิจารณาคดีของแอนนาภายในศาลรัฐนิวยอร์ก สื่อได้เผยแพร่ภาพของเธอในห้องพิจารณาและทำให้สังคมเริ่มพูดถึงการแต่งกายของเธอในศาล ในคดีดังกล่าวแม้แอนนาจะไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล เธอได้ปรากฏตัวในชุดแบรนด์หรูหลากหลายแบบ รวมถึงชุดเดรสสีดำและชุดเดรสสีขาวกับโชกเกอร์ที่เป็นที่จดจำ
สังคมได้ถกเถียงถึงการแต่งกายของเธอในหลายแง่มุม บ้างชื่นชมแฟชั่นของแอนนา บ้างตั้งคำถามถึงการจงใจวางแผนเลือกเสื้อผ้าเพื่อสร้างภาพลักษณ์บางอย่างต่อสาธารณะ แต่ไม่ว่าอย่างไร ตลอดการพิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา เธอก็ได้รับการปฏิบัติบนหลักที่ว่า เธอยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ ผ่านการแต่งกาย แม้ว่าจะมีรายงานว่าเธอสวมกุญแจมือในบางครั้ง แต่โดยหลักการแล้ว การใช้เครื่องพันธนาการในระหว่างการพิจารณาคดีที่คณะลูกขุนมองเห็นได้จะต้องมีเหตุผลเฉพาะเจาะจงและได้รับการอนุมัติจากศาลอย่างเคร่งครัดในรัฐนิวยอร์ก

อีกหนึ่งคดีดังคือกรณีของลุยจิ แมนจิออน (Luigi Mangione) ซึ่งเป็นคดีอาชญากรรมที่มีความสำคัญและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในอเมริกา แมนจิออนเกี่ยวข้องกับการสังหาร ไบรอัน ทอมป์สัน (Brian Thompson) ซีอีโอของบริษัทประกันสุขภาพอย่าง UnitedHealthcare ในนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 โดยต่อมาแมนจิออนถูกจับกุมในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยสิ่งที่ทำให้คดีนี้เป็นที่สนใจของสังคมอย่างมากคือแรงจูงใจเบื้องหลังการสังหารซีอีโอบริษัทประกันสุขภาพ ที่อาจมีแรงจูงใจจากการต่อต้านระบบประกันสุขภาพและอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม
แมนจิออนถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมทั้งในระดับรัฐนิวยอร์ก ซึ่งรวมถึงข้อหาฆาตกรรมโดยมีเจตนาก่อการร้าย และในระดับรัฐบาลกลาง คดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และคาดว่าจะเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน เนื่องจากความร้ายแรงของข้อหาและประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิต
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 แมนจิออนปรากฏตัวในการพิจารณาคดีของเขาที่ศาลสูงแมนฮัตตันในนครนิวยอร์ก โดยสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเบอร์กันดี คนจำนวนมากในสังคมออนไลน์มองว่าแมนจิออนมีรูปร่างหน้าตาดี และการต่างกายของเขาที่ดูมีสไตล์ทำให้สังคมโฟกัสไปที่แฟชั่นในศาลของเขา ประเด็นการแต่งกายของแมนจิออนทำให้เกิดการสนทนาในหลายแง่มุม เช่น อิทธิพลของรูปลักษณ์ภายนอกต่อการรับรู้ของสาธารณชน บทบาทของกระแสโซเชียลมีเดีย รวมถึงการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อจำเลยในกระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข้อถกเถียง คดีของแมนจิออนเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่ยืนยันหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ที่สะท้อนผ่านเสื้อผ้าได้อย่างดี
รัฐธรรมนูญของอเมริกาในบทบัญญัติว่าด้วยการดำเนินคดีตามกระบวนการที่ถูกต้อง (Due Process Clause) ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 5 (Fifth Amendment) และครั้งที่ 14 (Fourteenth Amendment) ได้รับการตีความโดยศาลสูงสุดในการคุ้มครองสิทธิของจำเลยในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการปรากฏตัวในศาลโดยไม่มีเครื่องพันธนาการที่มองเห็นได้ เนื่องจากสิ่งนี้อาจกระทบต่อหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

คำตัดสินสำคัญของศาลสูงของสหรัฐอเมริกาที่วางรากฐานหลักการดังกล่าวคือคดี Deck v. Missouri, 544 U.S. 622 (2005)2https://www.law.cornell.edu/supct/html/04-5293.ZO.html โดยศาลสูงสุดได้ตัดสินอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางห้ามการใช้เครื่องพันธนาการที่มองเห็นได้กับจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาต่อหน้าคณะลูกขุน เว้นแต่ศาลจะวินิจฉัยแล้วว่ามีความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของรัฐที่จำเป็นและจำเพาะเจาะจงกับจำเลยที่ถูกพิจารณาคดีเท่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดในการพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการหรือไม่ และต้องเป็นไปในลักษณะรายกรณี ไม่ใช่การใช้มาตรการแบบเหมารวม
ภาพสะท้อนกระบวนการยุติธรรม
จากตัวอย่างทั้งสามคดี จะพบว่าในกรณีฮาคีมซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ข้อหาของฮาคีมเป็นเพียงเพราะเขาเป็นผู้ลี้ภัยที่หนีจากภัยประหัตประหารในประเทศบ้านเกิดตนเอง แต่กรณีของเขากลับได้รับการปฏิบัติเสมือนนักโทษที่เป็นอาชญากรร้ายแรง ในขณะที่อีกสองกรณีในนิวยอร์ก แม้ข้อหาของแอนนาและแมนจิออนจะเป็นข้อหาร้ายแรง แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิของผู้ต้องขังที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ยังได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มข้น แม้จะเป็นคดีที่มีข้อหาร้ายแรงแต่กระบวนการยุติธรรมของนครนิวยอร์กยังยืนหยัดในการให้สิทธิพวกเขาพิสูจน์ตนต่อชั้นศาลตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นได้ต่อไป
การกล่าวถึงสิทธิของผู้ต้องขังมักเป็นหัวข้อที่พูดถึงได้ยากในสังคม และปฏิเสธไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยแง่ลบ หลายครั้งมาจากการตัดสินที่ไม่ได้มาจากศาลแต่จากอคติของคนในสังคมต่อผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญที่สังคมจะต้องสนใจและตระหนักถึงสิทธิของผู้ต้องขัง เพราะประเด็นเหล่านี้จะช่วยสะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำได้เป็นอย่างดี เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ในกรณีของผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดีหลักการสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าพวกเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ยังไม่มีคำตัดสินที่เป็นที่สุด และพวกเขามีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในชั้นศาลเสมอ
- 1
- 2





