3 ก.ค. สตช. รับปากตรวจสอบสัญชาติ-สืบสวนกรณีเคลียง ฮวด เข้าออกประเทศไทย หลังพี่สาววันเฉลิมเข้าหารือ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ

วันนี้ เวลา 09.50 น. สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมผู้ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศกัมพูชา ได้เข้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีคลิปเสียง “ฮุนเซ็น-ฮวด” กรณีไล่ล่าผู้เห็นต่างในประเทศไทย แก่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร  โดยในวันนี้ได้มีผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ  สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมชี้แจง

สิตานันได้มีหนังสือถึง รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเรียกพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม กรณี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศกัมพูชา พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบเอกสารการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร โดย คสช.  ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเอกสารรับรองสถานะพลเมืองไทยของนายเคลียง ฮวด คนสนิทของฮุนเซน หากมี ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับปากว่าจะทำการสืบสวนสอบสวนการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยของนายเคลียง ฮวด แต่อย่างไรก็ตามไม่มีหน่วยงานใดยอมรับว่ามีการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) เกิดขึ้น และไม่ยอมรับว่ามีการทำข้อตกลงลับระหว่างไทย-กัมพูชา ในการกดปราบข้ามชาติผู้ลี้ภัยตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช.

 ตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับว่าการกระทำในรูปแบบ intelligence operation ในบริบทความขัดแย้งไทยกัมพูชา สมช. ก็มีการตรวจสอบ ทั้งในแง่มุมของปฏิบัติการลับของกัมพูชาอยู่ด้วย ในภาพรวมปฏิบัติการลักษณะนี้ในไทยมีอยู่ แต่จริงๆ หลายประเทศก็มีปฏิบัติการในไทย โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ เป็นปัญหาใหม่ในโลกปัจจุบันที่ทุกประเทศเน้น Power Politics แต่เข้าใจว่าหน่วยข่าวไทยเองไม่ว่าจะหน่วยทหารหรือพลเรือน โดยเฉพาะสันติบาลหรือแม้แต่ สมช. เองก็ติดตามใกล้ชิด ซึ่งประเด็นนี้ พรรณิการ์ วาณิช ที่ปรึกษา กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ให้ความเห็นว่า หากเป็นปฏิบัติการรัฐในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย จึงต้องตรวจสอบและฝากหน่วยงานหาวิธีดำเนินการแก้ไขให้เหมาะสม 

สิตานันกล่าวว่า “ฝากตำรวจไปหาสถานะของเคลียง ฮวด ว่าการที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย มันมีอะไรบ้างที่ตำรวจสามารถค้นหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออกนั้นเป็นมาอย่างไร มีการลงในระบบเป็นกิจลักษณะไหม ใช้หนังสือเดินทางของประเทศอะไร รวมถึงมีบัตรประชาชนไทยไหม ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องไปค้นหาข้อเท็จจริงในส่วนนี้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ต้องมีหน้าที่ส่วนนี้”

ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข (เทียน) บุคคลใกล้ชิด วันเฉลิม ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมวันเฉลิมในประเทศกัมพูชาหลายครั้ง ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร คสช. ใน พ.ศ. 2557 และเคยอาศัยอยู่ในกัมพูชาในช่วง พ.ศ. 2560 – 2562 กล่าวว่า เคลียง ฮวด เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ลี้ภัยชาวไทยที่อาศัยในกัมพูชา เนื่องจากเป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยไทยหลายด้าน ทั้งการเงินส่วนตัว การจัดเลี้ยงสังสรรค์ รวมทั้งให้ที่พักอาศัยที่ชื่อว่า Mekong Garden Condominium หรือสถานที่เกิดเหตุการอุ้มหายวันเฉลิม ทำให้เขาสนิทสนมกับผู้ลี้ภัยไทย

“ส่วนตัวเทียนก็รู้จักกับคุณฮวดเช่นกัน เคยได้สนทนาและสังสรรค์กันหลายครั้ง จึงรับทราบมาว่า คุณฮวดมีความเกี่ยวข้องทั้งกับเครือข่ายทางการเมือง ทั้งสมเด็จฮุนเซ็น และคุณทักษิณ ชินวัตร เขา (ฮวด) เคยเล่าว่าเคารพและรักคุณทักษิณ และรู้จักขบวนการ นปช. หรือขบวนการเมืองในไทยเป็นอย่างดี เช่น คุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) พ่อของเทียนเอง”

 “สำหรับไทม์ไลน์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าคุณฮวดเป็นผู้มีอำนาจในทางการเมืองสูงมาก เพราะคุณฮวดมีส่วนในการยุบพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งเทียนได้เป็นพยานในการจัดงานเลี้ยงเพื่อยินดีที่สามารถยุบพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาเสร็จ เป็นช่วง พ.ศ. 2561 ที่กัมพูชามีการเลือกตั้ง สำหรับช่วงเกิดเหตุ เทียนจะประสานกับเพื่อนของคุณวันเฉลิมที่อาศัยคอนโดเดียวกัน ทุกคนจะเสนอว่าให้ปรึกษาคุณฮวดเป็นคนแรก สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพยานบุคคลคนนี้ได้แจ้งกับทางเทียนว่า คุณฮวดบอกว่า อย่าให้ข้อมูลข่าวสารหลุดออกไปเด็ดขาด อย่าพูดคุยกับใคร และให้ทำลายพยานหลักฐานทั้งหมด เป็นช่วง 2 – 3 วัน หลังวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ทันแล้ว เนื่องจากทางเพื่อนได้ส่งพยานหลักฐานมาให้เทียน และส่งต่อให้กับสำนักข่าวประชาไทอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ตรงนี้จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณฮวดบาดหมางกับผู้ลี้ภัย และแทบทุกคนทยอยเดินทางไปที่อื่น หรือย้ายกลับไทย”

“หลังจากเหตุการณ์ คุณฮวดได้พูดคุยกับประชาไท ให้ข่าวว่าเขาไม่รู้จักคุณวันเฉลิมเลย นอกจากนี้มีพยานที่ได้ให้ปากคำกับทีมทนายเหมือนกันว่า คุณฮวดเข้าออกประเทศบ่อย มีสัญชาติไทย และมีที่พำนักอาศัยในไทย ดังนั้น นอกจากที่พี่เจนบอกเรื่องของการหาพยานหลักฐานเกี่ยวกับความร่วมมือในการปฏิบัติการลับระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังรัฐประหารที่มีผู้ลี้ภัยไทยถูกบังคับสูญหายมาจนทุกวันนี้ 9 คนแล้จึงอยากขอให้ตรวจสอบเพิ่มเติมในประเด็นของการเดินทางเข้าออก สัญชาติ และทรัพย์สินของคุณฮวดในไทยด้วย”

กรณีการบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 โดยวันเฉลิมถูกชายจำนวน 3 – 4 คน บังคับให้ขึ้นรถตู้สีดำ ที่บริเวณหน้าคอนโดมิเนียม ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา  โดยในขณะนั้น วันเฉลิมกำลังโทรศัพท์คุยกับสิตานัน ผู้เป็นพี่สาว จนกระทั่งไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ทราบชะตากรรมอีกเลย ทั้งนี้ มีพยานบุคคลยืนยันและภาพในวิดีโอของคอนโดมิเนียมบันทึกได้ว่า รถยนต์สองคันที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายนายวันเฉลิมนั้น คันหนึ่งคล้ายกับรถยนต์ของนายเคลียง ฮวด ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ลี้ภัยไทยในกัมพูชาหลังการรัฐประหารของ คสช. เมื่อ พ.ศ. 2557 ต่อมาสิตานันได้ตามหาน้องชาย ผ่านทางศาล การร้องเรียนต่างๆ และกลไกระหว่างประเทศ ทว่าก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด 

การเข้าให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรณีของเคลียง ฮวด ต่อ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการสืบหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของวันเฉลิม รวมทั้งความเกี่ยวข้องของเคลียง ฮวด ในการกดปราบข้ามชาติต่อผู้เห็นต่างจากรัฐบาลกัมพูชา และผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล คสช.ที่ลี้ภัยในกัมพูชา ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าคดีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบชะตากรรม และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของวันเฉลิมที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม รวมทั้งติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยุติการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการปิดกั้นเสรีภาพและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในที่สุด

Author