30 มิ.ย. พี่สาววันเฉลิม เข้าพบเจ้าหน้าที่ UN หารือเรื่องการร้องเรียนกลไก CED และความปลอดภัย หลังยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมคดีวันเฉลิม ถึงอัยการสูงสุด

วานนี้ (30 มิถุนายน 2568) เวลา 14.30 น. สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่ถูกบังคับสูญหายในกัมพูชา พร้อมทีมทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าพบเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อหารือเรื่องการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันคนหายขององค์การสหประชาติ ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced disappearance : CED) ที่ประเทศไทยเพิ่งเข้าให้สัตยาบันเมื่อเดือนเมษายน 2567 ทำให้กลไกนี้มีหน้าที่ทำงานกับรัฐไทยที่มีพันธะผูกพันในการค้นหาบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจนทราบชะตากรรม และคดีการบังคับให้สูญหายวันเฉลิมได้เคยถูกติดตามสอบถามแล้วกับรัฐบาลกัมพูชาโดยกลไกนี้ 

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องความปลอดภัย หลังสิตานันยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมถึงสำนักงานอัยการสูงสุด  เกี่ยวกับคดีที่วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศกัมพูชา อาทิ บันทึกคลิปเสียงและบันทึกภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับนายเคลียง ฮวด ล่ามคนสำคัญของสมเด็จฮุนเซ็น รวมทั้งคลิปเสียงที่ปรากฏว่านายฮวดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการไล่ล่าผู้เห็นต่างในประเทศไทย ซึ่งพยานหลักฐานเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ไปถึงการบังคับสูญหายวันเฉลิม และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายในกรณีนี้ รวมถึงอาจส่งผลไปถึงการสืบสวนค้นหาความจริงเกี่ยวกับการปราบปรามข้ามชาติในภาพรวมที่เกิดขึ้นในอาเซียนอีกด้วย 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกกลุ่มชายลึกลับบังคับให้ขึ้นรถตู้สีดำ ที่บริเวณหน้าคอนโดมิเนียม ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยประโยคสุดท้ายที่เขาพูดทางโทรศัพท์กับพี่สาวคือ “หายใจไม่ออก” ทั้งนี้มีพยานบุคคลยืนยันภาพและวิดีโอของคอนโดมิเนียมได้บันทึกว่า รถยนต์สองคันที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายนายวันเฉลิมนั้น มีคันหนึ่งที่คล้ายกับรถยนต์ของนายฮวด ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ลี้ภัยไทยในประเทศกัมพูชาหลังจากการรัฐประหารของ คสช. หลังจากนั้น เป็นเวลานานถึง 5 ปี ยังไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรมของนักกิจกรรมผู้นี้ และสิตานัน ผู้เป็นพี่สาว ก็ได้ดำเนินการด้วยวิธีต่างๆ ในการตามหาน้องชาย ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา แต่กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

เพราะการบังคับสูญหายและการปราบปรามข้ามชาติไม่ใช่ปัญหาเฉพาะปัจเจกบุคคล แต่หมายถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และละเมิดสิทธิมนุษยชนของทุกคนในสังคม ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของสิตานัน ในฐานะญาติของผู้สูญหายที่พยายามติดตามหาหลักฐานเพื่อให้ทราบชะตากรรมของน้องชาย และติดตามความคืบหน้าคดีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ทราบชะตากรรม และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของวันเฉลิมที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ให้ได้รับการชดใช้เยียวยาอย่างเหมาะสมหรือกลับคืนสู่สถานะเดิมให้ได้มากที่สุด

Author