ครอบครัวผู้เสียหายจากการทรมาน-ปฎิบัติที่โหดร้าย เข้ารับเงินช่วยเหลือเยียวยา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 08.40 น. ครอบครัวของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต และครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล สองผู้เสียชีวิตหลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เข้ารับเงินช่วยเหลือเยียวยา ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ.2568 ณ ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม อาคารกระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร 

สำหรับการเยียวยาในเบื้องต้น ครอบครัวของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเป็นจำนวน 250,000 บาทจากการที่ลูกชายเสียชีวิต เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ส่วนครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเป็นจำนวน 500,000 บาท จากการที่ลูกชายเสียชีวิตเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารกระทำการทรมาน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเยียวยาถือว่าเป็นการผลักดันที่สำคัญตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ระเบียบนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยเหลืออันหนึ่ง แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงการที่รัฐบาลจะไม่เพิกเฉยต่อการกระทำการทรมาน หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย  และวันที่ 26 มิถุนายนทุกปี เป็นวันต่อต้านการทรมานสากล (International Day in Support of Victims of Torture) ซึ่งเป็นโอกาสในการยํ้าว่า ไม่มีใครมีสิทธิทรมานผู้อื่นโดยไม่รับผิดชอบ

“ผมและกระทรวงยุติธรรมขอให้คำมั่นแก่ญาติผู้เสียหาย และประชาชน ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า รัฐไทยจะไม่นิ่งเฉยต่อการยอมรับความจริงว่าญาติมีความเจ็บปวด และการยอมรับความจริงอันนี้ จะนำพาไปสู่การรับผิดชอบ และกระทรวงยุติธรรมจะรับฟังครอบครัวผู้เสียหาย ด้วยหัวใจ พร้อมกับเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้ทุกคนได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และการเยียวยาอย่างเท่าเทียม”

ด้านมารดาของพลทหารวรปรัชญ์ ได้กล่าวว่า ตนและครอบครัวอยากแสดงความขอบคุณต่อกระทรวงยุติธรรม และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ทําให้ครอบครัวสามารถรับเงินช่วยเหลือเยียวยา และส่งเสียงเรียกร้องไปถึงกองทัพบก ขอให้กองทัพบกทำหน้าที่ในการคัดกรองบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้มีคุณภาพมากขึ้น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ สามารถควบคุมความรู้สึก และเป็นครูที่มีความเป็นผู้นำ เหตุการณ์อย่างที่เกิดกับพลทหารวรปรัชญ์จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก

การเข้ารับเงินช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 โดยผู้เสียหายจากการถูกกระทำทรมาน จะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 500,000 บาท ส่วนผู้เสียหายจากการถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 100,000 – 250,000 บาท ผู้เสียหายจากการถูกกระทำให้สูญหาย ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 500,000 บาท และครอบครัวของผู้ถูกกระทำให้สูญหาย จะได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท

การเยียวยาด้วยตัวเงินเป็นการเยียวยาในขั้นพื้นฐานที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดไว้เบื้องต้น และทุกกรณีที่เป็นผู้เสียหายจากความผิดภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวควรจะได้รับเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้ การเยียวยายังต้องคำนึงถึงการดำเนินการในมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาทางด้านจิตใจ เศรษฐกิจ สังคม การได้รับคำขอโทษจากผู้กระทำผิด การขอโทษต่อสาธารณะ (Public Apology) สิทธิในการได้รู้ความจริง (Right to Truth) อันหมายรวมถึงการร่วมกันค้นหาความจริง โดยเฉพาะผ่านขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับโทษให้ได้ในที่สุดอันจะเป็นหลักประกันได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปในทางที่ผิดจะต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำและมั่นใจว่าหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่จะสามารถดำเนินงาน เคารพ กฎหมาย ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านี้ล้วนเป็นการเยียวยาที่ครอบคลุมอย่างแท้จริงที่ผู้เสียหายทุกกรณีจะต้องได้รับ

ปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้เสียหายที่ถูกกระทำทรมาน กระทำอย่างโหดร้าย และบังคับให้สูญหายในหลายกรณีที่รอดำเนินการยื่นเรื่องรับเงินเยียวยาเบื้องต้นดังกรณีของพลทหารกิตติธร และพลทหารวรปรัชญ์ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังคงมีอุปสรรคในเรื่องของการตีความนิยามต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการกระทำให้บุคคลสูญหาย ทั้งกรณีถูกบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสืบสวนสอบสวนยังไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้การนำไปสู่การเยียวยาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น บางคดีได้รับคำสั่งยุติคดี ไม่รับการสอบสวน ด้วยเหตุผลอาทิ “พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอ” “ยังไม่มีความแน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหรือไม่” หรือ “การอุ้มหายสำเร็จก่อนกฎหมายบังคับใช้ จึงไม่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบ”  

ในขณะที่กฎหมายดังกล่าวมีการบังคับใช้มาเป็นเวลากว่าสองปี หลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียจากการที่สมาชิกในครอบครัวถูกทรมาน อุ้มหาย หรือถูกกระทำที่โหดร้ายฯ และยังคงรอเพื่อหวังว่าจะได้รับการเยียวยาในทุกมิติและได้รับความยุติธรรมในที่สุด

Author