19 มิ.ย. ทนง โพธิ์อ่าน ถูกบังคับสูญหาย และการล่มสลายของเครือข่ายแรงงานไทย

วันที่ 19 มิถุนายน ของทุกปีดูเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะวันสำคัญสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน แต่วันนี้กลับเป็นวันสำคัญของ “วีรบุรุษที่ถูกลืม” ผู้หนึ่ง การหายสาบสูญของเขาไม่ได้เป็นเพียงการแตกสลายของหนึ่งชีวิต แต่ยังเป็นการสูญหายของขบวนการแรงงานที่เคยมีบทบาทและมีพลังเป็นอย่างมากในอดีต  

ด้วยเหตุนี้ การจะทำให้ขบวนการแรงงานไทยไม่ถูกลืม อาจต้องเริ่มจากการจดจำ “ทนง โพธิ์อ่าน” อดีตแกนนำแรงงานคนสำคัญของประเทศที่ถูกรัฐอุ้มหายในวันที่ 19 มิถุนายน 2534 เขาคือหนึ่งในนักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานที่มองเงินค่าแรงขั้นต่ำมากไปกว่าน้ำที่หล่อเลี้ยงหนึ่งชีวิตกรรมกร แต่ต้องหมายรวมถึงครอบครัวพวกเขาและคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติตามที่เหล่าแรงงานผู้ขับเคลื่อนประเทศนี้คู่ควรได้จะได้รับ 

“หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เป็นคำนิยามจากสื่อที่ขับเน้นถึงความใจเด็ดและไม่เกรงกลัวผู้ใดของผู้ให้กำเนิดวาทกรรมอย่าง “วันนี้สามช่า วันหน้าไม่มีแผ่นดินอยู่นะ” หรือ “ไอ้พวกรัฐประหาร ควายทั้งนั้น” ต่อคณะรัฐประหารที่เผ็ดร้อนและตรงไปตรงมา คุณลักษณะความร้อนแรงที่ทนงมีนำพาเขาไปสู่ชัยชนะหลายประการในการเรียกร้องและยืนยันสิทธิของผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมแรงงานทุกกลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียว จนเกิดเป็นพลังขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งในการเรียกร้องสิทธิและต่อรองกับรัฐ

ความไม่ยำเกรงต่ออำนาจ ทั้งยังสามารถรวมพลังแรงงานให้กลายเป็นขบวนการและมีอำนาจต่อรองที่ไม่ธรรมดา สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอำนาจเบื้องบน โดยเฉพาะอำนาจของรัฐบาลทหารอย่างคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทนง โพธิ์อ่าน ต้องหายสาบสูญไปใน พ.ศ. 2534 จนกระทั่งทุกวันนี้ กว่า 30 ปีมาแล้ว ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขา

ขบวนการแรงงานไทยในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน 

ในช่วง พ.ศ. 2516 – 2519 หรือนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นช่วงเวลาที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน” หลังการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนสามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ได้สำเร็จ นำไปสู่ช่วงเวลาที่ประชาชนไทยตื่นตัวทางการเมือง และตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมากและมีการชุมนุมเรียกร้องสิทธิต่างๆ อย่างคึกคัก 

ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ขบวนการแรงงานไทยเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2518 ที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บังคับใช้ ในแง่หนึ่งกฎหมายดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อควบคุมจัดการการรวมกลุ่มของกรรมกรหรือผู้ใช้แรงงาน โดยกำหนดกรอบบางประการขึ้นมาผ่านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายนี้ทำให้การรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้แรงงานรู้สึกว่าการรวมกลุ่มได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย 

นอกจากนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มสหภาพแรงงานเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงผู้นำแรงงานคนสำคัญหลายคน เช่น ไพศาล ธวัชชัยนันท์, อาหมัด ขามเทศทอง, สวัสดิ์ ลูกโดด เป็นต้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ขบวนการแรงงานทั่วโลกมีพลังและอำนาจต่อรองสูง ทำให้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เช่น สมาพันธ์สหภาพแรงงานเสรีระหว่างประเทศ (ICFTU) ได้เข้ามาสนับสนุนขบวนการแรงงานไทยในขณะนั้นเช่นกัน1บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (2544). ทนง โพธิ์อ่าน 10 ปี แห่งการสูญหาย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน (หน้า 72-73)

ทนง โพธิ์อ่าน ก็เป็นหนึ่งในดาวเด่นระดับผู้นำแรงงาน ทนงเริ่มต้นการทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการ  ต่อมาไปทำงานบริษัทเฟสโก้ (S.G.S.) ที่สีลม  เคยผ่านอาชีพรับซื้อของเก่า  ขับรถสองแถวสายสีลม-บางรัก ก่อนเข้าสู่วงการแรงงานเต็มตัว ในช่วงปี 2517 อาจเรียกได้ว่า เขาเองก็เป็นกรรมกรคนหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงานเองในเวลาต่อมา

จากข้อมูลปรากฏว่าทนงเริ่มเข้าสู่วงการแรงงานจากการชักชวนโดยสุวิทย์ ระวิวงศ์ ให้มาอยู่ในสหภาพแรงงานขนส่งสินค้าส่งออก (ทางน้ำ) ซึ่งมีพี่น้องกรรมกรแบกข้าวสารขึ้นเรือสินค้าเป็นสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในการรวมกลุ่มรูปแบบใหม่ คือ เป็นการรวมกลุ่มแบบ Industrial Union หรือการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานประเภทกิจการหรือในระดับอุตสาหกรรมมากกว่าการรวมกลุ่มแยกย่อยอย่าง In-House Union ที่เป็นการรวมกลุ่มภายใต้กิจการอันหนึ่งอันใด นั่นทำให้สหภาพฯ สามารถมีสมาชิกกว้างขวางและมีกำลังในการเรียกร้องเจรจากับนายจ้างมาก    

สกุล สื่อทรงธรรม ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ได้เล่าถึงการพบกับทนงเป็นครั้งแรกว่า

“เท่าที่จำได้ ผมรู้จักคุณทนง โพธิ์อ่าน ประมาณปี 2517 โดยคุณสุวิทย์ ระวิวงศ์ ประธานสมาคมลูกจ้างขนส่งและบริการเสริมการขนส่งสินค้าออก เป็นผู้ชักชวนมาเข้าร่วมเป็นกรรมการสมาคม เข้าใจว่าคุณสุวิทย์คงเห็นว่า นอกจากคุณทนงจะทำงานตรวจสอบสินค้าพืชผลเช่นเดียวกับตนแล้ว ยังเป็นคนปากกล้า เอาจริงเอาจังแบบเอาไงเอากัน ที่ดีมากๆ คือ มีใจนักเลง ซึ่งถูกโฉลกกับคุณสุวิทย์และสหภาพแรงงาน”2บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 64

ขาขึ้นของเศรษฐกิจประเทศ การขยายตัวของแรงงาน และเสียงที่ดังขึ้นของทนง

ช่วง พ.ศ.  2531 – 2534 บนเส้นเวลาประวัติศาตร์ชาติ  ยุคสมัยของรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นที่เลื่องลือถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นโยบายต่างประเทศอย่าง “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” เป็นหนึ่งในนโยบายที่สร้างผลงานให้กับรัฐบาลนี้ นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดถึง 12.4% มีการส่งออกสูงที่สุดจากเดิมสามแสนล้านบาทเป็นแปดแสนล้านบาท3ธนากิต. ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545. อ้างใน https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)#cite_note-14 แม้จะมีความเห็นจากนักวิชาการว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการก่อตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่ที่นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศในปี 2540 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย และแม้แต่ทนงและกลุ่มแรงงานเองก็เห็นพัฒนาการนี้ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ 

            ชาลี จันทวงศ์ อดีตเลขาธิการ สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าทนงเองก็เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดี

“ทนง โพธิ์อ่าน ชื่อนี้ขจรไปไกล ICFTU เห็น สันติบาลเห็น และหน่วยข่าวกรองทหารก็จะเห็นด้วยเช่นกัน ผลของการเป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างฯ ก็ไต่ขึ้นสู่การเป็นวุฒิสมาชิก เป็นปากเสียงให้แก่คนงานได้ในอีกระดับหนึ่ง ถึงเป็นยุคฟองสบู่ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูขนาดหนัก ผู้เขียนได้ยินประธานฯ ทนง โพธิ์อ่าน พูดตลกปนจริงเสมอว่า ‘ยุคนี้ขายขี้ก็รวย’”4บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 72-73

ด้วยความโดดเด่นของทนงในการต่อสู้เพื่อแรงงานทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปี 2534 ที่ถูกบังคับให้สูญหาย หนึ่งในผลงานสำคัญของทนงคือการผลักดันเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นถัวเฉลี่ยแล้วมีการปรับขึ้นปีละ 10 บาท และหากปีใดที่ค่าจ้างขึ้นน้อย ทนงมักให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ขอปลาทูได้ปลาซิว”5ทวีป กาญจนวงศ์. (2559). ย้อนอดีต 25 ปี ทนง โพธิ์อ่าน นักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน. สืบค้น 16 มิถุนายน 258, จาก https://aromfoundation.org/2016/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-25-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2/

ต่อมาทนงได้โอกาสจากการได้รับแต่งตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้เสียงของทนงและเสียงของแรงงานดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทนงเองเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2532  ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งถึงความตั้งใจในบทบาทใหม่นี้

“การที่ผู้นำแรงงานวิตกว่าการให้รัฐบาลแต่งตั้งตนเป็นวุฒิสมาชิก เพื่อระงับบทบาทในเรื่องการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน เนื่องจากเป็นผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลก็คงคิดผิดเพราะถึงได้เป็นวุฒิสมาชิกแล้วการ การเคลื่อนไหวทางด้านแรงงานกลับจะเข้มข้นขึ้น เพราะคำพูดของตนมีน้ำหนักมากขึ้น ขอยืนยันว่าไม่มีอำนาจใดจะมายับยั้งการเคลื่อนไหวการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน และตนจะไม่ยืนอยู่ข้างรัฐบาลในทุกเรื่อง ดังเช่น ผู้นำแรงงานเคยกระทำ” 6บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 24

อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญในช่วงเวลานี้คือ การผลักดันและผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 โดยทนงเองก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้น

นอกจากการผลักดันค่าจ้างขั้นต่ำ พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ การสร้างเอกภาพในขบวนการแรงงาน ยังมีความพยายามผลักดันในประเด็นอื่นๆ ทั้งเรื่องสัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม ความพยายามยุบกรมแรงงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เพื่อออกมาตั้งแยกเป็น กระทรวงแรงงาน ดังที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอำนาจและความเข้มแข็งแก่เหล่าแรงงาน 

รัฐประหารทำลายทุกสิ่ง

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534  คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจการปกครองจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยพลังของขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งและน่าหวั่นเกรงสำหรับรัฐได้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 ภายหลังการรัฐประหารเพียงสองวัน รสช. ได้เรียกผู้นำแรงงานทั้งหมดเข้าพบที่สนามเสือป่าเพื่อชี้แจงนโยบายและเหตุผลของการยึดอำนาจ โดยมีพลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ชี้แจง พร้อมกล่าวว่า “ทุกข์ของกรรมกรถือเป็นทุกข์ของทหาร”7นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์. (2557). 23 ปี ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงาน ที่หายไป หลังต้านรัฐประหาร รสช.สืบค้น 10 มิถุนายน 2568, จาก https://prachatai.com/journal/2014/06/54093

สาเหตุการยึดอำนาจการปกครองที่ รสช. แถลง 5 ประการ คือ รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา รัฐบาลมีความพยายามทำลายสถาบันทหาร และรัฐบาลบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าในเหตุผลเหล่านี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของสังคมแต่อย่างใด มีเพียงแต่การโจมตีไปที่รัฐบาลและนักการเมืองเท่านั้น8บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (ม.ป.ป.).  ทนง ผู้สาบสูญ 19 0 (หน้า 160 – 171)  ทนงเองก็แสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากความก้าวหน้าของประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และการผลักดันเรื่องสิทธิของแรงงานกำลังเป็นไปได้ด้วยดี

บรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย ได้เล่าถึงบรรยกาศในการพูดคุยระหว่าง รสช. และผู้นำแรงงานว่า 

“คุณทนงโกรธ รสช. มาก วันแรกที่คณะปฏิวัติ รสช. ได้เรียกผู้นำแรงงานเข้าพบทั้งหมด ผมกับคุณทนงไปด้วย คุณทนงได้ถูกเรียกชื่อโดยพลเอกสุจินดาว่าใครชื่อทนง คุณทนงได้พูดด้วยน้ำเสียงดังว่าผมเอง คุณทนงได้พูดหลายเรื่องเกี่ยวกับการกระทำของ รสช. ต่อหน้าคณะปฏิวัติ รสช. อย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่นิดเดียว”

“ประชาธิปไตยกําลังจะเต็มใบบังเอิญมีควายมาขวาง” คือประโยคที่ทนงพูดต่อหน้าพลเอกสุจินดา คราประยูร และคณะ รสช. จากคำบอกเล่าของวรชาติ อหันทริก รุ่นน้องของทนงในวงการแรงงาน และคนรอบตัวทนงที่อยู่ในเหตุการณ์การพูดคุยระหว่างเหล่าผู้นำแรงงานและ รสช. เชื่อว่านี่อาจเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่นำไปสู่การอุ้มหายทนง

ราคาที่ต้องจ่ายจากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมานั้นสูงลิบลิ่ว เพราะภายหลังจากการรัฐประหาร ทนงได้บอกกล่าวกับคนรอบตัวทั้งเพื่อนในสหภาพฯ และครอบครัวให้รับรู้ได้ว่าตนกำลังถูกติดตามอยู่ตลอด รัชนีย์บูรณ์  โพธิ์อ่าน ภรรยาทนงได้เล่าว่าทนงเคยพูดกับตนว่า 

“มีคนคอยตามอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน เขาถูกข่มขู่และติดตามทุกฝีก้าว และสั่งเสียว่า ถ้าหายไป 3 วัน แสดงว่าถูกลักพาตัวไป หากไม่ติดต่อกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่าเสียชีวิตแล้ว”9วาสนา ลำดี. (2559). ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานผู้ท้าเผด็จการ. สืบค้น 10 มิถุนายน 2568, จาก https://voicelabour.org/?p=24485

มรดก รสช. ที่แรงงานไม่ต้องการ 

ผลงานของ รสช. ที่ทิ้งไว้และส่งผลถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นมรดกที่แรงงานไม่ต้องการนั้นมีหลายประการ ที่สำคัญคือ การออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อจำกัดการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน ในหลายด้าน ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาลูกจ้างต้องจดทะเบียน การนัดหยุดงานทำได้ยากขึ้น และกรรมการสหภาพแรงงานที่ถูกปลดจะกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้ต้องพ้นหนึ่งปี นับจากวันที่ถูกปลด 

นอกจากนี้ รสช. ได้พยายามตัดแขนตัดขาขบวนการแรงงาน โดยการพยายามแยกและยุบอำนาจของแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากขบวนการไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องต่อรองได้ดังก่อน เนื่องจากแรงงานรัฐวิสาหกิจถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้ขบวนการแรงงานมีอำนาจต่อรองสูง เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นกิจการที่ให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ การหยุดเดินรถไฟ การงดจ่ายน้ำประปา หรือตัดไฟฟ้า ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ

ความพยายามดังกล่าวได้แสดงออกผ่านการออก พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2534 เพื่อแก้ไขไม่ให้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจ และออกกฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ซึ่งมีใจความสำคัญคือ ยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเดิมและจัดตั้งเป็นสมาคม ซึ่งมีบทบาทจำกัดเพียงการยื่นข้อเสนอและคำร้องทุกข์ด้านสิทธิประโยชน์เท่านั้น ไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองร่วมเหมือนภาคเอกชน นอกจากนี้ที่สำคัญคือ ห้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจนัดหยุดงานทุกรูปแบบ และจำกัดให้แต่ละรัฐวิสาหกิจมีสหภาพแรงงานได้เพียงแห่งเดียว โดยมีสมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 10 ของพนักงานทั้งหมด

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ได้วิเคราะห์ถึงความพยายามดังกล่าวไว้ว่า 

“เหตุผลแท้จริงที่ภาคประชาสังคมและวงการแรงงานทั่วไปรับรู้คือ ไม่ต้องการให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจมีสิทธิรวมตัวนัดหยุดงานต่อรองกับรัฐบาลได้ ต้องการสลายอำนาจต่อรองของกลุ่มสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจที่เคยรวมตัวหนุนเสริมสหภาพแรงงานเอกชนในสหพันธ์แรงงานและสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ มาตลอด”

ทนงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและการกำจัดการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน  และเคยประณาม รสช. ไว้ว่า 

“ทหารกำลังสร้างปัญหาให้กรรมกรด้วยการยุบเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 ฝากเตือนถึงบิ๊กจ๊อด อย่านึกว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วจะทำอะไรก็ได้ ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง และเวลานี้ทหารทำให้กรรมกรมีทุกข์ ดังนั้นควรทำอะไรรอบคอบ วันนี้สามช่า วันหน้าอาจไม่มีแผ่นดินอยู่”10บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 85

ความสั่นคลอนครั้งใหญ่ที่มาเยือนขบวนการแรงงานเมื่อทนง “ถูกอุ้มหาย”

ในวันที่ 14 มิถุนายน 2534 สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยนำโดยทนง ได้จัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงโดยเรียกร้องให้ยกเลิกการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และยกเลิกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 รวมถึงยื่นหนังสือกับ รสช. กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย

ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม ปีเดียวกัน  ทนงได้ประกาศว่า สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยจะไม่เข้าร่วมจัดงานวันแรงงาน หรือวันเมย์เดย์ เพราะไม่เห็นด้วยคำสั่ง รสช. ที่สร้างเงื่อนไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จำกัดเสรีภาพในการการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้เดินขบวน ห้ามชูป้ายเนื้อหาการเมือง ห้ามชูป้ายเกี่ยวกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ห้ามพูดบนเวทีเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เป็นต้น จึงทำให้วันแรงงานในปีนั้นเป็นปีแรกที่มีกลุ่มแรงงานหลายกลุ่มประกาศไม่เข้าร่วมจัดงาน

ความขัดแย้งระหว่างทนงกับรสช. มีมาต่อเนื่อง โดยชนวนสุดท้าย เกิดขึ้นเมื่อทนง ได้รับเชิญโดยตรงให้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่จัดขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยงานดังกล่าวมีกำหนดการจะจัดขึ้นในวันที่ 3 – 27 มิถุนายน 2534 แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีหนังสือถึงทนงให้งดการเดินทางไปประชุมใหญ่ แต่ทนงยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมและแจ้งเจตจำนงชัดเจนว่าตนจะประณามการกระทำของคณะรัฐประหาร และร้องเรียนต่อ ILO และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ11พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย. (ม.ป.ป.). ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานถูกอุ้มหาย. สืบค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2568, จาก https://www.thailabourmuseum.org/read/%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2

 อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานก่อนการเดินทางไปนครเจนีวา ทนงได้หายสาบสูญไปในวันที่ 19 มิถุนายน 2534 โดยพบเพียงรถของเขาถูกจอดทิ้งไว้หน้าสหภาพฯ ต่อมาครอบครัวและคนรอบตัวต่างมั่นใจว่าทนงถูกบังคับสูญหายไปโดยอำนาจรัฐ โดย อดิศร โพธิ์อ่าน ลูกชายทนง เขียนไว้ในหนังสือครบรอบ 25 ปี การหายตัวไปของทนง ไว้ว่า 

“จะมีใครที่อยากทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อทำแล้วได้สิ่งตอบแทน ไม่ตายก็หายสาบสูญจากการกระทำของรัฐทหาร”

นอกจากนี้ พลตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความคิดเห็นในคอลัมน์ซอยสวนพลู หนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน ถึงการหายตัวไปของทนงว่า “ทางฝ่ายทหารจับตัวคุณทนงไปฆ่าจริงๆ นั้นแหละ วิธีการเก็บผู้ที่ไม่ถูกใจกับตนเคยทำกันมาแล้วในเมืองไทยเรานี้เอง ถ้าไปอ่านประวัติศาสตร์”12บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 86

การหายตัวไปอย่างกะทันหันของทนง ไม่เพียงแต่สร้างความแตกสลายให้กับครอบครัว แต่ยังส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานและความเป็นเอกภาพที่ลดลง สกุล สื่อทรงธรรม ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ได้กล่าวถึงบรรยากาศในขบวนการภายหลังข่าวการสูญหายของทนงว่า

“ข่าวที่ตีพิมพ์หน้า 1 หนังสือพิมพ์หลายฉบับ วันที่ 20 มิ.ย. 2534 ที่รายงานว่าทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไป รถวอลโว่คู่ใจถูกทิ้งไว้อย่างไม่เรียบร้อยหน้าสำนักงานสหภาพแรงงานขนส่งที่ราษฎร์บูรณะ ข่าวนี้ไม่เพียงขย่มขวัญขบวนการแรงงานเท่านั้น หากยังช็อคขบวนการแรงงานทั่วโลกอีกด้วย”13บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 66

วรชาติ มองว่าการที่ทนงถูกบังคับสูญหาย ทำให้ขบวนการแรงงานไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปตราบจนปัจจุบัน 

“ตอนทนงอยู่ สภาแรงงานมีแค่ 3 – 5 สภา ค่อนข้างมีเอกภาพ เวลามีอะไรเราจะจับมือกัน เพราะเราถือว่าแรงงานเปรียบเสมือนตาข่ายที่ต้องประสานกัน ถ้าจะให้ประสานกันอย่างมีคุณภาพ ตาข่ายหรือแห ตาจะต้องเล็กลงถึงจะจับปลาติด แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มันจับกันห่างๆ ปลาว่ายมาก็ผ่านรอดไป ความเป็นเอกภาพจึงไม่มีทุกวันนี้”

นับแต่การสูญหาย ตาข่ายขบวนการแรงงานก็กลายเป็นร่างแหตาห่าง ที่ไม่สามารถจับปลาเลี้ยงปากท้องแรงงานเพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างที่พวกเขาคู่ควรเช่นแต่ก่อน หนึ่งในเหตุผลคงเป็นเพราะเป็นเรื่องที่ยากนักที่จะหาคนที่สู้เพื่อแรงงานจนสุดกำลังได้เช่นทนง 

สำหรับชายที่ขึ้นชื่อว่าไม่เกรงกลัวผู้ใดนั้น ชีวิตของเขาได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างไร้ข้อกังขาว่า สิ่งที่ทนงกลัวมีเพียงสิ่งเดียว คือ การที่แรงงานต้องสูญเสียสิทธิและคุณภาพชีวิตที่ดีที่พึงมี

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts