ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศยุติการชุมนุมหลังรวมตัวชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม และเริ่มปักหลักบริเวณแยกราชประสงค์ในเดือนเมษายน เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความรุนแรงกลับกำลังเริ่มขึ้นในหลายจุด เมื่อเสียงปืนได้ดังขึ้น ประชาชนผู้ชุมนุมกว่า 4,000 คน ต่างต้องหนีหาที่หลบภัยด้วยความตื่นตระหนก 

หนึ่งในที่ที่ผู้ชุมนุมเข้าไปหลบภัย คือ วัดปทุมวนาราม ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตอภัยทาน ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม ด้วยใจหวังว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขา แต่ความเลวร้ายก็คืบคลานตามมาโดยไม่เลือกสถานที่ เมื่อปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารวางกำลังบนรางรถไฟฟ้าด้านหน้าวัดปทุมวนาราม ทุกนายถืออาวุธปืนเอ็ม 16 กระสุนจริง เล็งและยิงลงมาในทิศทางวัดปทุมวนาราม โดยมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 6 คน ภายในวัด ในจำนวนนี้ 2 คน เป็นอาสาสมัครหน่วยพยาบาล  คาดว่าถูกยิงบริเวณเต็นท์พยาบาลในวัด บริเวณประตูทางออก ขณะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พวกเขาเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง 

หนึ่งในสองคนนั้น คือ “กมนเกด อัคฮาด”

19 พฤษภาคม 2568 ยังคงเป็นอีกวันที่ “พะเยาว์ อัคฮาด” หรือที่ทุกคนจำได้ในฐานะ “แม่น้องเกด” ยังคงต่อสู้เพื่อลูกสาวมาตลอด 15 ปี แม่น้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิง คือหมวกที่เธอไม่มีวันถอดออกได้ แม้จะต้องเดินทางไปทุกหน่วยงานรัฐหรือบุกไปคุยกับทหารเพียงคนเดียวเธอก็จะไป และนั่นทำให้สังคมมีภาพจำว่าเธอเป็นแม่ผู้ไม่เกรงกลัวอำนาจใด

 ตลอดเส้นทางการต่อสู้ สิ่งที่พะเยาว์ต้องการมีเพียง “ความจริง” ความจริงที่จะช่วยยืนยันถึงตัวตนของกมนเกดที่ไม่ใช่เพียงชื่อของบุคคลนิรนามผู้หนึ่งที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐปี 2553  ความจริงยังเป็นเครื่องยืนยันว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมีชีวิต และครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเธอ พะเยาว์เชื่อว่า ‘ให้ความจริงปรากฏ’ เป็นทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ใครต้องมีชะตากรรมแบบเดียวกันนี้อีก

“เจ้าหมู” ผู้เป็นที่รัก

ภายหลังเหตุการณ์ที่เลวร้าย และประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่เจ็บปวดของประเทศนี้ ผู้คนต่างจดจำชื่อ กมนเกด ว่าเป็นพยาบาลที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ  แต่พะเยาว์ยังจดจำว่าเกด คือ “เจ้าหมู” ผู้เป็นที่รักของครอบครัว

หากวันนี้กมนเกดยังอยู่ เธอจะมีอายุครบ 40 ปี เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและคงกำลังทำหน้าที่เป็นพยาบาลอาสาช่วยเหลือคนตามที่เธอได้ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่

“เขาบอกแม่ไม่ต้องด่า หนูเป็นคนของแผ่นดิน”

เกดบอกกับแม่ที่กำลังจะดุเธอด้วยความเป็นห่วง เมื่ออยู่ๆ ลูกสาวอาสาไปเป็นบุคลากรช่วยในโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ ปี 2547 กมนเกดลงไปภาคใต้เพื่อเป็นอาสาช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์ร่างผู้เสียชีวิตโดยไม่บอกใคร เมื่อเธอกลับมาบ้าน พะเยาว์จึงอดบ่นไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินคำตอบของลูกสาว เธอจึงเข้าใจและเลือกเคารพในสิ่งที่ลูกเลือก 

หลังจากเรียนจบผู้ช่วยพยาบาล กมนเกดเริ่มต้นทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งโดยประจำอยู่ห้องผ่าตัด พะเยาว์เล่าว่าเกดเป็นคนที่รักในหน้าที่การทำงานของตนเองมาก และเป็นคนรับผิดชอบ เวลาเกดทำงาน แม้แต่พะเยาว์ที่เป็นแม่ยังรับรู้ได้ว่าลูกมีความสุข เวลากลับบ้านเกดมักเล่าเรื่องจากโรงพยาบาลให้ฟังเสมอ 

ครั้งหนึ่งเกดเคยเล่าถึงเคสคนงานก่อสร้างประสบอุบัติเหตุกระดูกมือแตกมาที่โรงพยาบาล เกดไม่ได้มองเพียงความเป็นไปได้ทางเทคนิคในมุมการแพทย์ แต่เธอเข้าใจชีวิตแรงงานก่อสร้างที่มือเปรียบเสมือนเครื่องทำกินประทังปากท้อง

“เขาก็เล่าให้แม่ฟังมีคนงานก่อสร้าง เขาจะมีประกันสังคมอะไรอย่างนี้ ปรากฏว่าอุบัติเหตุกระดูกมือแตก ถ้าเป็นหมออื่นเขาจะบอกว่า เขาจะตัดมือเลย ลูกก็บอกว่าถ้าตัดเขาจะทำมาหากินอย่างไร มือก็จะด้วน เขามองสถาณการณ์ว่าน่าจะต่อได้ แต่ใช้เวลาหน่อย เขาก็กระซิบบอกลุงว่าลุงรอหน่อยได้ไหม  เดี๋ยวหมอคนนี้เขาจะเข้าเวร เจ้าเกดบอกหมอคนนี้แกเก่งมากเรื่องการต่อกระดูก เขารู้ว่าหมอต้องเข้าเวร เขาก็บอกให้ลุงรอหน่อย  พอหมอคนนี้เข้ามาแกก็ส่งเคสนี้เลย”

ในช่วงปี 2549 ที่มีการรัฐประหาร เศรษฐกิจเริ่มถดถอย และโรงพยาบาลที่เกดทำงานอยู่เริ่มปลดพนักงานออก เกดจึงต้องออกมาทำงานช่วยที่บ้านขายดอกไม้ ซึ่งเป็นกิจการหลักของครอบครัวที่พ่อและแม่ทำอยู่ หน้าที่ของเธอคือการนั่งรถเมล์ไปซื้อของมาขาย เกดต้องนั่งรถผ่านบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเสมอ จนในปี 2553 เธอเห็นคนออกมาชุมนุม ต่อมาเกดจึงขอแม่ไปทำงานกับเพื่อนที่บริษัทแถวสะพานพุทธ 

พะเยาว์มาทราบภายหลังว่าแท้จริงแล้วที่เกดไปทำงานตรงนั้นเพราะจะได้เลิกงานเร็ว เพื่อที่จะสามารถไปช่วยหน่วยพยาบาลในจุดชุมนุมคนเสื้อแดงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน เกดมาเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง ในวันที่ 13 เมษายน 2553 เมื่อเกดกลับบ้านมาเล่นน้ำวันสงกรานต์กับน้องๆ และครอบครัว 

“เราถามแล้วเข้าไปอย่างไร เข้าไปได้หรือ ไปชุมนุมอะไรกับเขาหรือเปล่า (เกด) ก็บอก ‘ไม่ต้องอ่ะแม่ หนูเข้าไปก็เข้าไปในเต็นท์ (พยาบาล) เลย’ มาช่วยเพราะเขาจบมาด้านนี้โดยตรง เขารู้เรื่องตัวยา มีความสามารถจะช่วยได้ แพทย์ดูแลคนป่วยอะไรพวกนี้ก็ดูได้ เขาบอกหนูไปเต็นท์ไหนก็ได้ เขารับหมด เพราะถือว่ามีความสามารถ เราก็ไม่ว่าอะไร เขามาเล่าให้ฟังวันที่ 13 เมษายน ว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน (ที่มีคนเสียชีวิต) เป็นอย่างไร พอเราฟัง เราก็นึกในใจพูดกับลูกว่า ‘ระวังตัวนะลูก’” 

เมื่อความตายค่อยๆ กลายเป็นความจริง

ขณะที่เกดไปทำงานเป็นอาสาอยู่ที่ชุมนุมคนเสื้อแดงจนย้ายมาประจำตรงบริเวณราชประสงค์ เกดกับพะเยาว์ยังคงคุยโทรศัพท์กันอยู่เป็นประจำ 

“ข้อสำคัญเขาจะพูดว่าเขาเป็นหน่วยอาสากาชาด เขาไม่มีอันตราย แม่ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ เขาก็การันตีแบบนี้ เราก็สบายใจ ไม่ได้ว่าอะไร จนมองภาพที่เขาถ่ายในทีวี จะเป็นเต็นท์ คนอยู่ในเต็นท์ เราได้แต่มอง ก็ขายดอกไม้เป็นปกติ พอคิดถึงก็โทรคุย”

จนกระทั่งวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 พะเยาว์เห็นจากการรายงานข่าวว่าสถานการณ์ดูไม่ค่อยดี ภายหลังมีข่าวว่า พลตรี ดร. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ถูกยิง ตนเองที่ไม่เคยไปชุมนุมที่ใด ไม่รู้เรื่องการเมือง และไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า แต่เมื่อทราบข่าวประมาณ 18.00 น.ว่ารัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 5.00 น. พะเยาว์จึงโทรหาลูกเพื่อถามว่าลูกจะกลับบ้านตอนไหนอย่างไร 

 “หมูนี่มันเสียงปืนนี่ลูก หมูบอก ‘ใช่แม่’  

เอ้า ทำไมแกนนำมอบตัวแล้วยังมียิงกันอีกอ่ะ 

ลูกบอก ‘หนูก็ไม่รู้เหมือนกันแม่’ 

แล้วหนูอยู่ตรงไหน

เขาบอก ‘หนูอยู่ที่หน้าวัด’”

กมนเกดประเมินแล้วว่าวันนี้ตนน่าจะไม่สามารถกลับบ้านได้ทันเวลาเคอร์ฟิว พะเยาว์จึงย้ำให้ลูกไปอยู่ในวัดปทุมฯ ก่อนเพื่อความปลอดภัย 

“เราก็บอกให้ลูกเข้าไปอยู่ในวัด ถ้ากลับวันนี้ไม่ทันพรุ่งนี้ค่อยกลับ ลูกบอก ‘จ้ะ แม่ เดียวพรุ่งนี้หนูจะกลับนะ แม่แค่นี้ก่อนนะมีคนเจ็บ’”

และนั่นคือสายสุดท้ายของเธอกับลูก 

 เมื่อพะเยาว์กลับมาบ้านหลังจากปิดร้าน เวลาประมาณ 20.00 น. ก็มีญาติโทรศัพท์เข้ามาบอกตนว่า มีคนบอกว่าเจ้าหมูโดนยิง ในตอนนั้นตนคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นที่ไม่ตลก เพราะพึ่งโทรคุยกับลูกไปไม่นาน เธอจึงลองโทรกลับไปเบอร์ลูกอยู่หลายสาย จนกระทั่งมีคนรับ แต่ปลายสายกลับเป็นเสียงของผู้ชาย เพื่อนของเกดที่แจ้งข่าวว่าเกดโดนยิง 

“เราก็บอกว่า วัดปทุมฯ ต้องอยู่ใกล้โรงพยาบาลตำรวจ แล้วเอาน้องส่งโรงพยาบาลหรือยัง โรงพยาบาลอยู่ใกล้ๆ เราคิดว่าเขาอาจจะโดนยิงบาดเจ็บ เราก็บอกให้เอาเขาส่งโรงพยาบาลเลยนะ แต่พูดเสร็จ น้องผู้ชายบอก ‘แม่ น้องตายแล้ว’”

เมื่อได้ยินครั้งแรกพะเยาว์ไม่เชื่อแต่เธอกลับโกรธและคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น 

“เราก็หันไปบอกพ่อ เธอเขาบอกว่าเจ้าหมูตาย ถูกยิง พ่อก็ช็อก ทุกคนช็อก แต่ทุกคนก็ยังมองในภาพรวมว่าอาจจะผิดพลาด อาจจะไม่ใช่ พูดง่ายๆ คนเราหวังมันก็ต้องดึงใจบอกว่ามันไม่ใช่ ทุกคนนอนไม่ลง เราก็พยายามโทรกลับไปอีก ไม่มีคนรับสาย รับไม่ได้แล้ว จะไปก็ไปไม่ได้เพราะติดเคอร์ฟิว”

พะเยาว์ไม่สามารถเดินทางไปวัดปทุมฯ ได้ทันที เพราะติดช่วงเวลาเคอร์ฟิวถึงเช้า เธอพยายามโทรถามหน่วยกู้ภัย เจ้าหน้าที่ที่รับสายยืนยันว่ามีคนตายในวัด และหนึ่งในนั้นมีผู้หญิง เช้าวันที่ 20 พฤษภาคม พะเยาว์จึงโทรไปที่วัดปทุมฯ มีหลวงพ่อรับสาย ยืนยันว่ามีคนเสียชีวิต 6 ราย และมีอยู่รายหนึ่งเป็นผู้หญิง

“มีผู้หญิงอยู่ศพหนึ่งคือมันมา 90 % แล้ว เฮ้ย! มันน่าจะเป็นลูกเรา”

แม้จะเริ่มปะติดปะต่อความจริงได้ พะเยาว์ยังคงไม่ปักใจเชื่อ หลวงพ่อที่รับสายห้ามไม่ให้เธอเดินทางมาที่วัดเนื่องจากยังคงมีการยิงอยู่ แม้ตนจะไม่ได้รอตามที่หลวงพ่อบอกก็ยังคงหารถแท็กซี่เข้าไปไม่ได้ จนกระทั่งเวลาบ่ายโมง พะเยาว์เห็นข่าววัดปทุมฯ จากโทรทัศน์ฯ 

“รอจนบ่ายโมง ข่าวออก ภาพหมอเข้าไปดูศพ กล้องมันก็แพนไปศพที่เอาเสื่อคลุม เราก็มอง มันคลุมช่วงหน้าแต่จะเห็นปลายขาหมด พอเห็นขาลูก คือมันโกหกไม่ได้แล้ว เพราะจําได้ว่าเป็นลูกเรา มันขาลูกเรา เราก็เริ่มบอกกับทุกคนในครอบครัว บอกน้องพี่มึงตายแล้วนะ น้องก็ไม่เชื่อ บอกไปดูในข่าว แม่จําได้ขาพี่  ต้นขากับกางเกงเขา แม่จําได้ ลูกแม่ แม่เลี้ยงมาทำไมจะจําไม่ได้ ร้อยเต็มแล้วว่าลูกเราตาย”

นับแต่นั้นความจริงเรื่องที่ว่ากมนเกดเสียชีวิต กลายเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ครอบครัวต้องกล้ำกลืน

“เจ้าหน้าที่ที่ยิงเขา เอ็งก็มองเห็นว่าเขาเป็นใคร  เขาถูกยิงในเต็นท์พยาบาล ซึ่งเป็นคําถามที่เราเจ็บปวดเพราะลูกบอกเสมอว่าเขาจะปลอดภัย แล้วทําไมเขาต้องตายในเต็นท์” 

ตราบที่ช่องว่างของความจริงยังคงเปิดอยู่ แม่จะไม่หยุดสู้ 

แม้จะแน่นอนแล้วว่ากมนเกดเสียชีวิต แต่ความจริงเรื่องการตายของกมนเกดยังคงคาใจทุกคนในครอบครัว เธอตายได้อย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ ทุกรายละเอียดของเหตุการณ์ล้วนเป็นคำถามที่ครอบครัวต้องการคำตอบ

จากภาพข่าวที่พะเยาว์เห็นปลายขาของเกดนั้น เธอเล่าว่า หมอท่านหนึ่งชี้ไปยังร่างของเกด  และให้คนนำเทปมาแปะหัวกระสุนที่คาอยู่ที่ท้องเพื่อกันกระสุนร่วง หลังจากนั้นไม่นาน พะเยาว์เห็นหมอที่ออกข่าวว่าไปดูศพที่วัดปทุมฯ เมื่อวันก่อนออกมาแถลงข่าวโดยพูดว่าศพของอาสาพยาบาลที่ไม่ทราบชื่อถูกยิง 2 นัด ไม่มีหัวกระสุน เมื่อเธอได้ยินจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นทันที เพราะพะเยาว์จำได้ว่าวันก่อนในภาพข่าว เธอเห็นว่าหมอคนนั้นได้สั่งให้คนนำเทปมาปิดกระสุนที่ท้องของลูกเพื่อกันหัวกระสุนหล่น 

พะเยาว์รู้สึกผิดหวังมากเนื่องจากในตอนที่กมนเกดลงไปเป็นอาสาที่ภาคใต้ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ ลูกของเธอนับถือหมอคนนี้อย่างมาก แต่ในวันนี้บุคคลที่ลูกเคารพกลับให้ข้อเท็จจริงที่ขัดกับสิ่งที่เธอเห็นกับตาในภาพข่าว ผนวกกับในภายหลัง ผลชันสูตรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เธอได้รับรายงาน ยังพบว่ามีกระสุนเข้าออกตัวลูกทั้งหมด 11 รู มีกระสุน 5 นัด 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้พะเยาว์ลุกขึ้นสู้และออกเดินทางตามหาความจริงที่ยังคงเป็นช่องโหว่ในใจ เพื่อรู้ให้ได้ว่าลูกเธอตายอย่างไรกันแน่ ผู้กระทำเป็นใคร และจะต้องนำเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมารับโทษ

พะเยาว์เดินทางไปทุกหน่วยงานรัฐเท่าที่จะไปได้เพื่อติดตามเรื่องที่มักจะไร้ความคืบหน้า 

“ไปกับลูกชายสองคน ซื้อครกกับสากเอาไปชุดหนึ่ง ไปที่ดีเอสไอ ลูกชายถือสากควง เราถือครก บอก เฮ้ย! ไหนบอกว่าพร้อมแล้ว คุณบอกว่าคุณมีข้อมูลพร้อมเสร็จสรรพ คุณบอกว่าคุณจะแถลงให้ทราบเป็นระยะๆ ฉันรอคุณมาเดือนกว่าแล้ว รอคําแถลงความคืบหน้า แต่พวกคุณไม่เคยมีใครออกมาแถลงเลย เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบเหมือนคุณมีส้มตําสักครก คุณมีเครื่องอยู่แล้ว แต่คุณไม่โขลก ฉันเอาเอาครกกับสากมาให้คุณแล้ว”

ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เธอได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน โดยพะเยาว์หวังว่าจะเป็นแรงกดดันและกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่นำคำตอบมาให้เธอให้ได้ 

“เราก็ทําทุกรูปแบบในการสู้ สู้แบบงูๆปลาๆ สองคน แม่ลูก ตอนนั้น…สถานการณ์มันกระจัดกระจาย  ตรงไหนที่ไปได้ เพราะเรามั่นใจว่าทหารฆ่าลูก เราก็ไปกองทัพบก ยืนเย้วๆ อยู่คนเดียว”

แต่เมื่อความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย พะเยาว์เล่าว่าเธอได้รับผลกระทบจากการออกไปเรียกร้องกับรัฐอย่างมาก ทั้งการมีทหารมาวนเวียนหรือมาเยี่ยมที่บ้านนับแต่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่มารับเธอที่บ้าน หรือแม้แต่ในปี 2257 ภายหลังการรัฐประหาร ลูกชายอีกคนหนึ่งของเธอก็ถูกจับไปอยู่เรือนจำของทหารเป็นเวลา 6 วัน ภายหลังจากที่ลูกชายขึ้นไปพูดบนเวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงในฐานะตัวแทนครอบครัวที่สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม 2553 จนเธอต้องเดินทางไปสโมสรกองทัพบกเพียงคนเดียวในช่วงรัฐประหารใหม่ๆ เพื่อไปทวงลูกชายตนเองกลับมา

บทสรุปการต่อสู้ของพะเยาว์คือการโดนคุกคามจากรัฐทุกวิถีทาง แต่เธอยังขอเลือกยืนอยู่บนเส้นทางการตามหาความจริง

“15 ปี ทําให้เรารับรู้ว่าสิ่งที่ความจริงมันควรจะเปิดเผยกับสังคม ทุกคนผิดกันหมด ประชาชนคือเหยื่อ คือเบี้ยในกระดานที่แต่ละฝ่ายเรียกกันออกมาเพื่อผลประโยชน์ของพวกคุณ” 

“เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันมีคนเสียชีวิต มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งประชาชน ซึ่งถามว่าแต่ละคน ทั้งฝ่ายทหารที่เสียชีวิต ครอบครัวเขาก็ต้องเสียใจ ถูกไหม ประชาชนที่เสียชีวิต ครอบครัวก็เสียใจ”

นอกจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กมนเกดแล้ว การเดินทางของพะเยาว์ยังช่วยขยายให้เธอเห็นปัญหาภาพใหญ่ เพราะตระหนักว่าเรื่องของเกดสามารถเกิดขึ้นกับใครอีกก็ได้ หากสังคมไม่เรียนรู้จากอดีตที่เกิดขึ้น และรัฐโดยเฉพาะกองทัพยังคงไม่มีการปฏิรูปหน่วยงาน และนำเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่น พฤษภา 53 ได้อีก เป้าหมายการต่อสู้ของเธอจึงใหญ่กว่าการต่อสู้เพื่อลูกสาวเท่านั้น 

“เราต้องการความจริงให้ปรากฏ ให้สังคมได้รับรู้ว่าในกรณีที่มีเหตุการณ์แบบนี้ เพราะความบ้าอํานาจของแต่ละฝ่าย ตัวนายกเองก็อยากจะอยู่ในตําแหน่ง เซ็นคําสั่งไปโดยที่คุณมองเห็นผล คุณเล็งเห็นผลแล้วว่ามันจะเกิดความเสียหายกับประชาชน ความเสียหายถึงชีวิตแต่คุณก็ยังเซ็น แล้วเจ้าหน้าที่รัฐ คําสั่งที่คุณได้ คุณอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ  มีมติ มีคําสั่ง แต่ความเป็นจริงแล้วคุณทําเกินหน้าที่ไปมาก ซึ่งเราพยายามจะเอาความจริงตรงนี้ให้สังคมได้รับรู้ และสังคมจะได้รับรู้จริงๆ ว่าความผิดนี้มันเกิดจากผู้ใดบ้าง”

“ความสูญเสียมันไม่ควรจะมีแบบนี้อีกแล้ว ถ้าเอาความจริงทุกอย่างขึ้นมาเปิดบนโต๊ะให้สังคมได้รับรู้ ประชาชนจะได้ตาสว่างว่าคุณไม่ควรจะเป็นเบี้ยในกระดาน ไม่ควรจะเป็นเหยื่อของนักการเมืองทั้งหลาย คุณใช้สติรับรู้ อย่าให้มันเป็นแบบนี้ จริงๆ ที่สู้น่ะ อยากให้มันเกิดแบบนี้มากกว่า”

เพราะเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้พะเยาว์ยังเลือกที่จะต่อสู้ต่อไปและไม่ว่าความยุติธรรมจะมาถึงหรือไม่ เธอขอให้สังคมได้ร่วมจดจำกมนเกดไปกับเธอ

“(เกด) เป็นลูกที่ภูมิใจ แม่ภูมิใจในตัวเขามาก สมกับคำที่เขาพูดไว้เขาเป็นคนของแผ่นดิน แม่ก็จะทําให้เขาเป็นคนของแผ่นดินจริงๆ ให้แผ่นดินนี้ไม่ลืมเขา”

เจ้าหมูของที่บ้าน

ผู้ช่วยพยาบาลที่ใจรักในหน้าที่และคิดถึงผู้ป่วยมาอันดับหนึ่ง

ร่างไร้ลมหายใจและกระสุนอย่างน้อย 5 นัด บริเวณเต็นท์พยาบาลในวัดปทุมฯ 

และคนผิดที่ยังคงลอยนวล 

เหล่านี้ล้วนเป็นความจริงที่เราจะไม่ลืม

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts