จากลุกขึ้นสู้ถึงสังหารหมู่ ความยุติธรรมเดินทางสู่ชาวกวางจูได้อย่างไร
ย้อนไปเมื่อ 45 ปีก่อน ในเดือนพฤษภาคม 1980 เป็นอีกครั้งในประวัติศาสตร์โลก ที่ความรุนแรงโดยรัฐเกิดขึ้นกับประชาชนจำนวนมาก เหตุการณ์อันน่าสลดใจครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐอื่น ประชาชนบาดเจ็บ ล้มตาย สูญหาย และถูกจับกุมตัวโดยไร้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมรองรับ ทว่าเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวกวางจูนี้ กลับพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ และนับเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่เขียนขึ้นโดยผู้ชนะฝ่ายประชาชน จนกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่สำคัญของโลก ถึงความยุติธรรมที่ไม่อาจได้มาโดยง่าย ทว่ามีค่าเกินกว่าจะประเมินถึง

จากการลุกขึ้นสู้สู่การปิดเมืองสังหารหมู่
ทศวรรษ 1980 เป็นช่วง “สงครามเย็น” ช่วงเวลาที่หลายประเทศในโลกตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของขั้วอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายคอมมิวนิสต์ เกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น ที่อยู่ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการ นำโดยประธานาธิบดีชอน ดู-ฮวาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน นักศึกษาและประชาชนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่กลับพยายามเรียกร้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่ประเทศถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการอย่างต่อเนื่องและยาวนานถึง 18 ปี รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่การลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีพัค จอง-ฮี เมื่อปี 1979
8 พฤษภาคม 1980 นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยได้รวมตัวกัน และจัดงาน “สัปดาห์ของการชุมนุมใหญ่เพื่อชาติและประชาธิปไตย” ครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยชอนนัม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม แต่ไม่เป็นผล และรัฐบาลนำโดยนายชอน ดู-ฮวาน อ้างว่าจะมีการก่อความไม่สงบโดยนักศึกษาและคนงาน และเกาหลีเหนือจะบุกเกาหลีใต้ในระหว่างวันที่ 15 – 20 พฤษภาคม 1980
เมื่อข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่เป็นผล ในวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ของการชุมนุมใหญ่เพื่อชาติและประชาธิปไตย นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติชอนนัมและมหาวิทยาลัยโชซอน ตัดสินใจชุมนุมใหญ่บนท้องถนน โดยในช่วงเช้า ศูนย์บัญชาการกองทัพสั่งการให้วางกำลังทหารตามที่ตั้งสำคัญด้านความมั่นคงและมหาวิทยาลัยต่างๆ และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติชอนนัมราว 7,000 คน ฝ่าแนวกั้นของตำรวจ และเคลื่อนขบวนไปยังลานหน้าศาลาว่าการจังหวัด
ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม พลเมืองกว่า 3 แสนคน และนักศึกษาราว 1 แสนคน ออกมาชุมนุมที่สถานีรถไฟกรุงโซล และในเมืองหลักอื่นๆ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ก่อนจะยุติการชุมนุมในคืนวันเดียวกัน มีเพียงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกวางจูเท่านั้น ที่ยังคงชุมนุมอยู่หน้าศาลาว่าการจังหวัดอย่างสงบจนถึงวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มอำนาจกองทัพใหม่ ที่เรียกว่ากลุ่มฮานาฮเว ซึ่งเป็นกลุ่มนายทหารที่ภักดีต่อประธานาธิบดีชอน ดู-ฮวาน ได้เตือนว่า ข้อเรียกร้องเพื่อให้มีประชาธิปไตยของนักศึกษากำลังทำให้สังคมวุ่นวาย และเปิดโอกาสให้เกาหลีเหนือบุกโจมตี จึงนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรง ด้วยข้ออ้างว่าเป็น “การจัดระเบียบสังคม”
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อชอน ดู-ฮวาน ประกาศขยายขอบเขตการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 17 พฤษภาคม โดยสั่งปิดมหาวิทยาลัย ยุบสภา สั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง และจับกุมนักการเมืองรวมทั้งแกนนำผู้ชุมนุม โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่เมืองกวางจู

สัปดาห์โลกาวินาศของเมืองกวางจู
18 พฤษภาคม กวางจูเป็นเมืองเดียวที่มีการชุมนุมต่อต้านกฎอัยการศึกในเช้าวันนั้น ขณะเดียวกัน กองพันพลร่มที่ 33 และ 35 ของกองพลน้อยทหารพลร่มที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษ ถูกฝึกมาเพื่อปราบปรามการชุมนุม ได้เข้าประจำการที่เมืองกวางจู และเริ่มปฏิบัติการชุงจัง หรือการกวาดล้างผู้ชุมนุม จากนั้น มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และนักศึกษาหน้ามหาวิทยาลัยชอนนัม และกองกำลังทหารได้ลงมือสังหารนักศึกษาและประชาชนอย่างไม่เลือกหน้า
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ทหารกลับกระตุ้นให้ประชาชนโกรธแค้น และลุกขึ้นมาชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ กองกำลังทหารยกระดับปฏิบัติการ หน่วยทหารพลร่ม 1,200 นาย เข้าค้นบ้านเรือน ทุบตีและสังหารประชาชน รวมทั้งจับกุมประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น ขณะที่รัฐบาลยังคงนิ่งเฉย สื่อมวลชนถูกเซ็นเซอร์ ทำให้ไม่มีการนำเสนอข่าวการสังหารหมู่ครั้งนี้ ทว่ายิ่งทหารสังหารประชาชนมากเท่าไร ประชาชนก็ยิ่งลุกฮือมากขึ้นเท่านั้น ในวันที่ 20 และ 21 พฤษภาคม มีการกราดยิงหน้าสถานีกวางจู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และทำให้มีผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นกว่าแสนคน โดยเฉพาะในวันที่ 21 พฤษภาคม กองกำลังทหารที่ควบคุมพื้นที่อยู่หน้าศาลาว่าการ ได้กราดยิงผู้ชุมนุมในบริเวณนั้น จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน การกราดยิงครั้งนี้กินเวลาถึง 5 ชั่วโมง
การปราบปรามและการสังหารของเจ้าหน้าที่ ทำให้ประชาชนตัดสินใจติดอาวุธและตั้งกองกำลังพลเมือง พร้อมเคลื่อนขบวนไปยังศาลาว่าการ และปะทะกับกองกำลังทหาร จนกระทั่งกองกำลังทหารล่าถอยออกไปบริเวณชานเมือง ก่อนจะเริ่มใช้ปฏิบัติการซังมู-ชุนจัง ซึ่งเป็นแผนยุทธการปิดเมือง ปฏิบัติการรุนแรง และยึดเมืองคืน โดยไม่มีการประกาศปิดเมืองล่วงหน้า ผู้คนที่พยายามหนีออกจากเมืองกวางจูถูกสังหาร และการชุมนุมของประชาชนได้ลุกลามออกไปยังเมืองใกล้เคียง และแม้ว่าจะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการมาตรการระงับข้อพิพาท 18 พฤษภาคม” เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อกองกำลังกฎอัยการศึก แต่เจ้าพนักงานกฎอัยการศึกไม่เจรจาประนีประนอมด้วย
26 พฤษภาคม กองกำลังทหารเริ่มปฏิบัติการซังมู-ชุนจัง โดยเข้าปิดล้อมศูนย์บัญชาการของกองกำลังพลเมืองในศาลาว่าการในช่วงเช้ามืด จากนั้นหน่วยรบพิเศษบุกเข้าอาคาร ระดมยิงและขว้างระเบิดเพลิง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และในวันต่อมา กองทัพส่งกองกำลังคอมมานโดราว 20,000 นาย พร้อมรถถัง 18 คัน และเฮลิคอปเตอร์เข้าปราบปรามและสลายการชุมนุม จนกระทั่งยึดเมืองกวางจูไว้ได้ในที่สุด
แม้ว่าตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กวางจูจะยังไม่ชัดเจน แต่ในภาพรวมพบว่า การชุมนุมในบางวันมีประชาชนเข้าร่วมสูงสุดถึง 1 แสนคน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน ผู้สูญหายหลายร้อยคน มีผู้บาดเจ็บกว่าพันคน และมีผู้ที่ถูกจับกุมถึง 2,522 คน ขณะที่บันทึกการจ่ายเงินชดเชย ระยะที่ 6 ปี 2017 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของการจ่ายค่าชดเชย ระบุว่า จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กวางจู อยู่ที่ 4,634 คน ถูกสังหาร 155 คน เสียชีวิตด้วยบาดแผลในภายหลัง 110 คน สูญหาย 81 คน บาดเจ็บ 3,378 คน และอีก 910 เป็นผู้ได้รับผลกระทบด้านอื่นๆ
หลังจากเหตุการณ์ที่กวางจูผ่านไป การลุกฮือของประชาชนในกวางจูถูกกล่าวหาว่าเป็น “การก่อการจลาจลโดยพวกที่ไม่พอใจสังคม” “การก่อความไม่สงบโดยพวกคอมมิวนิสต์” และ “พวกกบฏที่ทำลายรัฐธรรมนูญแห่งรัฐ”
นอกจากนี้ ชอน ดู-ฮวาน ยังเริ่มใช้มาตรการชองฮวา หรือการกวาดล้างสังคม โดยจับกุมนักการเมือง 811 คน ข้าราชการ 5,603 คน อาจารย์และสื่อมวลชน 3,274 คน นักศึกษาและผู้นำแรงงาน รวมทั้งสิ้น 60,000 คน เพื่อส่งเข้ากระบวนการค่ายปรับทัศนคติในหุบเขาห่างไกล และดำเนินคดีในศาลทหาร หลายคนถูกกักตัว บังคับใช้แรงงานหนัก ถูกทรมาน รวมทั้งออก “กฎหมายเพื่อปกป้องสังคม” ที่มอบอำนาจให้รัฐบาลจับกุมและคุมขัง “บุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม” และต่อมามีการปรับแก้กฎหมายความมั่นคงของรัฐ โดยเพิ่มคำว่า “พฤติกรรมต่อต้านรัฐ” ไว้ในพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต

ความยุติธรรมที่ไม่ได้มาจากฟ้า
เรื่องราวการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวเมืองกวางจูไม่ได้ถูกจดจำในฐานะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ที่เจ้าหน้าที่ทหารกระทำความรุนแรงและสังหารหมู่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่สำคัญของ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยประชาชนและภาคประชาสังคม นำไปสู่การกดดันให้รัฐบาลออกมายอมรับผิดและมีกระบวนการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นแนวคิดที่พัฒนาจากเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ ที่ถูกปกครองภายใต้รัฐบาลเผด็จการในช่วงสงครามเย็น โดยมีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย และมหาอำนาจฝ่ายสังคมนิยมอย่างสหภาพโซเวียตและจีน คอยสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ประชาชนกับไม่สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการ และเรียกร้องอิสรภาพในระบอบประชาธิปไตย ทำให้รัฐต้องพยายามปราบปราม และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การสังหาร การทรมาน หรือการอุ้มหาย
สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในหลายประเทศ ทำให้นานาประเทศร่วมกันพัฒนาแนวคิดให้มีการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น องค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย จึงประกอบด้วย (1) การสืบสวนข้อเท็จจริง และเปิดเผยความจริง (2) การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหรือผู้ที่รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน (3) การชดเชยเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม (4) การปฏิรูปสถาบันหรือองค์กร หรือหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ (5) การสร้างกระบวนการที่ทำให้สังคมยอมรับ ตระหนักรู้ และระลึกถึงความเจ็บปวดของผู้เสียหาย เพื่อเตือนใจว่าเหตุการณ์เลวร้ายไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต
สำหรับกรณีของกวางจูนั้น ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวในทันที แต่ประชาชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดกระบวนการนี้ โดยในปี 1993 นายคิม ยอง-ซัม ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในระบอบประชาธิปไตย ได้แถลงว่าเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนในเมืองกวางจูเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย และรัฐบาลประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากเหตุการณ์นี้ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะชดเชยเยียวยาผู้เสียหาย คืนเกียรติยศศักดิ์ศรี รวมทั้งประกาศให้วันที่ การประกาศให้วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสืบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น คิม ยอง-ซัม กล่าวว่า จะให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสิน และการลงโทษผู้กระทำผิดจะส่งผลให้เกิดกระแสความขัดแย้งในสังคมอีกครั้ง
ท่าทีดังกล่าวของผู้นำรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมาก ภาคประชาสังคมจึงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมด้วยตนเอง ผ่านการยื่นฟ้องต่อนายชอน ดู-ฮวาน นายโน แท-อู และนายทหารคนอื่นๆ ด้วยข้อหากบฏ ทว่าอัยการไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า เกรงว่าจะเป็นการฟื้นความแตกแยกภายในชาติ กรณีนี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองตามมาอีกหลายระลอก โดยประชาชน ภาคประชาสังคม และพรรคฝ่ายค้าน นำไปสู่แรงกดดันต่อรัฐบาล
ในที่สุด รัฐบาลของคิม ยอง-ซัม ก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เนื่องจากพรรครัฐบาลเริ่มสูญเสียที่นั่งจำนวนมากให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือคะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดี ที่ดิ่งลงเรื่อยๆ และจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ สส. พรรคฝ่ายค้านได้เปิดเผยกรณีบัญชีกองทุนลับของนายโน แท-อู อดีตประธานาธิบดี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในกวางจู จนกระทั่งโน แท-อู ออกมายอมรับในประเด็นนี้ ส่งผลให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้มีการลงโทษโน แท-อู ทั้งในเรื่องคอร์รัปชันและเหตุการณ์กวางจู นำไปสู่การออกกฎหมายพิเศษเพื่อดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์กวางจู
ด้านกองทัพในเวลานั้นก็แทบไม่มีการแสดงความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีผู้สนับสนุนนายชอน ดู-ฮวาน ไม่มากนัก ประกอบกับในระยะแรกของการรับตำแหน่งประธานาธิบดี คิม ยอง-ซัม ได้จัดการ “ล้างบาง” นายทหารในกลุ่มอำนาจกองทัพใหม่ของชอน ดู-ฮวาน ซึ่งเป็น “ทหารการเมือง” โดยการโยกย้ายทหารกลุ่มนี้ออกจากหน่วยงานสำคัญๆ และให้พลเรือนบริหารบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ เป็นต้น

เปลี่ยนผ่านจากกบฏสู่วีรชนประชาธิปไตย
- การสืบสวนหาข้อเท็จจริงและเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ
ขั้นแรกของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือการสืบสวน ค้นหา และเปิดเผยความจริงให้แก่ผู้เสียหาย ครอบครัวผู้เสียหาย และสาธารณชน ซึ่งการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์กวางจูนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ไม่ว่าจะเป็นการประกาศว่าเหตุการณ์กวางจูเป็น “ความพยายามในการนำประชาธิปไตยกลับมา” ในช่วงการลุกขึ้นสู้เดือนมิถุนายน ปี 1987 ตามด้วยในปี 1988 ช่วงเริ่มต้นรัฐบาลโน แท-อู ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านครองเสียงส่วนใหญ่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้มีการสืบสวนและรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในกวางจู 18 พฤษภาคม พร้อมเผยแพร่ภาพความรุนแรงโดยทหารพลร่มในกวางจูสู่สาธารณะ สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก
ต่อมาในปี 1993 มีการจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อค้นหาความจริงและสืบทอดจิตวิญญาณของการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยกวางจู 18 พฤษภาคม เพื่อเรียกร้องให้มีการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อแก้ปัญหากรณีกวางจูและลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งรวมถึงชอน ดู-ฮวาน และโน แท-อู อดีตประธานาธิบดีทั้งสองด้วย รัฐบาลได้ตอบสนองข้อเรียกร้องโดยตั้งหลักการพื้นฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อลงโทษผู้มีส่วนร่วมกระทำการ
- การลงโทษผู้มีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในปี 1996 ศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนกรณีเหตุการณ์กวางจู ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “การไต่สวนแห่งศตวรรษ” หรือ “การไต่สวนดวงดาว” เนื่องจากนายพลทั้ง 16 นาย ที่ตกเป็นจำเลย มีดาวบนบ่ารวมกันถึง 50 ดวง การไต่สวนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จากศาลชั้นต้นถึงศาลฎีกา ใช้เวลาราว 1 ปี 1 เดือน พร้อมเอกสาร 1.5 แสนหน้า โดยศาลชั้นต้นตัดสินโทษประหารสำหรับชอน ดู-ฮวาน และโทษจำคุก 22 ปีครึ่ง สำหรับโน แท-อู แต่ศาลอุทธรณ์ลดโทษชอน ดู-ฮวาน เหลือจำคุกตลอดชีวิต และโน แท-อู จำคุก 17 ปี ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ในข้อหา “ฆาตกรรมโดยมีเจตนาก่อการกบฏ” นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่อดีตประธานาธิบดี 2 คน ถูกลงโทษจำคุกพร้อมกัน
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังระบุว่า “การประกาศกฎอัยการศึกในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ทำให้ทหารการเมืองอย่างชอน ดู-ฮวาน ได้รับการคุ้มครองการกระทำให้พ้นผิด และเป็นการข่มขู่ ซึ่งสร้างสภาพความวุ่นวายในการกระทำความผิดทางอาญา ฐานก่อการกบฏ” และคำตัดสินของศาลยังทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าการลุกขึ้นสู้ของพลเมืองชาวกวางจูเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายและถูกต้องทางศีลธรรมในการปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยต่อกลุ่มที่ก่อความไม่สงบ

- การออกกฎหมายพิเศษเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 1995 มีการออกกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ ได้แก่
“รัฐบัญญัติพิเศษว่าด้วยการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม” ที่มีสาระสำคัญคือ (1) เปิดช่องทางให้การดำเนินคดีแก่อาชญากรที่บ่อนทำลายรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่ระบุไว้ (2) การฟื้นฟูสิทธิทางกฎหมายแก่ผู้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม (3) รื้อฟื้นความทรงจำที่ถูกต้องเกี่ยวกับขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย (4) การจ่ายเงินชดเชยให้แก่เหยื่อ (5) การริบคืนเหรียญรางวัลหรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากทหารที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนที่เมืองกวางจู
“รัฐบัญญัติว่าด้วยกรณีพิเศษเกี่ยวเนื่องกับเงื่อนไขการฟ้องร้องโดยสาธารณชนต่ออาชญากรรมที่เป็นการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ” ที่มีสาระสำคัญคือการยกเว้นการบังคับใช้ข้อจำกัดด้านอายุความต่ออาชญากรรมที่บ่อนทำลายรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ในปี 2018 มีการตรา “กฎหมายพิเศษว่าด้วยการสืบสวนและค้นหาความจริง เพื่อสร้างความกระจ่างในภาพรวมของความจริงเกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้” เพื่อนำไปสู่การรำลึกวาระครบรอบ 40 ปี ของการลุกขึ้นสู้ในครั้งนั้น
- การชดเชยเยียวยาผู้เสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กวางจู
เมื่อเดือนกรกฎาคม 1990 คณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์และประชาธิปไตยเสนอ “แผนการเยียวยากรณีกวางจู” และมีการตรา “รัฐบัญญัติค่าชดเชยสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในกวางจู”

- การสร้างกระบวนการที่ทำให้สังคมยอมรับ ตระหนักรู้ และระลึกถึงความเจ็บปวดของผู้เสียหาย
นอกเหนือจากการกำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติแล้ว ยังมีการจัดตั้งสุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์กวางจู การปรับปรุงอาคารสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กวางจูให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เพื่อรำลึกถึงจิตวิญญาณแห่งการลุกขึ้นสู้ของชาวกวางจู เรื่องราวของชาวกวางจูได้รับการบันทึกไว้ในตำราเรียน เพื่อส่งต่อบทเรียนจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ไปสู่คนรุ่นหลัง และเพื่อย้ำเตือนไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2011 เหตุการณ์กวางจูได้รับการบันทึกและจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกความทรงจำของโลกโดย UNESCO

“Never Again” ความยุติธรรมคือการยุติ ไม่ให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นอีก
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่สถาปนาโดยรัฐบาล ประชาชน และภาคประชาสังคม โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน แสดงให้เห็นว่า การยึดอำนาจโดยกองทัพและการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมเกาหลีใต้ รวมทั้งยังย้ำเตือนกองทัพถึงผลพวงที่จะตามมาจากการรัฐประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ศาลเองยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการธำรงความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกคน คำตัดสินของศาลยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งกระบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่เกิดขึ้นหลายครั้ง กลายเป็น “บทเรียนร่วมกันในสังคมเกาหลีใต้” ถึงความสำคัญของประชาธิปไตยและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน








ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในประเทศไทย
เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ประเทศไทยเผชิญกับความรุนแรงโดยรัฐและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่เจ้าหน้าที่รัฐและกองกำลังฝ่ายขวาร่วมมือกันสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 41 คน บาดเจ็บ 145 คน และผู้รอดชีวิตกว่า 3,000 คน ถูกจับกุมตัว ในขณะที่ผู้ก่อการสังหารและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีใครถูกจับกุมหรือลงโทษ ตามด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน
แม้จะไม่ได้รับการจดจำและบันทึกลงในหนังสือเรียนอย่างจริงจัง แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ มีการจัดงานระลึกถึงเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งมีการจัดทำเว็บไซต์จดหมายเหตุ “บันทึก 6 ตุลา” ที่บันทึกเหตุการณ์อย่างละเอียด พร้อมทั้งเอกสาร ภาพถ่าย และบทความที่เกี่ยวข้อง
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทย คือเหตุการณ์ตากใบ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 เหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ด้วยข้อหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ปล้นปืนและก่อความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว ชรบ. ทั้ง 6 คน เมื่อการชุมนุมเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีผู้สังเกตการณ์หลายคน ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม มีผู้ชุมนุมถูกยิง และอีกหลายคนถูกควบคุมตัวและถูกบังคับให้นอนทับกันบนรถบรรทุก สูง 4 – 5 ชั้น ก่อนจะถูกนำตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน หลายคนทุพลภาพ และถูกดำเนินคดีความมั่นคง
แม้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจะได้รับการเยียวยาในแต่ละกรณี ประกอบด้วย กรณีเสียชีวิตและทุพลภาพ รายละ 7.5 ล้านบาท กรณีบาดเจ็บ ได้รับเงินเยียวยารายละ 2.25 แสนถึง 4.5 ล้านบาท ส่วนกรณีถูกดำเนินคดี รายละ 3 หมื่นบาท และกรณีถูกควบคุมตัวแต่ไม่มีการดำเนินคดี รายละ 1.5 หมื่นบาท แต่ในแง่กระบวนการยุติธรรมกลับสิ้นหวัง เพราะในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 คดีตากใบหมดอายุความ พร้อมกับการที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นถูกดำเนินคดี กลับกัน จำเลยในคดีนี้ ที่เป็นอดีต ส.ส. ในพรรคฝ่ายรัฐบาล ได้เดินทางไปต่างประเทศในช่วงก่อนการพิจารณาคดีของศาล และเดินทางกลับมาหลังจากที่คดีหมดอายุความไปแล้ว
เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 หรือ “การสลายการชุมนุม นปช.” ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงความรุนแรงโดยรัฐและการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเริ่มขึ้นจากการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ขยายขอบเขตการชุมนุมจากบริเวณถนนราชดำเนิน ไปยังย่านธุรกิจใจกลางเมืองอย่างราชประสงค์ จนกระทั่งในวันที่ 19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ทหาร “ปฏิบัติการกระชับวงล้อม” เข้าประจำการบนรางรถไฟฟ้า BTS และยิงสังหารผู้คนที่เข้าไปรอเดินทางกลับภูมิลำเนาในวัดปทุมวนาราม จนมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย ซึ่งรวมถึงพยาบาลอาสาและอาสาสมัครกู้ภัย
แม้หลักฐานจะชี้ชัดว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทว่าจนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี โดยในคำสั่งชันสูตรพลิกศพระบุว่า “ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ”
จากตัวอย่างเหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า นอกจากจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกลงโทษทางอาญาจากการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน รัฐยังขาดเจตจำนงในการสถาปนาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ มีเพียงการจ่ายเงินเยียวยาในแต่ละกรณี ทว่าไม่มีความพยายามในการสืบสวน เปิดเผยความจริง และนำตัวผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษ และแม้จะมีความพยายามของประชาชนและภาคประชาสังคมในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายในกรณีเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก อีกทั้งผู้ที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องยังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ อย่างการดำเนินคดีปิดปาก (SLAPPs) เป็นต้น






