ทำไมต้อง “โหวต Yes” ให้ “ร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ …) พ.ศ. …”

ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์รัฐสภาได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … เสนอโดยนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะ ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 ซึ่ง ณ ขณะนี้ มีผู้โหวตไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวกว่า 80% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักการและเหตุผลในการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้น ก็พบว่า ร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีอาญาชั้นการสอบสวนเป็นมาตรฐานสากล ลดความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ในการถูกฟ้องคดีอย่างไม่เป็นธรรม และทำให้ผู้กระทำผิดจริงถูกลงโทษตามกฎหมาย รวมถึงกำหนดมาตรการตรวจสอบ สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกขั้นตอน ให้มีหลักประกันเจ้าพนักงานทุกฝ่ายต้องกระทำด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติในอารยประเทศ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามหลักนิติธรรม 

จุดเด่นที่สำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการเพิ่มบทบาทและอำนาจของ “อัยการ” ให้มากขึ้นในกระบวนการยุติธรรมชั้นสอบสวน โดยกำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย และมีอำนาจออกข้อบังคับเพื่อวางระเบียบการงานตามหน้าที่ให้การดำเนินคดีอาญาเป็นไปโดยเรียบร้อยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตน ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการแก้ไขให้พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ หรือคดีที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วน ถูกต้อง ก่อนวินิจฉัยสั่งคดี จึงต้องมีการแก้ไขผู้รักษาการตามกฎหมายควบคู่กันไปด้วย

สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไขประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มี 10 ประการ ดังนี้

  1. กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ พนักงานอัยการ และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา และกำหนดให้เมื่อพบเหตุกระทำความผิด ให้แจ้งนายอำเภอ และพนักงานอัยการในท้องที่เกิดเหตุทราบทันที
  2. กำหนดให้ท้องที่ใดที่พนักงานอัยการซึ่งได้รับสำนวนและฟ้องคดีแล้ว ทั้งในกรณีความผิดเกิดขึ้นในท้องที่เดียว และกรณีความผิดเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกันหรือต่อเนื่องกันหลายท้องที่ ให้ถือว่าเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว
  3. ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจชี้ขาดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันหรือในกองบัญชาการเดียวกัน ในระหว่างหลายจังหวัด ซึ่งไม่ได้อยู่ในกองบัญชาการเดียวกัน
  4. กำหนดให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี เป็นผู้มีอำนาจออกหมายเรียกผู้ต้องหา และได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการก่อน รวมทั้งกำหนดให้การออกหมายเรียกต้องทำตามแบบที่กำหนด
  5. กำหนดให้การออกหมายจับ หมายขัง หมายจำคุก และหมายค้น ต้องได้รับความเห็นจากพนักงานอัยการก่อนไปขออนุมัติจากศาล
  6. กำหนดเงื่อนไขให้อำนาจสอบสวนคดีอาญา นอกจากพนักงานสอบสวนแล้ว ยังกำหนดให้เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายนั้น และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ ในคดีฆ่าผู้อื่น คดีสำคัญ หรือกรณีมีคำร้องขอความเป็นธรรม กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบและกำกับการสืบสวนสอบสวน และการรวบรวมพยานหลักฐานได้ทันที โดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ส่วนคดีความผิดส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
  7. กำหนดให้ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับทราบพยานหลักฐานในชั้นการสอบสวน เพื่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม โดยพนักงานอัยการด้วยตนเอง หรือมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนเปิดเผยพยานหลักฐานนั้นตามที่เห็นสมควร เว้นแต่การเปิดเผยจะทำให้เกิดภยันตรายต่อพยาน หรือเสียหายต่อการรวบรวมติดตามพยานหลักฐานนั้น
  8. กำหนดเงื่อนไขการสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ จะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่าผู้ต้องหากระทำความผิด
  9. กำหนดให้กรณีมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุด หรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมายเพื่อชี้ขาด
  10. ยกเลิกบทบัญญัติหลักเกณฑ์การสอบคำสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการ กรณีสำนวนการสอบสวนอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ

ร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … แก้อะไรตรงไหนบ้าง?

ประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … 
มาตรา 17 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน“มาตรา 17 พนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ พนักงานอัยการ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญา เพื่อทราบข้อเท็จจริงได้ เมื่อพบเหตุกระทำความผิด ให้แจ้งนายอำเภอและพนักงานอัยการในท้องที่เกิดเหตุทราบทันที”
มาตรา 53 หมายเรียก ต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความดังต่อไปนี้สถานที่ที่ออกหมายวันเดือนปีที่ออกหมายชื่อและตำบลที่อยู่ของบุคคลที่ออกหมายเรียกให้มาเหตุที่ต้องเรียกผู้นั้นมาสถานที่ วันเดือนปีและเวลาที่จะให้ผู้นั้นไปถึงลายมือชื่อและประทับตราของศาล หรือลายมือชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้ออกหมายมาตรา 6 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็นมาตรา 53/1 แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา“มาตรา 53/1 การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหา ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ และต้องมีข้อความดังนี้
(1) วัน เดือน ปี เวลา และสถานที่กระทำผิดตามกฎหมายและมาตราที่กล่าวหา
(2) การกระทำผิดตาม (1) มีพฤติการณ์การกระทำอย่างไร ด้วยวิธีใด และมีพยานหลักฐานใดที่ทำให้เชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาหากเป็นการออกหมายเรียกบุคคลเป็นพยาน ให้ระบุข้อความว่า ได้รู้เห็นการกระทำผิดในคดีที่กำลังสอบสวนอยู่อย่างไร วัน เดือน ปี เวลาใด และต้องการทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดประเด็นใด”
มาตรา 57 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 78 มาตรา 79 มาตรา 80 มาตรา 92 และมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะจับ ขัง จำคุก หรือค้นในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของ ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้นบุคคลซึ่งต้องขังหรือจำคุกตามหมายศาล จะปล่อยไปได้ก็เมื่อมีหมายปล่อยของศาลมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 57 แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน“ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๗๘ มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะจับ ขัง จำคุก หรือค้นในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของ ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้น ทั้งนี้ ก่อนไปขออนุมัติหมายจับ ขัง หรือค้นจากศาล ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ”
มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงแต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 121 แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน“มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายนั้น และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยคดีฆ่าผู้อื่น คดีสำคัญ หรือกรณีมีคำร้องขอความเป็นธรรมให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบและกำกับการสืบสวนสอบสวน และการรวบรวมพยานหลักฐานได้ทันที โดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการแต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
มาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหามาตรา 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 131 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547“ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับทราบพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน เพื่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ ให้พนักงานอัยการ โดยตนเองหรือมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนเปิดเผยพยานหลักฐานนั้นตามที่เห็นสมควร เว้นแต่การเปิดเผยจะทำให้เกิดภยันตรายต่อพยาน หรือเสียหายต่อการรวบรวมติดตามพยานหลักฐานนั้น”
มาตรา 143 เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวในมาตราก่อน ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดังต่อไปนี้ในกรณีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้สั่งฟ้องและแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไปในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้สั่งไม่ฟ้องในกรณีหนึ่งใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไปวินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้นในคดีฆาตกรรม ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อธิบดีกรมอัยการ หรือผู้รักษาการแทนเท่านนั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องมาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 143/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา“มาตรา 143/1 การสั่งฟ้องตามมาตรา 143 จะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ ที่เชื่อว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่าผู้ต้องหากระทำความผิด”
มาตรา 145 ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอธิบดีกรมอัยการ ถ้าในนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไปเสนออธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทั้งนี้มิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๓ในกรณีที่อธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในนครหลวงกรุงเทพธนบุรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่นแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอธิบดีกรมอัยการเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของอธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปก่อนบทบัญญัติในมาตรานี้ ให้นำมาบังคับในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาโดยอนุโลมมาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 333 ประกาศ ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2515 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน“ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ถ้าในเขตกรุงเทพมหานคร ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่น ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่ง ไปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทั้งนี้ มิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการ ที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหา ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 143ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดมอบหมายเพื่อชี้ขาด”
มาตรา 145/1 สำหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานครให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร.หรือ ผช.ผบ.ตร. ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่ง เสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ทั้งนี้มิได้ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา 143 ในกรณีที่ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในจังหวัดอื่นแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของ ผบ.ตร. –รองผบ.ตร. – ผู้ช่วย ผบ.ตร. –ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ดังกล่าวแล้วแต่กรณีไปก่อน บทบัญญัตินี้ให้นำมาบังคับ ในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาโดยอนุโลมมาตรา 12 ให้ยกเลิกมาตรา 145/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

อัยการทำอะไรในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนจะเป็นคนแรกที่สืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ทราบตัวผู้กระทำผิด และติดตามจับกุม จากนั้นก็จะสรุปสำนวน ทำความเห็น และส่งให้อัยการ เพื่อวินิจฉัยและทำความเห็นสั่งในกรณีต่างๆ ได้แก่

กรณีที่เป็นสำนวนการสอบสวนที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด อัยการมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนงดการสอบสวน หรือให้สอบสวนต่อไปก็ได้

กรณีที่รู้ตัวว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะจับผู้ต้องหาได้หรือไม่ และพนักงานสอบสวนจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ตาม อัยการมีอำนาจที่จะสั่งสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้อง หรือสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม

นอกจากนี้ อัยการยังมีอำนาจหน้าที่ในการยื่นคำร้องต่อศาล กรณีที่มีการอ้างว่าบุคคลใดถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมาย หรือถูกจำคุกผิดจากคำพิพากษาของศาล หรือกรณีบุคคลตายโดยผิดธรรมชาติหรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน  อัยการมีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่สวนได้

สำหรับบทบาทของอัยการในร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … มาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้องค์กรอัยการมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม ปราศจากอคติทั้งปวง ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขให้พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ หรือคดีที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดเหตุ เพราะจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วน ถูกต้อง ก่อนวินิจฉัยสั่งคดี อันจะมีผลให้ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงถูกลงโทษ

ดังนั้น ในการสืบสวนสอบสวนคดีต่างๆ อัยการถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และสามารถชี้แนะประเด็นเรื่องการสืบสวนสอบสวน และเพิ่มความรอบคอบให้กับการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในรายมาตรา จะพบว่า การเพิ่มบทบาทและอำนาจของอัยการในการสืบสวนสอบสวน จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้การสั่งฟ้องต้องมีหลักฐานมากพอที่จะเชื่อได้ว่าศาลจะลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโยนคดีสู่ศาลด้วยข้อหาหนักไปก่อน แล้วให้ประชาชนผู้ถูกกล่าวหาไปแก้ต่างในคดีภายหลัง หรือการออกหมายเรียกพยานต้องมีการระบุรายละเอียดว่า ต้องการทราบข้อมูลในประเด็นใด เพื่อป้องกันการเรียกประชาชนให้ไปเป็นพยาน แต่คนผู้นั้นกลับตกเป็นผู้ต้องหาแทน

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังมีข้อท้าทายอยู่เล็กน้อย เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการร่วมมือกันทำให้คดีล่าช้า ซึ่งต้องอาศัยกลไกในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกรอบระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนที่ชัดเจน และการมีส่วนร่วมของคนในสังคม เช่น การให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาและผู้เสียหายในการรับทราบข้อมูลต่างๆ 

แต่ท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายจะใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ต้อง “ถูกใช้” และค่อยๆ ปรับปรุงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ดังนั้น ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมโหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=464

Author