คืบหน้าคดีพลทหารกิตติธร ศาลทหารชี้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ความเห็นไม่ตรงศาลอาญาทุจริตฯ รอคณะกรรมการวินิจฉัยอำนาจระหว่างศาลชี้ขาด 8 ก.ค. 68  

วันนี้ (28 เมษายน 2568) เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 นัดอ่านความเห็นศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 และศาลทหารเรื่องเขตอำนาจศาล กรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ที่ค่ายเม็งรายมหาราช เมื่อปี 2566 โดยศาลอาญาทุจริตฯ  ภาค 5 มีความเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาทุจริตฯ ขณะที่ศาลทหารมีความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร เมื่อความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน ดังนั้น สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาลจะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานการพิจารณา และถือว่าคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด โดยมีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568

 นัดพร้อมฟังคำสั่งเรื่องเขตอำนาจศาลทหารในวันนี้ถือเป็นนัดฟังคำสั่งครั้งที่สอง หลังจากนัดที่ผ่านมาเมื่อเดือนมีนาคม ศาลทหารยังไม่ส่งความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาล โดยก่อนหน้านี้ แม้ศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 ได้รับฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการ และได้กำหนดนัดสืบพยานจนเสร็จสิ้น แต่ยังไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คดีดังกล่าวกลับไปพิจารณาในเขตอำนาจศาลทหาร จึงต้องรอให้มีการส่งความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 และศาลทหารเพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว และหากความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกันจะต้องมีการชี้ขาดโดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

สืบเนื่องจากกรณีที่พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/66 ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย  ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องครูฝึกสองนาย ในคดีหมายเลขดำที่ ปท. 1/2566 ข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และสั่งฟ้องในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งต่อมาจำเลยพยายามยืนยันว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลทหาร จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลพลเรือนและศาลทหาร

ปัจจุบันนับเป็นเวลาเกือบสองปีนับแต่พลทหารกิตติธรเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ที่ครอบครัวยังต้องรอคอยความยุติธรรม ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ก็มีกรณีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ซึ่งเสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึกในสังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จากการรุมทำร้ายร่างกายโดยครูฝึกและครูผู้ช่วยจนเสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม 2567 หลังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลากว่า 1 เดือน  กรณีนี้ ศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 2 ได้รับฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการ กำหนดนัดสืบพยานตั้งแต่วันที่ 17 และ 21 – 24 เมษายน 2568 จนสืบพยานครบทุกปากเสร็จสิ้นและนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นี้ 

กรณีของพลทหารกิตติธรและพลทหารวรปรัชญ์เป็นกรณีที่พลทหารเกณฑ์เสียชีวิตภายหลังการเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และมีการดำเนินคดีอาญากับครูฝึกในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คดีพลทหารวรปรัชญ์มีนัดฟังคำพิพากษาเดือนหน้านี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น คดีพลทหารกิตติธรยังคงต้องรอคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจศาลต่อไป  สองกรณีที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานในการตัดสินคดีและส่งผลต่อประสิทธิภาพและอุปสรรคของกระบวนการการดำเนินการภายใต้  พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย นี้ 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า 

“การสังเกตการณ์นัดสืบพยานคดีพลทหารวรปรัชญ์ที่ถูกซ่อมวินัยและทำร้ายร่างกายในค่ายนวมินทราชินี ที่อำเภอสัตหีบ จนเสียชีวิตภายหลังที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 17, 21-24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เสร็จสิ้นและกำหนดนัดฟังคำพิพากษา 27 พ.ค 2568 นี้ ทำให้เราเห็นว่าการไต่สวนคดีพลทหารถูกซ่อมทำร้ายร่างกายและบาดเจ็บจนเสียชีวิตในศาลพลเรือนมีประสิทธิภาพมากกว่า สร้างความพึงพอใจให้กับญาติผู้เสียชีวิต และผู้ตกเป็นจำเลยทั้ง 13 คนได้อย่างน่าสนใจ”

“ความพยายามของศาลอาญาทุจริตที่ใช้ระบบการไต่สวนให้สิ้นสงสัยและเปิดโอกาสให้ทนายความของจำเลยและทนายความของโจทก์ซึ่งมีทั้งอัยการและโจทก์ร่วมได้ถามคำถามและแสวงหาข้อเท็จจริงให้ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุให้ได้มากที่สุด อันปรากฏต่อศาลต่อหน้าญาติของผู้เสียหายและญาติของจำเลยย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใส ได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การสืบพยานดังกล่าวยังมีความรวดเร็ว กระชับขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งหากคดีพลทหารกิตติธรต้องกลับไปขึ้นศาลทหาร การแสดงหาข้อเท็จจริงคงไม่สามารถกระทำได้เหมือนดังที่ทำได้ในศาลพลเรือนอย่างแน่นอน”

Author