“บางกลอยคือผู้คน ชาติพันธุ์ก็คือคน” – “11 ปี ที่นี่ บิลลี่ยังไม่กลับบ้าน”- “จิตวิญญาณใจแผ่นดินร่ำร้องเพรียกเสียงให้หวนคืน”

ป้ายผ้า 3 ผืนใหญ่พร้อมข้อความถูกแขวนอยู่บนสะพานแขวนหน้าทางเข้าหมู่บ้านบางกลอย สะท้อนความรู้สึกของชาวบางกลอยที่ยัง “ไม่ลืมบิลลี่” และยังคง “ไม่ลืมใจแผ่นดิน” 

นับเป็นปีที่ 11 ในการเวียนกลับมาของวันที่ 17 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ  นักกิจกรรมและนักต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนกะเหรี่ยงในผืนป่าแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ถูกบังคับให้สูญหาย อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนถึงเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนชาวกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดินที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานเกือบจะครบสามทศวรรษนับแต่การถูกบังคับให้อพยพเคลื่อนย้ายในปี 2538 – 2539 

15 – 17 เมษายน 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับเครือข่ายขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) ภาคีเซฟบางกลอย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย บางกลอยคืนถิ่น  และ Rebel Art Space โดยการสนับสนุนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) จัดงาน “11 ปีแห่งการรอคอย: 11 กิจกรรมสานสัมพันธ์ เพื่อความยุติธรรมของบิลลี่” เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี การบังคับสูญหาย “บิลลี่” หรือพอละจี รักจงเจริญ และเพื่อการสำรวจสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนบางกลอย-ใจแผ่นดิน

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดสามวัน งานวันแรกมีกิจกรรมฉายหนังกลางแปลงโดยมีชาวบ้านและเด็กที่ให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก วันถัดมาในช่วงเช้ามีการจัดกิจกรรมด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบ้านในฝัน กิจกรรมสำรวจความต้องการพื้นฐานสามประการผ่านต้นไม้สามต้น กิจกรรมเขียนและตกแต่งป้ายผ้า ต่อมาช่วงเย็นมีการจัดกิจกรรมรดน้ำผู้อาวุโส จุดเทียนรำลึกบิลลี่ ปู่คออี้ และกิ๊ป ต้นน้ำเพชร สามบุคคลที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนบางกลอย ต่อด้วยวงเสวนาในหลายประเด็นก่อนจะจบวันที่สองด้วยการแสดงดนตรีโดยวงคีตาญชลี  เอ้ กุลจิรา และวสันต์ สิทธิเขตต์ ต่อมาในวันสุดท้ายมีกิจกรรมเดินทัวร์ย้อนรอยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนำโดยคนในชุมชนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วิถีชีวิตดั้งเดิมในอดีตตลอดจนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“บางกลอยคือผู้คน ชาติพันธุ์ก็คือคน”

หนึ่งในกิจกรรมหลักที่สำคัญของงานครั้งนี้ คือ กิจกรรมบ้านของฉัน ในเช้าวันที่สอง นำโดยกลุ่มศิลปินที่ชวนเด็กๆ รุ่นใหม่ เมล็ดพันธุ์แห่งบางกลอย ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะเพื่อบอกเล่าถึงตัวตนและวิถีชีวิตของชุมชน ผ่านการเล่าเรื่อง ‘บ้าน’ ของชาวบางกลอย ทั้งจากที่พวกเขาเข้าใจและจากคำบอกเล่าของพ่อแม่และบรรพบุรุษ ก่อนจะนำผลงานหลายสิบชิ้นมาจัดแสดงตลอดงาน 

ในตอนเย็นของวันที่สองมีการแสดงเครื่องดนตรีและกิจกรรมรดน้ำผู้อาวุโสในชุมชน โดยระหว่างที่เด็กๆ ชาวบ้าน รวมถึงผู้เข้าร่วม ต่อแถวเพื่อขอเข้ารดน้ำดำหัวผู้อาวุโส มีการแสดงบรรเลงเครื่องดนตรีเตอหน่า เครื่องดนตรีประเภทดีดของชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอโดยแม่ยะโพ นักดนตรีหญิงแห่งหมู่บ้านบางกลอยผู้เป็นตัวแทนชุมชนขับขานเรื่องเล่าของชาวบางกลอยผ่านบทเพลง เสียงดนตรีที่มีความหมายต่อตัวตนปกคลุมทั่วผืนป่าและภูเขาส่งสารอย่างมีพลังว่าพวกเขาคือชาวบางกลอยจากใจแผ่นดิน และบางกลอยก็คือผู้คนภายในที่แห่งนี้

นอกจากนี้ ในโอกาสนี้ เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้อธิบายความคืบหน้าของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ “พ.ร.บ.ชาติพันธ์ุฯ” กับชาวบางกลอย กฎหมายฉบับใหม่ที่จะส่งผลต่อชาวบางกลอยมากเป็นพิเศษ โดยสรุปความคืบหน้าของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ในหลายประเด็น 

เกรียงไกรเล่าถึงอุปสรรคและความท้าทายที่ต้องเผชิญในการพยายามเรียกร้องให้มีการใช้นิยาม ชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งในท้ายที่สุดความพยายามยังไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันใช้เพียงคำว่าชาติพันธุ์  ในขณะที่ประเด็นเรื่องพื้นที่คุ้มครองยังต้องเผชิญอุปสรรคและเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก เกรียงไกรย้ำว่าเจตนาของพื้นที่คุ้มครองคือการรับรองว่าคนชาติพันธุ์จะมีพื้นที่มีศักดิ์ศรีและได้รับการคุ้มครอง ทั้งในด้านที่ดินและจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามหนึ่งจุดที่เกรียงไกรมองว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญ คือ การที่กฎหมายบัญญัติให้มีกลไกสภาชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้ชุมชนพี่น้องชาติพันธุ์ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น

“11 ปี ที่นี่ บิลลี่ยังไม่กลับบ้าน”

“ในค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เรารำลึกถึงครบรอบการหายตัวไปของพี่บิลลี่ ครบ 11 ปี และเราจะรำลึกอย่างนี้อยู่ทุกปี” พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มึนอ” ภรรยาบิลลี่ กล่าวถึงความรู้สึกของตนในโอกาสครบรอบการสูญหายบิลลี่ ก่อนจะเป็นผู้นำจุดเทียนเพื่อรำลึกและยืนไว้อาลัยพร้อมครอบครัว  

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายความของโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่ เล่าถึงความคืบหน้าทางคดีกับชาวบ้านบางกลอย โดยในส่วนของคดีอาญาปัจจุบันทีมทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้วประมาณหนึ่งปีและยังคงต้องรอผล ในขณะที่คดีแพ่งศาลเห็นว่าจะต้องฟังข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาให้ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งยกเลิกวันนัดสืบพยานที่เดิมกำหนดไว้ในวันที่ 21 และ 25 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อรอข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา 

พรเพ็ญกล่าวว่าปัจจุบันเวลาผ่านมากว่าสิบปีแต่ความยุติธรรมยังไม่ปรากฏ ตนในฐานะนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนรู้สึกเสียใจและขอโทษทุกคนที่สถานการณ์เรื่องความยุติธรรมในประเทศยังไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้ดีกว่านี้ได้ 

“เรารู้อยู่ในใจว่าพี่บิลลี่อยู่บนสวรรค์ แต่ในตัวกฎหมายยังไม่เชื่อว่าบิลลี่ตายแล้ว ยังไม่เชื่อว่าบิลลี่อาจจะยังอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ยังไม่มีความยุติธรรม เหมือนกับว่าคนที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงยังลอยนวล”

ภายหลังจากกิจกรรมรำลึกและวงเสวนายังมีการแสดงดนตรีโดยวงคีตาญชลี  เอ้ กุลจิรา และวสันต์ สิทธิเขตต์ โดยหนึ่งในเพลงที่วงคีตาญชลีได้นำมาร้องคือเพลง “เพื่อมวลชน” เพลงโปรดของบิลลี่ที่มีเนื้อหาสะท้อนความหวังและความฝันของบิลลี่ในการทำเพื่อสังคมและชุมชน โดยในวันงานลูกสาวคนโตของบิลลี่ได้ร้องนำร่วมกับวงวงคีตาญชลี

“จิตวิญญาณใจแผ่นดินร่ำร้องเพรียกเสียงให้หวนคืน”

เช้าวันสุดท้ายมีกิจกรรมเดินทัวร์ย้อนรอยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนำโดยคนในชุมชน การเดินทัวร์ชุมชนเริ่มต้นจากการพูดคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่งในหมู่บ้านที่เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ช่วงการถูกบังคับผลักดันออกจากใจแผ่นดิน รวมถึงในปี 2538 – 2539 เมื่อเจ้าหน้าที่ได้มาเข้ามาเจรจากับชาวบางกลอยที่ใจแผ่นดินครั้งแรกขอให้ชาวบางกลอยที่อาศัยอยู่ในใจแผ่นดินและบางกลอยบนอพยพย้ายลงมาอยู่ในที่ที่รัฐจัดสรรไว้ โดยในการเจรจาครั้งนั้นเจ้าหน้าที่พูดในทำนองว่าให้ชาวบ้านมาลองอยู่ดูก่อนและหากอยู่ไม่ได้ก็ให้กลับขึ้นไป ชาวบ้านเชื่อในคำพูดของเจ้าหน้าที่เพราะถือว่าคำพูดเป็นสิ่งสำคัญจึงได้ลองย้ายลงมาอาศัยอยู่ยังที่ที่รัฐจัดสรร อย่างไรก็ตามภายหลังชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาจากที่ดินที่รัฐจัดสรรทั้งปัญหาที่ทำกินที่ไม่เพียงพอหรือปัญหาจากตัวที่ดินที่ไม่สามารถทำกินได้เนื่องจากบางจุดเป็นลานหิน นำไปสู่ความพยายามในการกลับไปอาศัยอยู่ที่เดิมและการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชนจนถึงปัจจุบัน

ในจุดต่อมาคณะผู้เข้าร่วมและชาวบ้านได้เดินไปยังจุดโป่งดินที่อยู่ภายในหมู่บ้าน เดิมพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่างที่รัฐจัดสรรคือพื้นที่ป่าของหมู่บ้านโป่งลึกซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นที่มาของชื่อ “โป่งลึก” เนื่องจากมีโป่งดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับสัตว์ป่านานาพันธุ์และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโป่งลึก ต่อมาระหว่างทางเดินไปยังสุสานหมู่บ้านบางกลอย ผู้นำทัวร์ได้พาเดินชมพื้นที่ไร่นาขั้นบันไดซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาของรัฐแต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากปัจจัยสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยอีกทั้งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน การนำทัวร์จบลงที่สุสานของหมู่บ้าน ชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อถึงการกลับคืนสู่ผืนดิน โดยหากมีผู้เสียชีวิตจะมีการเผาและนำกระดูกมาฝังไว้ยังสุสานของหมู่บ้านแห่งนี้ 

ในวงเสวนาเย็นวันที่สอง พงศักดิ์ ต้นน้ำเพชร หรือ แบงค์ แกนนำกลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ได้พูดคุยเล่าความคืบหน้าของปัญหาเรื่องที่ดินของชาวบางกลอยและความพยายามในการกลับใจแผ่นดินกับชาวบ้าน โดยปัจจุบันหลังจากคณะกรรมการอิสระได้ทำข้อเสนอต่อรัฐผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าให้ชาวบางกลอยทดลองกลับไปอยู่อาศัยที่ใจแผ่นดินเป็นเวลา 5 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธุ์ 2568 รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ได้ลงนามมีมติให้มีการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระ โดยให้ตั้งคณะกรรมการสามฝ่ายประกอบด้วยภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาครัฐ ทำให้ปัจจุบันยังคงรอการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าชาวบางกลอยจะได้กลับไปยังใจแผ่นดินและสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐได้ในที่สุด

ภาพ: ไข่แมวชีส

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts