รวมกรณียุติคดี-เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจ มาตรฐานแบบใดห์ใน พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย
เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 นั้น มีเจตจำนงที่ดีในการปกป้องประชาชนจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการกระทำที่โหดร้ายและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะใน มาตรา 10 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ระบุว่า “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายและทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด”
จากหลักการดังกล่าว กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ สำหรับผู้เสียหายจากกรณีทรมาน รวมถึงญาติของผู้สูญหาย ที่มีความหวังว่าจะได้ทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รักในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรากลับพบว่าแสงสว่างดังกล่าวนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่การรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริง ไปจนถึงการเข้าสู่กระบวนการศาล ในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่การบังคับใช้ พ.ร.บ. ก็มีคดีทรมานเพียง 2 คดีเท่านั้นที่ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล ด้านสถานการณ์กรณีบังคับสูญหายเองก็ดูจะน่าเป็นห่วง เพราะมีหลายกรณีที่มีคำสั่ง “ยุติเรื่อง” ในชั้นอัยการ โดยให้เหตุผลว่า “พนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน” และนี่คือตัวอย่างกรณีบังคับสูญหาย ที่สุดท้ายถูกยุติลง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้ทราบชะตากรรมของผู้สูญหายแล้ว ยังทำให้หนทางในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับผู้กระทำผิดยิ่งมืดมนกว่าเดิม

ชัชชาญ บุปผาวัลย์
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2551 หลังการรัฐประหาร 2557 ชัชชาญเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คสช. เรียกตัวเข้าพบ เขาจึงตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศลาว จนกระทั่งในวันที่ 27 ธันวาคม 2561 มีการพบร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพ ลอยอยู่ในแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดนครพนม และจากการตรวจสอบ หนึ่งในสองร่างนั้นคือชัชชาญ บุปผาวัลย์
เนื่องจากชัชชาญเป็นบุคคลหนึ่งที่ คสช. ต้องการตัว จึงทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปและการสังหารชัชชาญ ทว่าหลังจากที่ครอบครัวของชัชชาญยื่นคำร้องของให้สอบสวนคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือแจ้งการยุติการสอบสวน โดยให้เหตุผลว่ากรณีการบังคับสูญหายชัชชาญ บุปผาวัลย์ เกิดขึ้นสำเร็จก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายบังคับใช้ จึงไม่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบ
“… เมื่อพบศพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีผลใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 17 เมื่อพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง”

สยาม ธีรวุฒิ
สยาม ธีรวุฒิ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ร่วมแสดงละครเวที “เจ้าสาวหมาป่า” ในงานรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2556 และหลังจากรัฐประหารปี 2557 สยามมีหมายจับข้อหามาตรา 112 ทำให้เขาตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศเวียดนาม จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 2562 ทราบข่าวว่าสยามถูกทางการเวียดนามจับกุมตัว และส่งตัวให้ทางการไทย ทว่ากลับไม่ได้รับการยืนยันว่ามีการส่งตัวกลับมาหรือไม่
ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2565 กัญญา ธีรวุฒิ แม่ของสยาม ขอใช้สิทธิความเป็นผู้เสียหายที่จะได้รับค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ทว่าในปีต่อมา คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายยกคำขอ ให้เหตุผลว่า กัญญาหรือสยามไม่ใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ. นี้ เพราะไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสยามถึงแก่ชีวิตหรืออาจมีอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ
วันที่ 27 มิถุนายน 2567 สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่า
“ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในชั้นนี้ ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปของนายสยาม ธีรวุฒิ มีการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจทำการสอบสวนตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว และยังไม่ได้ความแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องอย่างใดกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ อันเข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดจนมีกรณีการกระทำตามความผิดฐานอื่นที่เป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย อันเป็นความผิดที่อัยการสูงสุด หรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา 20 อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวน และมีคำสั่งยุติเรื่องตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 ข้อ 21 และข้อ 23”

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกคนหนึ่งที่ตัดสินใจลี้ภัยไปยังต่างประเทศ หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และยังคงทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลจากคณะรัฐประหารเรื่อยมา ทั้งการเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ และการจัดรายการออนไลน์ ชื่อ “ปฏิวัติประเทศไทยกับสุรชัย แซ่ด่าน”
12 ธันวาคม 2561 สุรชัยหายตัวไปในเขตประเทศลาว พร้อมกับเพื่อนผู้ลี้ภัยอีก 2 คน ได้แก่ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ และช่วงปลายเดือนธันวาคม มีการพบร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพ ในแม่น้ำโขง โดยศพแรกที่พบในวันที่ 25 ธันวาคมนั้นหายไป ส่วนอีก 2 ศพ ที่พบเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ได้รับการพิสูจน์อัตลักษณ์ ปรากฏว่าเป็นชัชชาญและไกรเดช จึงเชื่อได้ว่าศพแรกที่หายไปนั้นน่าจะเป็นร่างของสุรชัย อย่างไรก็ตาม บัดนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของสุรชัยแต่อย่างใด
หลังจากที่ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ยื่นคำร้องต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรุงเทพมหานคร ให้ดำเนินการสืบสวนกรณีการบังคับสูญหายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่า
“ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรุงเทพมหานคร สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในชั้นนี้ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจทำการสอบสวนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และยังไม่ได้ความแน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ อันเข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวน ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 ข้อ 21 และข้อ 23”

ไกรเดช ลือเลิศ
ไกรเดช ลือเลิศ เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศลาว ในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 และหายตัวไปพร้อมกับสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และชัชชาญ บุปผาวัลย์ เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ก่อนจะถูกพบเป็นร่างไร้วิญญาณในแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปีเดียวกัน
24 มีนาคม 2568 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จังหวัดเชียงราย มีหนังสือแจ้งผลการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ระบุว่า
“ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จังหวัดเชียงราย มีหนังสือแจ้งผลการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม กรณีนายไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง ถูกพบเป็นศพบริเวณริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม ว่าข้อเท็จจริงไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่ากรณีการเสียชีวิตของนายไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง เป็นการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7 จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง”
“ยุติคดี” ที่ไม่สามารถยุติปัญหาได้
เป้าหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 คือการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้กระทำหรือเกี่ยวข้องกับการสูญหาย และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทรมานเกิดขึ้นหรือไม่ แม้ว่าการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นจะเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ และหากทุกวันนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ก็ถือว่ายังเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ สามารถดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ. นี้ได้
อย่างไรก็ตาม คำสั่งยุติเรื่องทั้ง 4 กรณี โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอว่าเป็นการกระทำให้บุคคลสูญหาย ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง หรือแม้บางกรณีทราบชะตากรรมแล้วว่าเสียชีวิต แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ ซึ่งพนักงานอัยการอ้างว่าไม่มีอำนาจในการสอบสวน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในการทำงานของเจ้าหน้าที่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้
ประเด็นแรกคือ อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กล่าวคือ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ. ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการมีหน้าที่กำกับดูแลการสืบสวนสอบสวน แต่ในการสั่งยุติคดีทั้ง 4 คดีนี้ แม้ว่าอัยการที่เป็นศูนย์รับแจ้งเรื่องร้องเรียนจะอ้างว่าไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้โดยตรง แต่หากมีเรื่องร้องเรียน ก็ควรส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนต่อไป ไม่ใช่การ “ปัดตก” หรือยุติเรื่องเท่านั้น
นอกจากนี้ การยุติเรื่องจะต้องมีเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนว่ามีการทราบชะตากรรม ทราบตัวผู้กระทำความผิด หรือสามารถระบุได้ว่ากรณีบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ. พร้อมหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน ทว่าจากกรณีทั้งสี่นี้ เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้สื่อสารกับครอบครัวผู้สูญหายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวน รวมทั้งไม่ได้ชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนที่จะมีคำสั่งยุติเรื่องเป็นหนังสือราชการเพียงฉบับเดียว
การสั่งยุติเรื่องด้วยเหตุผลดังกล่าว นอกจากจะไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายแล้ว ยังไม่สามารถคืนสิทธิในการรู้ความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ที่ถูกบังคับสูญหายให้แก่ครอบครัวและสังคมได้ อีกทั้งการไม่ทราบชะตากรรมยังทำให้ครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การปัดตกเรื่อง และไม่ได้มีการสืบหาตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไปอย่างไม่รู้จบ










