“เครื่องพันธนาการ” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “โซ่ตรวน” เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งการลงทัณฑ์ที่หลายคนคุ้นตา เพราะเป็นเครื่องมือจำกัดอิสรภาพบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นคนบาปที่สมควรจะถูกควบคุมไปจนถึงคุมขัง มิให้ได้รับความสะดวกสบายหรือออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม และยังเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับเรือนจำที่ไม่ได้มีความมั่นคงสูง

แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำจากทัศนคติแบบขาว-ดำ เพราะในความเป็นจริง เรื่องราวในกระบวนการยุติธรรมนั้นซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ และการใส่โซ่ตรวนอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก หากใช้กับบุคคลที่ยังไม่ได้รับการพิพากษาให้มีความผิด

หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ระบุไว้ว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” นับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องได้รับ เมื่อต้องคดีความ 

เช่นเดียวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ให้การรับรองสิทธิข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 ที่บัญญัติว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด” หรือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ข้อ 11 ที่กล่าวว่า “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงสำหรับการต่อสู้คดี”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำที่ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ หรือที่เรียกว่า “ผู้ต้องขังระหว่าง” ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี โดยมีจำนวนมากถึง 72,936 คน (สำรวจโดยกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568) ผู้ต้องขังเหล่านี้เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา แต่ไม่ได้รับโอกาสในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือไม่ได้รับการประกันตัวโดยหลักทรัพย์ที่เหมาะสมกับฐานานุรูป เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้ถือว่าถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการประกันตัว และถูกนำไปคุมขังขณะที่ยังไม่ได้มีผลพิพากษาถึงที่สุด

ตีตรวน = ตีตรา
นอกจากไม่ได้สิทธิในการประกันตัวในฐานะผู้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ต้องขังระหว่างยังถูกละเมิดสิทธิซ้ำด้วยการใส่โซ่ตรวน โดยรายงานของ iLaw ระบุว่า ผู้ต้องขังจะถูกใส่โซ่ตรวน เมื่อต้องเดินทางออกไปนอกเรือนจำ เช่น ไปศาล หรือย้ายเรือนจำ โดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาฐานความผิด อุปนิสัย หรือพฤติการณ์ในการหลบหนี

“จำเลยต้องไปศาลทุกนัด คือไปปรากฏตัวต่อหน้าศาล เพื่อยืนยันว่าตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนะ แต่บทลงโทษมันเกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เขาไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและประกันตัวโดยหลักทรัพย์ที่เหมาะสมกับฐานานุรูปของเขา พอเขาไม่ได้สิทธินี้ ก็ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมหลายรูปแบบ ทั้งถูกกักขัง ไม่มีโอกาสออกไปหาหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ไม่มีทนายมาช่วย คนเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่นในเรื่องการพิจารณาคดี เพราะเขาไม่ได้รับสิทธินี้ตั้งแต่ต้น” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความและผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

การใส่โซ่ตรวนถือเป็นการปิดกั้นและลดทอนสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง ทั้งการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งการสวมใส่โซ่ตรวนเป็นเวลานาน นอกจากจะเกิดความไม่สะดวกสบายแล้ว ยังถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย

“โซ่ตรวนมันก็มีสภาพเหมือนการปฏิบัติต่อสัตว์ เราล่ามช้าง เราล่ามม้า เราล่ามวัวควาย เราล่ามหมาไว้ เพื่อไม่ให้มันออกไปทำร้ายคนอื่นหรืออยู่ในเขตอาณาบริเวณ แต่นี่เขาเป็นมนุษย์ แล้วเขาควรได้รับสิทธิจากศาลเอง ที่อยู่ต่อหน้าเขา ว่าเขาต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

“แต่ตอนนี้เขาถูกปฏิบัติเหมือนเขามีความผิดไปแล้ว ต่อหน้าทุกคนในเรือนจำ ต่อหน้าทุกคนที่เขาต้องเจอบนถนน ต่อหน้าญาติ ต่อหน้าโจทก์ อัยการ ต่อหน้าศาล เราถูกปฏิบัติเหมือนผู้กระทำความผิดแล้ว ก็คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่าเราไม่ควรถูกปฏิบัติเป็นผู้กระทำความผิด ถ้าศาลยังไม่มีคำสั่งถึงที่สุด” พรเพ็ญกล่าว

พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ “ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง”
ท่ามกลางวิวาทะระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนให้ใช้โซ่ตรวนกับผู้ต้องขัง และผู้ที่เสนอให้ยกเลิกการใส่โซ่ตรวน แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร?

พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 กำหนดเรื่องการใช้เครื่องพันธนาการไว้ว่า
มาตรา 14 ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่
(1) เป็นบุคคลที่น่าจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น
(2) เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตไม่สมประกอบอันอาจเป็นภยันตรายต่อผู้อื่น
(3) เป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม
(4) เมื่อถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ
(5) เมื่อรัฐมนตรีสั่งว่าเป็นการจำเป็นจะต้องใช้เครื่องพันธนาการเนื่องแต่สภาพของเรือนจำหรือสภาพการณ์ของท้องถิ่น
ภายใต้บังคับอนุมาตรา (4) และ (5) แห่งมาตรานี้ ให้พัศดีเป็นเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะสั่งให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังและที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น

นอกจากนี้ ในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT) ก็ยังห้ามการใช้เครื่องพันธนาการเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาฉบับนี้ ก็ควรมีการพิจารณาในประเด็นนี้เช่นกัน ซึ่งพรเพ็ญก็เป็นคนหนึ่งที่พยายามผลักดันเรื่องนี้ผ่าน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

“กลุ่มเป้าหมายหลักที่เราพยายามขับเคลื่อนผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย คือกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีทางการเมือง มันน่าจะท้าทายทางความคิดได้มากกว่า เพราะว่าคดีของเขาเป็นคดีทางความคิด แต่ถ้าเป็นคดีปล้น ใช้อาวุธสงคราม ก่อการร้าย เราคิดว่าถ้าไปพูดเรื่องการไม่ใส่เครื่องพันธนาการ มันอาจจะยากกว่า เพราะเขามีหลักฐานเป็นเอกสารว่าเขาก่อการร้าย ปล้น มีพฤติการณ์โหดร้าย แต่ถ้าเป็นคดีทางความคิดมันไม่มีความจำเป็น” พรเพ็ญกล่าว

.
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts