SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit against Public Participation คือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมสาธารณะ หมายถึงการฟ้องร้องที่ปราศจากความมุ่งหมายสำคัญที่จะการแสวงหาความยุติธรรม โดยภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อหยุดพลเมืองไม่ให้ใช้สิทธิทางการเมือง

องค์ประกอบหลักของ SLAPP ได้แก่
- การข่มขู่และปิดปาก
เป้าหมายหลักของ SLAPP คือการข่มขู่ กลั่นแกล้ง และปิดปากจำเลย ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์หรือเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นต่างๆ รวมทั้งเป็นการสร้างภาระด้านค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดี จนกระทั่งจำเลยยุติการวิพากษ์วิจารณ์หรือการเรียกร้อง
- ข้อกล่าวหาที่ไม่สำคัญหรือเลื่อนลอย
SLAPP มักจะใช้ข้อกล่าวหาที่อ่อนหรือไม่มีสาระสำคัญ เช่น การฟ้องหมิ่นประมาท การสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือการละเมิดเล็กๆน้อยๆอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหา แต่เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้จำเลย ดังนั้น การฟ้องร้องดังกล่าวจึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งแสวงหาความยุติธรรม แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมอเพื่อกดดัน จำกัดการแสดงออกทางการเมือง
- พุ่งเป้าไปที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ผู้ที่ตกเป็นเป้าของ SLAPP มักเป็นบุคคลหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม เช่น การพูดถึงประเด็นทางสังคม การประท้วง การรายงานสิ่งผิดปกติของรัฐหรือบริษัทหรือบุคคลที่มีอิทธิพล โดยโจทก์จะฟ้องร้องเพื่อลงโทษจำเลยจากการพูดหรือทำกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้ฟ้องมักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจ ที่ต้องการจัดการกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ กลุ่มนายทุนที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ก็ใช้ SLAPP ในการปิดปากผู้ที่ออกมาวิพากษณ์วิจารณ์เช่นกัน
- สร้างภาวะแช่แข็งในการแสดงออกทางการเมือง
SLAPP ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก เนื่องจากเป็นการสกัดกั้นไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มคนส่งเสียงเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในสังคม เพราะกลัวจะถูกฟ้อง ซึ่งนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) และทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองลดลง
รายงานของสำนักข่าวบีบีซีไทย ระบุว่า จากการจัดเก็บข้อมูลภายใต้ข้อจำกัด นับตั้งแต่ปี 2540 – 2562 โดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2557 มีการฟ้องคดีปิดปากเพิ่มมากขึ้น ทั้งโดยรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ และองค์กรภาคธุรกิจ โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการฟ้องปิดปากส่วนใหญ่ คือนักเคลื่อนไหวที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนคดีที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือ ส่วนใหญ่จะเป็นคดีอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 รวมทั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, หมิ่นประมาททางแพ่ง และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
“อัญชนา หีมมิหน๊ะ” นักเคลื่อนไหวในภาคใต้กับคดีฟ้องปิดปากจากการโพสต์เฟซบุ๊ก
กันยายน 2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข้อมูลว่า นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) ได้รับหมายเรียกจาก สภ.บาเจาะ จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปา จากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยในหมายเรียกระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้กองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะ ได้รับความเสียหาย จึงมอบอำนาจให้ รอ.นาวิน แจ่มศรี มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ ให้ดำเนินคดีกับอัญชนาตามหมายเรียกครั้งที่ 1 ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ล่าสุด วันที่ 21 มกราคม 2568 มีนัดฟังคำสั่งจากสำนักงานอัยการว่าจะฟ้องคดีหรือไม่
ย้อนรอยคดี SLAPP ในมือของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คดีของอัญชนาไม่ใช่คดีฟ้องปิดปากคดีแรก เพราะที่ผ่านมามีนักกิจกรรม รวมทั้งประชาชนที่ถูกดำเนินคดี SLAPP หลายราย ยกตัวอย่างเช่น
มิถุนายน 2558 ดาบตำรวจนายหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องกลับนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ในความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี สาเหตุเนื่องมาจากกรณีที่นายฤทธิรงค์ได้เป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี ว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ (ซ้อมทรมาน) และในคำฟ้อง นายฤทธิรงค์ได้กล่าวหาว่าดาบตำรวจนายนั้นทำร้ายร่างกายตน โดยใช้มือตบศีรษะอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ ผลปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ฤทธิรงค์มีความผิด ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกฟ้อง
กุมภาพันธ์ 2559 กอ.รมน. ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสารและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กับนายสมชาย หอมลออ, นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ จากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557-2558” ต่อมา กอ.รมน. ภาค 4 ถอนแจ้งความ
กรกฎาคม 2559 นางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดข้อหาหมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว สืบเนื่องจากการที่นางสาวนริศราวัลถ์เป็นตัวแทนของครอบครัวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพลทหารวิเชียร เผือกสม น้าชาย ที่ถูกทหารกลุ่มหนึ่งซ้อมจนเสียชีวิตเมื่อปี 2554 ที่หน่วยฝึกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ. เจาะไอร้อง จ. นราธิวาส การสืบสวนสอบสวนคดีการซ้อมทรมานพลทหารวิเชียร กินเวลานานถึง 5 ปี ก่อนจะพบตัวเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวโดยนายทหารที่กระทำผิดถูกตัดสินจำคุกหลังจากเกิดเหตุการณ์ 12 ปี
ตุลาคม 2559 นายสมัคร ดอนนาปี อดีต ผอ. สำนักอุทยานแห่งชาติ เเละนายวุฒิ บุญเลิศ หรืออาจารย์วุฒิ นักวิชาการอิสระที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยื่นฟ้องในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีที่นายวุฒิ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเรียกร้องให้มีการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่า ที่มีชื่อพี่ชายของนายชัยวัฒน์เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งนายวุฒิได้นำข้อความมาจากเฟซบุ๊กชื่อ นายสมัคร ดอนนาปี ผลของคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามชั้นต้น ยกฟ้อง
มิถุนายน 2565 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ถูกพนักงานอัยการแจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหาฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ. ความสะอาด, พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียง และ พ.ร.บ. การจราจรทางบก รวมทั้งขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ เหตุของคดีสืบเนื่องจากกรณีที่พรเพ็ญ ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ทางกฎหมายและร่วมเสวนาเกี่ยวกับ (ร่าง) พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งในเวลาดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร พรเพ็ญได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ยืนยันถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เพื่อต่อสู้คดีดังกล่าว ในที่สุด ศาลมีคำสั่งยกฟ้องทุกข้อหา อัยการไม่อุทธรณ์ และคดีถึงที่สุดแล้ว
กุมภาพันธ์ 2565 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกพนักงานสอบสวน สน. นางเลิ้ง แจ้งข้อหาร่วมชุมนุมโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จากการเข้าร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเข้ายื่นหนังสือหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในวันสิทธิมนุษยชนสากล เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ น้องชายของตนที่ถูกอุ้มหายในประเทศกัมพูชา รวมถึงเหยื่อจากการบังคับสูญหายอื่นๆ คดีจบที่เปรียบเทียบปรับ
นอกจากนี้ ยังมีคดีของหน่อจอ มีมิ หลานสาวของปู่คออี้ ชาวบ้านใน ต. บางกลอย อ. แก่งกระจาน จ. เพชรบุรี ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ. แก่งกระจาน สืบเนื่องจากการที่หน่อจอได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่ตนรู้เห็นในเหตุการณ์บ้านปู่คออี้ถูกเผา โดยระบุว่านายชัยวัฒน์อยู่ในเหตุการณ์ ทว่านายชัยวัฒน์ปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว
คดีของหน่อจอ ยังไม่มีการนัดฟังคำสั่งจากอัยการว่าจะฟ้องหรือไม่ และเลื่อนนัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้

![[PR]ครอบครัวพลทหารพฤษภา เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อ กมธ. การทหารกรณีพลทหารพฤษภาเสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหาร](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/06/5-6-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]คืบหน้าไต่สวนการตายคดีพลทหารเพรชรัตน์ สืบพยานผู้ต้องขังร่วมห้อง-อดีต ผบ.-แพทย์นิติเวช](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/25-5-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]22 พ.ค. 69 ศาลปราจีนบุรี นัดไต่สวนคดีพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง หลังเสียชีวิตภายในเรือนจำ มทบ. 12](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/20-5-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]กรณีอุ้ม-ฆ่า ดีแข ยศยิ่งยืนยง: ครอบครัวร้องกองปราบปรามการทุจริตฯ หลังพบพิรุธ ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/12-5-69-2-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)