วันนี้ (12 ธันวาคม 2567) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคม เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่ได้รับสถานะจากองค์กรสหประชาชาติ จำนวน 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ 6 คน และเด็ก 1 คน ว่าเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศหรือไม่ รวมถึงขอให้ตรวจสอบฝ่ายบริหารและผู้บังคับใช้กฎหมายให้มีมาตรการป้องกันและปราบปรามการส่งกลับผู้ลี้ภัยสู่ภัยประหัตประหารที่ โดยต้องปฎิบัติตามกฎหมาย และต้องไม่ขัดกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  มาตรา 13 อย่างเคร่งครัดในทุกกรณี การห้ามส่งกลับผู้ลี้ภัยไปยังประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมานหรืออุ้มหายนั้นเป็นกฎหมายที่ต้องห้ามเด็ดขาดในประเทศไทยและเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามหลักการห้ามส่งกลับหรือ Non-Refoulment เช่นกัน 

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ปรากฎในรายงานข่าวและข้อมูลพยานหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่า ทางการไทยได้ส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาออกไปนอกราชอาณาจักรโดยส่งไปให้แก่ทางการกัมพูชาตรงบริเวณด่านอรัญประเทศ ชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 คน ได้แก่ ผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กวัย 5 ขวบ 1 คน ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่ได้สถานะจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประกอบด้วยรายนาม ดังนี้  Soeung Khunthea, Vorn Chanratchana, Pen Chansangkream, Yin Chanthou, Mean Chan Thon, Hong An และ Sean Thavorakanan  หลานชายวัย 5 ขวบของ Hong An รายงานระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยประมาณ 20 นายจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล บุกเข้าจับกุมผู้ลี้ภัยเหล่านี้ที่ที่พักอาศัยในช่วงเย็นของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 หลังจากจับกุม ผู้ลี้ภัยถูกส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปทุมธานี และถูกนำตัวไปยังอรัญประเทศเพื่อผลักดันกลับกัมพูชาทันทีที่ด่านชายแดนเปิดในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

จากรายงานของผู้สื่อข่าวข้อมูลที่ได้รับระบุว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้จัดเตรียมพาหนะพิเศษเพื่อรับผู้ลี้ภัยที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง สื่อกัมพูชารายงานว่าการจับกุมและส่งกลับโดยบังคับนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาโดยทั้งหมดได้ถูกใส่กุญแจมือตลอดการเดินทาง ส่วนเด็กได้มีการติดต่อให้ญาติมารับ  โดยผู้ลี้ภัยทั้ง 6 คนถูกดำเนินคดีโดยทางการกัมพูชาในข้อหากบฏและควบคุมตัวไว้ในเรือนจำ  

ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับครอบครัว ญาติหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย ญาติของพวกเขารายงานว่าสายโทรศัพท์ถูกตัดโดยตำรวจหลังจากถูกพาตัวขึ้นรถของเจ้าหน้าที่ และหลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อกับผู้ลี้ภัยได้อีก เจ้าหน้าที่ที่จับกุมทราบดีว่าผู้ลี้ภัยแต่ละคนมีบัตรประจำตัวที่ออกโดย UNHCR ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาเผชิญกับการประหัตประหารหากถูกบังคับให้กลับประเทศ แต่ถึงแม้จะทราบข้อมูลดังกล่าว การส่งกลับผู้ลี้ภัยก็ยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยถูกนำตัวไปยังชายแดนในช่วงกลางคืน โดยไม่มีโอกาสปรึกษาทนายหรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งส่งกลับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือตรวจสอบโดยศาล จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นไปที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายประจำสำนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีแจ้งว่าเบื้องต้นมีการแจ้งการจับกุมในกรณีดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นไปตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานหรือไม่

การส่งกลับผู้ลี้ภัยดังกล่าวละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย นอกจากนี้ยังละเมิดพันธกรณีของไทยภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (UNCAT) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (ICPPED) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งห้ามมิให้ส่งกลับประเทศที่จะเผชิญความเสี่ยงต่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ นั้นต้องห้ามโดยเด็ดขาด รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 9 ว่าด้วยการแยกเด็กออกจากบิดามารดา  และการที่ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวและถูกนำตัวไปส่งศาลทันทีเมื่อกลับถึงกัมพูชาและความเสี่ยงที่จะต้องโทษจำคุกระยะยาวจากข้อหาทางการเมืองนั้นแสดงให้เห็นว่ากรณีนี้เข้าข่ายการกดปราบข้ามชาติ (Transnational repression) ที่เป็นความร่วมมือกระทำผิดกฎหมายทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยและเจ้าหน้าที่กัมพูชาหรือไม่ เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการส่งกลับนี้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานมาตรฐานของทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศ เช่น พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักร และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 ข้อ 15 ที่ระบุว่า “ในระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือตามระเบียบนี้ หากพนักงานเจ้าหน้าที่พบคนต่างด้าวที่อ้างตนว่ามีเหตุสมควรจะเป็นผู้ได้รับการคุ้มครอง ให้ชะลอการส่งตัวคนต่างด้าวนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่มีเหตุที่จะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ”

นอกจากนี้ กรณี Sean Thavorakanan เด็กชายวัย 5 ขวบ ซึ่งถูกส่งกลับไปยังกัมพูชา ไม่เพียงแต่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ไทย แต่ยังถูกนำตัวไปยังชายแดนในช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าหวาดกลัวและสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเด็กและครอบครัวอันเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เครือข่ายภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและพิจารณาถึงผลกระทบของการปฏิบัติต่อเด็กที่เปราะบางนี้ การปฏิบัติต่อเด็กที่เป็นผู้ลี้ภัยแม้ประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศจะให้ความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการกักตัวเด็กในห้องกักก็ตาม แต่การบังคับส่งกลับยิ่งเป็นการละเมิดต่อคำมั่นของรัฐไทยต่อการคุ้มครองสิทธิเด็กที่รับไม่ได้และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาลและหลักมนุษยธรรมของรัฐไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยได้เห็นชอบในการถอนข้อสงวนที่ 22 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย การถอนข้อสงวนในครั้งนี้หมายถึงประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสถานะของพวกเขา

การตัดสินใจส่งกลับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ของทางการไทย แม้ว่าจะมีข้อห้ามทางกฎหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสำหรับวาระปี พ.ศ. 2568 – 2570 แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของทางการไทยในการเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศและกฎหมายในประเทศของไทยเอง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ในนามตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายภาคประชาชนและประชาสังคม จึงเรียกร้องมีการทบทวนอย่างเร่งด่วนว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้มีการบันทึกวิดีโอการควบคุมตัวอย่างต่อเนื่องบันทึกการจับกุมและควบคุมตัว และห้ามการส่งกลับในกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อว่าบุคคลจะถูกทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมเมื่อกลับถึงประเทศต้นทาง และการปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งขอให้มีการยุติการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยในทุกรณี เพื่อเป็นการเคารพและคุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัย ที่ไทยมีพันธกิจในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของทุกคน

Author