เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 เวลา 9.30 น. สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือพี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศกัมพูชา และก่อการ บุปผาวัฎฎ์ บุตรชายของนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายและพบเป็นศพบริเวณแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม ประเทศไทย เดินทางไปรัฐสภาเพื่อเข้าให้ข้อเท็จจริงกับคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ในวันดังกล่าว กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้เชิญสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, นายก่อการ บุปผาวัฎฎ์ , สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกรมสอบสวนคดี 1และ 5 สำนักงานอัยการสูงสุด, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม, สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เข้าร่วมให้ข้อเท็จจริง 

คดีของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกรมสอบสวนคดี 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ชี้แจงว่า คดีนี้ต้องมีเอกสารระบุว่าการกระทำนี้เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย อัยการฯ จึงจะสามารถรับเป็นคดีได้ แต่เนื่องจากคดีนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร จึงมีคำสั่งยุติการสอบสวนในเบื้องต้น เพราะพนักงานอัยการฯ ไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20  พร้อมส่งเรื่องต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรับปากว่าจะเดินทางไปในประเทศกัมพูชา เพื่อขอดูพยานหลักฐาน เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและไม่ทราบว่าเกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาจริงหรือไม่  โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงว่ารายงานที่คณะกรรมการสิทธิฯ ทำนั้นเชื่อว่าเหตุเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรจริง 

ในส่วนคดีของชัชชาญ ฯ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกรมสอบสวนคดี 5 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ชี้แจงว่า คดีนี้เกิดขึ้นปี 2561 ซึ่งเกิดก่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่บังคับใช้ในปี 2566 จึงไม่สามารถใช้กลไกนี้ได้ ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า ตอนนี้เรื่องถึงคณะทำงานผู้รับผิดชอบและแต่งตั้งคณะสอบสวน เพื่อดูว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษไหม โดยระยะการสอบสวนจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ในระหว่างการพิจารณาจะเรียกญาติเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสาร พยานหลักฐานส่งมอบให้กับอัยการพิเศษฝ่ายกรมสอบสวนคดีฯ ต่อไป  

สืบเนื่องจากวันที่ 24 มกราคม 2567 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ขอให้สอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง กรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้สีดำบริเวณแม่โขง การ์เดน คอนโดมิเนียม ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนการถูกบังคับให้สูญหาย นายวันเฉลิมฯ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองในประเทศไทย ได้ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังการรัฐประหารโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวก (คสช.) ในปี 2557 ต่อมาพี่สาวและครอบครัวของนายวันเฉลิมฯ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากมารดาของนายวันเฉลิมฯ ได้ออกมาต่อสู้เรียกร้องและยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์การบังคับให้สูญหายดังกล่าว อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษอัยการสูงสุด ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เป็นต้น 

และเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 ก่อการ บุปผาวัฎฎ์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย ฯ ขอให้สอบข้อเท็จจริงและค้นหาพยานหลักฐานทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้สูญหาย กรณีนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ ที่ประเทศลาว เมื่อปี 2561 โดยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 นายชัชชาญฯ ถูกบังคับให้สูญหายไปพร้อมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายไกรเดช ลือเลิศ  จนกระทั่งวันที่ 27 ธันวาคม 2561 เวลาเช้า มีคนพบศพของนายชัชชาญ ฯ ถูกฆ่าและกระทำอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม บริเวณแม่น้ำโขง ฝั่งจังหวัดนครพนม ปัจจุบันการดำเนินการสืบสวนสอบสวนยังไม่มีความคืบหน้า และยังไม่ทราบตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมความคืบหน้าขอทั้งสองกรณีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า การตรวจสอบและค้นหาความจริง การบังคับให้สูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทั้งสองกรณี ซึ่งมีลักษณะที่น่าเชื่อได้ว่าอาจเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนเพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงมารับโทษเพื่อยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างการบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม และร่วมกันรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเฉพาะกลไกการคุ้มครองและเยียวยาญาติผู้เสียหายให้ได้อย่างแท้จริง

Author