(กรุงเทพฯ 17 ตุลาคม 2567) องค์กรภาคประชาสังคมระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศกว่า 30 องค์กร ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกที่จะส่งถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จดหมายดังกล่าวซึ่งจะมีการเผยแพร่ทางสาธารณะต่อไป เรียกร้องให้รัฐบาลไทยคุ้มครองอี ควิน เบดั๊บ ซึ่งได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR และไม่ให้ส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปเวียดนามอย่างเด็ดขาด เพราะเขาอาจต้องเผชิญกับการถูกคุมขังเป็นเวลานาน และเสี่ยงจะได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้าย รวมทั้งการทรมานระหว่างการควบคุมตัว ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกที่เพิ่งจะได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รัฐบาลไทยควรตระหนักถึงความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของตนเองที่มีต่อการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย และไม่ส่งเขากลับไปเผชิญกับภัยประหัตประหาร 

วันที่ 30 กันยายน 2567 ศาลมีคำวินิจฉัยว่า รัฐบาลไทยอาจส่งตัวอี ควิน เบดั๊บเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปเวียดนามได้ หากทางการไทยเห็นว่าเหมาะสม แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะห้ามส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่บุคคลนั้นเสี่ยงจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย ทั้งนี้ ทนายความของเขาระบุว่าจะมีการอุทธรณ์คำสั่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงลักษณะการพิจารณาคดีในข้อหาที่รัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่าอี ควิน เบดั๊บมีส่วนเกี่ยวข้อง ในจังหวัดดั๊กลัก ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่การพิจารณาคดีของจำเลยจำนวน 100 คนเกิดขึ้นและเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 วัน โดยมีความเห็นจากองค์กรระหว่างประเทศหลายหน่วยงานว่าเป็นการพิจารณาคดีที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ศาลเวียดนามได้ตัดสินกำหนดโทษจำคุกนายเบดั๊บเป็นเวลา 10 ปี  

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (1951) และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ. 2510 (1967) ของอนุสัญญาดังกล่าว แต่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจารีตประเพณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อนุสัญญาฉบับอื่นๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และต้องพิจารณามาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยจะต้องไม่ส่งตัวผู้ลี้ภัยซึ่งได้รับการรับรองสถานะจาก UNHCR ไปยังดินแดนที่อาจทำให้เขาต้องเผชิญกับการประหัตประหาร

อี ควิน เบดั๊บเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Montagnards Stand For Justice (MSFJ) ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์อย่างสันติเพื่อให้มีการเคารพต่อเสรีภาพด้านศาสนาและความเชื่อ สิทธิมนุษยชน และสิทธิของชนพื้นเมืองมองตานญาดในเวียดนาม การเคารพต่อสิทธิของพวกเขาตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กฎหมายและรัฐธรรมนูญของเวียดนาม และการตรวจสอบ จดบันทึก และเก็บข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการประหัตประหารทางศาสนา กิจกรรมในชุมชนเหล่านี้ส่งผลให้เขาตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลเวียดนาม และเพื่อหลบหนีจากการตกเป็นเป้าสอดแนม ตกเป็นเหยื่อการคุกคาม และอาจถูกจับกุม นายเบดั๊บจึงหลบหนีมายังประเทศไทยในปี 2561 เพื่อขอลี้ภัย โดยได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้วและอยู่ระหว่างรอกระบวนการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ปัจจุบันอี ควิน เบดั๊บยังคงถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างรอการอุทธรณ์คำสั่งศาลและการตัดสินใจของรัฐบาลไทยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ติดตามคดีนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด และร่วมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 10.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้มั่นใจว่านายเบดั๊บจะไม่ถูกส่งกลับประเทศเวียดนามไปเผชิญอันตราย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง

Author