วันที่ 30 กันยายน 2567 เวลา 13.00 น. ณ ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา (ถนนรัชดาภิเษก) ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน อี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาในกลุ่มชาติพันธุ์ 

ก่อนหน้านี้ คดีดังกล่าวได้มีการไต่สวนพยานทั้งสิ้น 8 ปาก เป็นพยานผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) 4 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย พนักงานสอบสวนจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะประเทศเวียดนาม พนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่บังคับโทษชำนาญการพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงความมั่นคงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และพยานผู้ถูกร้อง (นายเบดั๊บ) 4 ปาก ได้แก่ นายเบดั๊บในฐานะพยาน และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน โดยการไต่สวนนัดสุดท้ายเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2567 ก่อนศาลจะนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาตามวันและเวลาดังกล่าว โดยรายงานกระบวนพิจารณาระบุว่าเหตุที่ “นัดนาน” เนื่องจากคดีมีความซับซ้อน และศาลมีคำพิพากษาและคำสั่งต้องเรียงหลายเรื่อง

ตลอดการไต่สวนพยานในทุกนัดที่ผ่านเกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีที่ 807 ศาลอนุญาตให้เพียงคู่ความเข้าห้องพิจารณาดังกล่าว ในส่วนผู้สังเกตการณ์คดีถูกจัดให้เข้าสังเกตการณ์คดีผ่านการถ่ายทอดสดผ่านภาพจอภาพในห้องพิจารณาคดีที่ 701 โดยมีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์จากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากประเทศเวียดนาม

คำพิพากษาในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีนี้ เป็นคดีสำคัญที่อาจวางบรรทัดฐานในการบังคับใช้มาตรา 13 ของพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายฯ) ที่ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย  

นายเบดั๊บ เป็นผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์โดยได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยและได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เข้าจับกุมตัวนายเบดั๊บด้วยหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน ในคดีที่นายเบดั๊บถูกรัฐบาลเวียดนามตั้งข้อหาก่อการร้ายจากเหตุจลาจลเมื่อปี 2566 ซึ่งนายเบดั๊บให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของตนเป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรงตลอดมา ทั้งในขณะเกิดเหตุการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ตัวเขาก็ไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม และศาลเวียดนามได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาลงโทษเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ปรากฎตัวที่ศาลโดยไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนามแต่อย่างใด การที่ทางการเวียดนามขอให้ทางการไทยจับกุมตัวนายเบดั๊บอาจทำให้เขาถูกส่งตัวกลับประเทศเวียดนาม ภายใต้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและต้องเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากทางการเวียดนามมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามผลคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีนี้ ในวันที่ 30 กันยายน 2567 เวลา 13:00 น. ณ ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา รัชดา (สามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์คดีภายในห้องพิจารณา 701) การเข้าสังเกตการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้รัฐบาลไทยตระหนักว่าคดีของนายเบดั๊บกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยภาคประชาสังคมในประเทศไทยและหน่วยงานระหว่างประเทศ หากนายเบดั๊บถูกส่งกลับ กรณีของนายเบดั๊บอาจเป็นกรณีตัวอย่างของการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) และเป็นการปฏิบัติที่ขัดกับหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) ที่กฎหมายไทยได้รับการบัญญัติไว้ในมาตรา 13 ของพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ

Author