วันนี้ CrCF สรุปข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับนักโทษทางความคิดในเวียดนาม สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนักโทษฯ เพื่อสะท้อนภาพรวมที่จะสามารถตอบคำถามว่าทำไมอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัย ต้องไม่ถูกส่งกลับประเทศเวียดนาม

ข้อมูลจากรายงาน“Prisoners of Conscience in Viet Nam” โดย Amnesty International (AI) เมื่อปี 2562 เผยว่า จากข้อมูลที่รวบรวมตลอดปี 2561 – 2562 ไตรมาสแรก พบว่าประเทศเวียดนามมีนักโทษทางความคิดมากถึง “128 คน” แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักโทษทางความคิดที่มีการบันทึกไว้ในปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างกรณีที่เกิดกับนักข่าวและนักปกป้องสิทธิ เช่น

  • Pham Chi Dung ผู้ก่อตั้งสมาคมนักข่าว Independent Journalist Association of Viet Nam (IAJVN) ถูกจับกุมเมื่อ 21 พ.ย. 62 หลังจากลงนามในจดหมายเรียกร้องให้ EU ชะลอการอนุมัติข้อตกลงการค้าเสรี EU-Vietnam จนกว่าเวียดนามจะปรับปรุงประวัติด้านสิทธิมนุษยชน  ต่อมา 5 ม.ค. 64 ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี 
  • Nguyen Tuong Thuy และ Le Huu Minh Tuan รองประธานและสมาชิก IAJVN ถูกจับกุมเมื่อ 23 พ.ค. 63 และ 12 มิ.ย. 63  หลังเผยแพร่ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยและรณรงค์สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ต่อมา 5 ม.ค. 64  ทั้งสองคนถูกตัดสินจำคุก 11 ปี

ข้อมูลจากรายงาน “Viet Nam: Prisons within prisons: Torture and ill-treatment of prisoners of conscience in Viet Nam” เมื่อปี 2559 โดย Amnesty International (AI) เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์อดีตนักโทษทางความคิด จำนวน 18 คน ได้เผยถึงสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนักโทษทางความคิดในเวียดนาม 

1. การคุมขังโดยไม่สามารถติดต่อบุคคลภายนอกได้ (incommunicado detention) และการบังคับให้สูญหาย 

บุคคลทุกคนที่ให้สัมภาษณ์สำหรับรายงานนี้ถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับใครเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ 46 วันถึง 2 ปี นอกจากนี้ AI ยังได้บันทึกกรณีอุ้มหาย 2 กรณีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนักโทษทางความคิดซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมองตานญาด (Montagnard) เป็นเวลานาน 3 และ 4 เดือนตามลำดับ ทั้งสองกรณีถูกนำตัวขึ้นศาลโดยไม่มีตัวแทนทางกฎหมาย และไม่มีการแจ้งให้ครอบครัวทราบ

2. การคุมขังเดี่ยว (Solitary Confinement)

นักโทษทางความคิดเล่าให้ AI ฟังถึงประสบการณ์การถูกคุมขังเดี่ยวในห้องขังที่มืดมิดและมีกลิ่นเหม็นเป็นเวลานานหลายเดือน โดยไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด และระบบสุขาภิบาลที่ดี 

3. การก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน (The Infliction of Pain and Suffering)

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการพิจารณาคดี บางกรณีเกิดขึ้นหลังถูกตัดสินลงโทษ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุบตีนักโทษทางความคิดโดยตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นประจำ เป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งรายงานได้บันทึกไว้ เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยทั้งหมด

4. สิทธิที่จะเข้าถึงการมีสุขภาพและการปฏิเสธการรักษาพยาบาล (Rights to Health and the Denial of Medical Treatment)

ผู้ให้สัมภาษณ์เผยว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำของเวียดนามไม่ยอมรักษาพยาบาลและให้ความช่วยเหลือใดๆ โดยตั้งใจที่จะกดดันบุคคลให้ยอมรับผิดและสารภาพตามข้อกล่าวหา หรือเป็นเพียงวิธีลงโทษพวกเขาสำหรับอาชญากรรมต่อระบอบการปกครองที่พวกเขาถูกกล่าวหาเท่านั้น

5. การย้ายเรือนจำเพื่อลงโทษ (Punitive Prison Transfers)

การย้ายผู้ต้องขังระหว่างศูนย์กักขังและเรือนจำต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง ทำให้ผู้ต้องขังต้องอยู่ห่างจากครอบครัวและคนใกล้ชิดหลายร้อยกิโลเมตร ถูกตัดขาดจากเสบียงอาหาร เสื้อผ้า และยาที่จำเป็น

“เวียดนามมักจะจำคุกผู้ที่มีส่วนร่วมในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ที่ฉันรับตำแหน่งในปี 2563 ฉันได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลเวียดนามถึง 17 ครั้ง เกี่ยวกับการจับกุม ควบคุมตัว และจำคุกนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ทนายความสิทธิมนุษยชน นักข่าวที่บันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ปกป้องเสรีภาพทางศาสนา และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของชนพื้นเมือง” ข้อความส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของแมรี่ ลอวเลอร์ (Mary Lawlor)  ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

มองตานญาด (Montagnards) คือใคร?

มองตานญาด (Montagnards) เป็นคำที่อธิบายถึงกลุ่มชนกลุ่มน้อยชนเผ่าพื้นเมืองประมาณ 30 ชนเผ่า ในที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2518 หลังสงครามเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินนโยบายย้ายถิ่นฐาน ทำให้มีผู้คนมากกว่า 3 ล้านคนย้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้ ตามสถิติของรัฐบาลเวียดนามในปี 2562 ชาวมองตานญาดพื้นเมืองคิดเป็น 39% ของประชากรทั้งหมด 5.8 ล้านคนในจังหวัดดั๊กลัก

เหตุจลาจลเมื่อปี 2566 ในจังหวัดดั๊กลัก เกิดอะไรขึ้น?

จากการรายงานข่าวของ Radio Free Asia (RFA) เผยว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 66 ในจังหวัดดั๊กลั๊ก ประเทศเวียดนาม เกิดเหตุจราจลที่สำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการประชาชนและตำรวจของตำบลเอียทิว (Ea Tieu) และเอียคุตูร์ (Ea Ktur) ในจังหวัดดั๊กลัก (Dak Lak) ในวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย เจ้าหน้าที่ตำบล 2 นาย และพลเรือน 3 รายเสียชีวิต 

 ส่งผลให้ในเดือน ม.ค. 67 มีการพิจารณาคดีผู้ต้องหาจำนวน 94 คน อีก 6 คนถูกพิจารณาคดีลับหลัง รวมทั้งนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) ผู้เชี่ยวชาญ UN ระบุว่าทั้ง 6 คนไม่มีตัวแทนทางกฎหมาย นอกจากนี้ในจำนวนจำเลย 100 คน มี93 คน เป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อย แต่ทางการเวียดนามปฏิเสธว่าการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์

ในคดีดังกล่าวจำเลยไม่มีสิทธิเลือกทนายความของตนเอง และมีทนายความเพียง 19 คน เท่านั้น ที่ดูแลจำเลย 100 คน  ผลของคดีส่งผลให้จำเลย 10 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จำเลยคนอื่นๆ อีก 90 คน ได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีครึ่ง – 20 ปี ในขณะที่การพิจารณาคดีใช้เวลาเพียง “4 วัน” ทำให้มีข้อคิดเห็นจากทนายความในประเทศวิจารณ์ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างรีบเร่ง

จากเหตุการณ์จราจลดังกล่าวทำให้ เวียดนามกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่ามีความเชื่อมโยงกับองค์กรชาวมองตานญาดในสหรัฐฯ และไทย ซึ่งพวกเขากล่าวว่าช่วยวางแผนการโจมตีในปี 66 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 67 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะได้กำหนดให้กลุ่ม Montagnards Stand for Justice หรือ MSFJ เป็นองค์กรก่อการร้าย โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยในปี 62 โดยมีตัวแทนอยู่ในสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน MSFJ ปฏิเสธข้อหาดังกล่าวจากรัฐ โดยระบุว่าการพุ่งเป้ามาที่กลุ่ม เป็นความต้องการของรัฐที่จะไม่ให้MSFJ เปิดเผยข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ

MSFJ หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดเพื่อความยุติธรรม” (Montagnards Stand for Justice – MSFJ) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกอบรมกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดในเวียดนามเกี่ยวกับกฎหมายเวียดนามและกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกภาคประชาสังคม และวิธีการรวบรวมและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยสาเหตุทางศาสนาต่อสหประชาชาติและนานาชาติ

“การโต้ตอบของรัฐที่เกินกว่าเหตุต่อเหตุการณ์จราจลเมื่อ 11 มิ.ย. 66  ทั้งการพิจารณาคดีอาญากลุ่มอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อ ม.ค. 67 การระบุว่ากลุ่ม MSFJ เป็นผู้ก่อการร้ายเมื่อมี.ค. 67 และการคุกคาม

ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทยที่ถูกกล่าวหา เมื่อมี.ค. 67 (เช่น กรณีอี ควิน เบดั๊บ – ผู้แปล) ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกดขี่และเลือกปฏิบัติ ด้วยการสอดส่อง มาตรการด้านความปลอดภัย การคุกคาม และการข่มขู่ ซึ่งกว้างขวางและรุนแรงขึ้นต่อชาวพื้นเมืองชนกลุ่มน้อยมองตานญาด”  ข้อความภายในหนังสือจากกลุ่มผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติถึงรัฐบาลเวียดนาม  ลงวันที่ 14 มิ.ย. 67  Ref. AL VNM 4/2024

อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) คือใคร?

อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) เป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนาและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มMSFJ และได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยและได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) นายเบดั๊บได้ช่วยเตรียมรายงานหลายฉบับที่ได้เสนอต่อสหประชาชาติเกี่ยวกับการประหัตประหารด้วยสาเหตุทางศาสนาในเวียดนาม งานเขียนของนายเบดั๊บ เป็นส่วนหนึ่งในเอกสาร “หนังสือถึงรัฐบาลเวียดนาม” ที่ออกโดยสหประชาชาติ

เมื่อ 11 มิ.ย. 67 นายเบดั๊บถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตม.ไทยจับกุมด้วยหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน ในคดีที่นายเบดั๊บถูกรัฐบาลเวียดนามตั้งข้อหาก่อการร้ายจากเหตุจลาจลในจังหวัดดั๊ลลั๊ก ปี 66 นายเบดั๊บให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของตนเป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรงตลอดมา อีกทั้งในขณะเกิดเหตุการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ตัวเขาก็ไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม และศาลเวียดนามได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาลงโทษเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ปรากฎตัวที่ศาลโดยไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม

“ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธนั้นเลย”

“เป็นเรื่องไร้สาระที่รัฐบาลเวียดนามจะกล่าวหาเช่นนั้น”

นายเบดั๊บเคยให้สัมภาษณ์กับ Radio Free Asia

คำพิพากษาในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีนี้ เป็นคดีสำคัญที่อาจวางบรรทัดฐานในการบังคับใช้มาตรา 13 ของพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายฯ) ที่ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย ซึ่งในกรณีนี้นายเบดั๊บมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองสถานะจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และอยู่ในกระบวนการพิจารณาการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม อีกทั้งยังมีแถลงการณ์และข้อห่วงใยจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งจากกลไกสหประชาชาติถึงความกังวลในการที่ประเทศไทยจะส่งบุคคลนี้กลับประเทศเวียดนาม

🗓️30 ก.ย. 67 (13.00 น.) ศาลอาญา รัชดาฯ ร่วมติดตามฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน อี ควิน เบดั๊บ อย่างใกล้ชิด! 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีอี ควิน เบดั๊บ ได้ทาง https://crcfthailand.org/case-library/mr-y-quynh-bdap/ 

อ่านข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายงาน“Prisoners of Conscience in Viet Nam” โดย Amnesty International เมื่อปี 2562: https://www.amnesty.org/en/wp-content/uploads/2021/05/ASA4103032019ENGLISH.pdf

รายงาน “Viet Nam: Prisons within prisons: Torture and ill-treatment of prisoners of conscience in Viet Nam” เมื่อปี 2559 โดย Amnesty International (AI): https://www.amnesty.org/en/documents/asa41/4187/2016/en/หนังสือจากกลุ่มผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติถึงรัฐบาลเวียดนาม  ลงวันที่ 14 มิ.ย. 67  Ref. AL VNM 4/2024: https://spcommreports.ohchr.org/TMResultsBase/DownLoadPublicCommunicationFile?gId=29087

Author