เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของ 2567 ระบอบการเมือง ระบบกฎหมายและสถาบันกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ยังคงมีคำถามอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐไทยจะได้บังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทาให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 (พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย) มาตั้งแต่ต้นปี 2566 และล่าสุดฝ่ายพนักงานอัยการในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. นี้ ก็เพิ่งได้มีคำสั่งยุติการสอบสวนกรณีที่มีการร้องทุกข์เกี่ยวกับคดีการบังคับบุคคลให้สูญหายถึงสองคดี คือ คดี ชัชชาญ บุปผาวัลย์และสยาม ธีรวุฒิ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว เป็นตัวอย่างหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมและการแสวงหาความจริงในคดีการอุ้มหายได้เดินเข้าสู่ทางตัน สะท้อนถึงปัญหาของระบบและกลไกกฎหมายในทางปฏิบัติที่ยังไม่สามารถนำมาบังคับให้บังเกิดความยุติธรรมได้จริง

คำถามสำคัญคือ เราควรจะยอมรับผลทางกฎหมายดังกล่าวโดยไม่อิดเอื้อนหรือไม่ หรือมีข้อโต้แย้งต่อการให้เหตุผลทางกฎหมายและปฏิบัติการทางกฎหมายดังกล่าวอย่างไร
ทบทวนหลักการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย
พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน – อุ้มหาย นับเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นจากผลของรณรงค์เคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้เสียและภาคประชาสังคม เพราะปัญหาการซ้อมทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งแต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข จนก่อเกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ทำตามกันมา กฎหมายซ้อมทรมาน – อุ้มหายจึงได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นเกราะห่อหุ้มให้กับชีวิตอันเปราะบางของประชาชนคนไทย ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่วิปริตผิดเพี้ยน เต็มไปด้วยการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการกำหนดความผิดทางอาญาและกระบวนการสืบสวนสอบสวนเป็นการเฉพาะ1 ปกป้อง ศรีสนิท, “มีอะไรในกฎหมาย : กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย”, 16 มกราคม 2566, 101, https://www.the101.world/prevention-and-suppression-of-torture-and-enforced-disappearance-act/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
นอกจากนี้ การตรากฎหมายดังกล่าว ยังถือเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐไทยได้เข้าไปเป็นรัฐภาคี ทั้งตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT)) และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED)) ที่นานาประเทศได้ตกลงกันว่า จะต้องมีกลไกป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการอุ้มหายที่มีประสิทธิภาพ
สิทธิที่จะไม่ถูกซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหายของประชาชนในประเทศไทย ถือเป็นสิทธิได้รับการรับรองทั้งจากกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เป็นสิทธิเด็ดขาดของมนุษย์ที่จะไม่ถูกยกเว้นไม่ว่าจะเป็นสภาวะสงคราม สถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก หรือความไม่มั่นคงใด ๆ เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอ้างความจำเป็นใด ๆ มาละเมิดสิทธินี้ได้2 International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, Article 1.2 “No exceptional circumstances whatsoever, whether a state of war or a threat of war, internal political instability or any other public emergency, may be invoked as a justification for enforced disappearance”
แต่ปัญหาในบริบทสังคมไทยหลังมีกฎหมาย คือ กฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหาย ยังไม่ได้ถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าบทบัญญัติมาตรา 10 ของกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้ต้องมีการดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่กลับปรากฏว่า เจ้าพนักงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนได้มีคำสั่งยุติการสืบสวนสอบสวนลง เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เชื่อได้ว่ามีการทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ซึ่งปรากฏในข้อเท็จจริงคดีชัชชาญ บุปผาวัลย์ และคดีสยาม ธีรวุฒิ
การให้เหตุผลในคำสั่งยุติการสอบสวน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ควรเข้าไปพิจารณาและโต้แย้ง ซึ่งเบื้องต้น การโต้แย้งอาจทำได้โดยนำการให้เหตุผลของเจ้าพนักงานอัยการมาเทียบเคียงกับหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและหลักการมาตรฐานสากลในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมและแสวงหาความจริงกรณีซ้อมทรมานและอุ้มหาย
ข้อโต้แย้งคำสั่งยุติการสอบสวนของเจ้าพนักงานอัยการ
คดีชัชชาญ บุปผาวัลย์
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ‘สหายภูชนะ’ ผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศลาวนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 ก่อนจะหายตัวไปในช่วงปลายปี 2561 พร้อมกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ และไกรเดช ลือเลิศ หรือ ‘สหายกาสะลอง’ ต่อมา ต่อมามีการพบร่างของชัชชาญและไกรเดชลอยมาตามแม่น้ำโขง ที่นครพนม โดยสภาพศพ คือใส่กุญแจมือไขว้ด้านหน้า ลำคอถูกรัดด้วยเชือกป่าน ถูกของแข็งทุบใบหน้า คว้านท้องยัดด้วยเสาปูนยาว 1 เมตร ห่อด้วยกระสอบป่าน เย็บติด 2-3 กระสอบแล้วหุ้มด้วยตาข่าย3ประชาไท, ครบ 2 ปี ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ ถูกอุ้ม ภรรยาเพิ่งรู้ตำรวจยุติการสอบสวนแล้ว ชี้ศพแรกที่เจอไม่ใช่สุรชัย, 12 ธันวาคม 2563, ประชาไท, https://prachatai.com/journal/2020/12/90777 (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
ต่อมาญาติของชัชชาญจึงได้ทำการร้องทุกข์ต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย
ความคืบหน้าของคดีมีอยู่ว่า แม้หลังจากกระบวนการตรวจหารูปแบบ DNA จากชิ้นส่วนของศพปริศนาที่ลอยมาตามลำแม่น้ำโขงในเขตท้องที่ สภ. ธาตุพนม เทียบเคียงกับข้อมูลพันธุกรรมที่เก็บจากร่างกายของ ก่อการ บุปผาวัลย์ ซึ่งทำให้มีความน่าจะเป็นว่า ศพดังกล่าวคือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ คิดเป็นร้อยละ 99.93849764 เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และชี้ให้เห็นว่า ชัชชาญ ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ตั้งแต่วันเวลาระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2561 แต่ถึงอย่างนั้น อัยการสูงสุด ก็ได้ออกคำสั่งยุติการสอบสวนคดีเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 เนื่องจากว่าการกระทำให้บุคคลสูญหายสำเร็จก่อนว่าที่ พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหายใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจการสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ดังกล่าว เมื่อพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง
การวิเคราะห์การให้เหตุผลข้างต้น โดยหลักอาจอ้างอิงตามหลักสากลในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่กำหนดว่า ความผิดลักษณะนี้ เป็น “ความผิดต่อเนื่อง” (continuous crime) ที่รัฐมีหน้าที่มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดอยู่เสมอ เพราะการกระทำบังคับบุคคลให้สูญหายยังคงเป็นความผิดอยู่ตลอดเวลา (อนุสัญญา CED ข้อ 8.1 (b)) จนกว่าจะทราบชะตากรรมของเหยื่อ แม้เหตุการณ์การบังคับให้สูญหายจะเกิดขึ้นก่อนกฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหายของรัฐใช้บังคับก็ตาม
ในบริบทรัฐไทย พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน – อุ้มหาย มาตรา 7 วรรคสอง ได้กำหนดว่า การกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น ซึ่งส่งผลให้ อายุความของคดีจะเริ่มนับต่อเมื่อทราบชะตากรรมของเหยื่อตามมาตรา 30 ของ พ.ร.บ. รวมถึงเหตุการณ์การอุ้มหายบุคคลที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายจะมีผลใช้บังคับ (22 กุมภาพันธ์ 2566) ถ้าดำเนินมาต่อเนื่อง จนถึงหลังวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 แล้วยังไม่ทราบชะตากรรมของเหยื่อ ยังถือว่าได้มีการกระทำความผิดต่อเนื่อง และรัฐสามารถดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดได้ หากพบหลักฐานที่ชี้ถึงพฤติการณ์ว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเอาตัวเหยื่อไปเพื่อปกปิดชะตากรรม
ในคดีนี้ เจ้าพนักงานอัยการได้ตีความปรับใช้บทบัญญัติกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อได้มีการสืบทราบชะตากรรมของ ชัชชาญ ล่าสุดในวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่กฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหายของไทยจะมีผลใช้บังคับ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ที่จะทำให้คดีนี้เป็นความผิดต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้การสอบสวนและการดำเนินคดีต้องยุติลง ตามหลักที่ว่า “กฎหมายอาญาต้องไม่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ” ปัญหาคือ ระบบกฎหมายควรปล่อยความตายของชัชชาญ เป็นปริศนา คาราคาซังเช่นนี้อยู่ต่อไป และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย ก็ยังคงลอยนวลพ้นผิดต่อไป เช่นนี้หรือ ?
เรื่องนี้สะท้อนถึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “หลักกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังในทางเป็นโทษ” กับ “หลักความผิดต่อเนื่อง” ของการกระทำผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งปัญหานี้ คณะทำงานสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้คลี่คลายผ่านให้ความเห็นและตีความปัญหาข้อกฎหมายนี้ไว้ว่า4อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.ohchr.org/sites/default/files/Documents/Issues/Disappearances/GC-EDCC.pdf เมื่อรัฐถือเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาคดีความการบังคับให้สูญหาย รัฐควรต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นผลมาจากการบังคับให้สูญหายทั้งหมด ไม่เพียงเฉพาะการละเมิดที่เกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้ของกฎหมายเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในด้านหลักพื้นฐานกฎหมายอาญา คณะทำงานมีความเห็นว่า ผลของหลักการเป็นความผิดต่อเนื่องของการบังคับบุคคลให้สูญหาย ย่อมทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพิพากษาลงโทษบุคคลในฐานความผิดดังกล่าวโดยอาศัยบทกฎหมายที่ตราขึ้นหลังจากการบังคับบุคคลให้สูญหายสำเร็จ แม้จะมีหลักการกฎหมายไม่มีโทษย้อนหลังก็ตาม และในตัวมันเอง อาชญากรรมลักษณะนี้ ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วน ๆ ได้ การดำเนินคดีพิพากษาลงโทษควรครอบคลุมรวมไปถึงการกระทำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบุคคลให้สูญหายทั้งหมด
ในกรณีที่กฎเกณฑ์หรือระเบียบปฏิบัติที่อาจจะส่งผลเสียต่อหลักการเรื่องการเป็นความผิดต่อเนื่อง สถาบันกฎหมายหรือผู้มีอำนาจ ควรตีความบทบัญญัติดังกล่าวให้แคบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจัดให้มีการชดเชยเยียวยาฟื้นฟูศักดิ์ความเป็นมนุษย์ และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ทั้งยังต้องไม่ตีความกฎหมายไปลักษณะที่ก่อให้เกิดอุปสรรคแก่รัฐในฐานะผู้ที่มีความรับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินคดีและการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย
กล่าวโดยสรุป ในคดีของชัชชาญ การที่เจ้าพนักงานอัยการได้มีคำสั่งยุติการสอบสวน ไม่ดำเนินคดีต่อ ย่อมถือเป็นปฏิบัติการทางกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักสากลและการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของการดำเนินคดีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากอาชญากรรมรูปแบบอื่น ๆ การตีความกฎหมายนั้นจำเป็นต้องตีความไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่เหยื่อหรือผู้เสียหาย ไม่ใช่การตีความหรือใช้กฎหมายที่บังเกิดเป็นความอยุติธรรมและการลอยนวลพ้นผิดเสียเอง
คดีสยาม ธีรวุฒิ
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ส่งไปถึง กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ธีรวุฒิ หรือสหายข้าวเหนียวมะม่วง หนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีหมายจับข้อหามาตรา 112 จากการแสดงละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ โดยถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2562 พร้อมกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง และกฤษณะ ทัพไทย หรือสหายยังบลัด5อภิรดา มีเดช, 4 ปี บังคับสูญหาย สยาม ธีรวุฒิ เส้นทางความยุติธรรม และแนวทางใหม่ใต้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ, 23 พฤษภาคม 2566, ไทยรัฐพลัส, https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/103220 (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567) หลังจากที่ กัญญาได้เดินทางไปศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการในฐานะพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
หนังสือดังกล่าว เป็นการแจ้งความเห็นไม่รับทำการสอบสวนและมีคำสั่งยุติเรื่อง ด้วยเหตุผลว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอจะให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปของ สยาม ธีรวุฒิ มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน – อุ้มหาย อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจทำการสอบสวน และยังไม่ได้ความแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องอย่างใดกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ อันจะเข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการต้องดำเนินการสืบสวนต่อไปจนกว่าจะทราบชะตากรรม
ปัญหาความอยุติธรรมข้างต้น มีสาเหตุมาจากวิธีคิดและความเข้าใจของพนักงานอัยการต่อพฤติการณ์พิเศษในคดีการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งมักเป็นอาชญากรรมที่มีรูปแบบของซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งที่จะทำให้พบกับประจักษ์พยานได้อยู่แล้วแต่แรก และอาจมีการใช้อำนาจทำลายพยานหลักฐานขึ้นด้วย ความคาดหวังถึงพยานหลักฐานโยงไปถึง การกระทำและบริบทแวดล้อมของคดีอุ้มหายให้ชัดแจ้งจึงเป็นเรื่องผิดธรรมชาติของคดี และมีลักษณะกำปั้นทุบดิน ไม่ก่อเกิดประโยชน์ด้านความยุติธรรมแต่อย่างใด
เหตุผลที่ว่า “พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอจะให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปของ สยาม ธีรวุฒิ มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน – อุ้มหาย” และ ข้อที่ว่า “ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องอย่างใดกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่” ยังไม่ถือเป็นการให้เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ หากวิเคราะห์ตามมาตรฐานสากลและการวางบรรทัดฐานคดีที่เคยเกิดขึ้นในศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ6 ภาสกร ญี่นาง, “1 ปี พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ : (ตอนที่ 2) รัฐไทยจะอยู่ตรงไหน ในการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการถูกอุ้มหายตามกรอบมาตรฐานสากล ?”, 10 มิถุนายน 2567, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, https://crcfthailand.org/2024/06/10/1-year-law-torture-abduction (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567) กำหนดว่า รัฐควรต้องดำเนินคดีและทำการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ หากปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่ามีปฏิบัติการ (practice) การบังคับให้สูญหายในประเทศนั้น ๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และเมื่อประกอบกับพยานแวดล้อมและพยานโดยอ้อมแล้วยังสามารถตั้งข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ได้ว่า มีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นจริงกับเหยื่อ เช่น สถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองของ สยาม การตกเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงซึ่งเท่ากับเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจรัฐโดยตรง
ตัวอย่างสำคัญปรากฏในคดี Terrones Silva et al v. Peru 20187อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://edld.ehrac.org.uk/wp-content/uploads/2023/08/Terrones_Silva_ENG_unofficial.pdf ที่ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาได้พัฒนาแนวทางการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตของบุคคล โดยไม่ละเลยถึงประเด็นบริบทแวดล้อมที่มาพร้อมกับระบอบการเมืองอันเลวร้าย ซึ่งได้พิพากษาว่า รัฐต้องรับผิด “กรณีการบังคับให้สูญหายเนื่องจาก (1) การกระทำผิดเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐใช้นโยบายที่เป็นการจำกัดสิทธิ/กดขี่ รวมถึงมีการบังคับให้บุคคลให้สูญหาย และ (2) พิจารณาจากภูมิหลังและกิจกรรมทางการเมืองของเหยื่อ ซึ่งส่งผลให้เหยื่ออยู่ในสถานะที่เปราะบาง…” ถึงตรงนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีและตรวจสอบเหตุการณ์ที่มีบุคคลตกเป็นเหยื่อการอุ้มหาย จะต้องตีความกฎหมายและดำเนินการโดยไม่ให้บทบัญญัติกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนไร้ความหมายไปในทางปฏิบัติ โดยต้องคำนึงถึงพฤติการณ์เฉพาะและศักดิ์สรีความเป็นมนุษย์ของเหยื่อและผู้เสียหายเป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นก็อาจเท่ากับว่า รัฐไทยยอมรับให้ความตายและการสูญเสียจากการอุ้มหายเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ โดยสถาบันกฎหมายชะงักงันทั้งระบบ ดังที่เกิดขึ้นในคำสั่งยุติเรื่องในสองคดี
บทส่งท้าย
การให้เหตุผลของพนักงานอัยการในคำสั่งทั้งสอง ได้สะท้อนถึงความไร้ศักยภาพของระบบกฎหมายไทยที่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความไร้ศักยภาพดังกล่าวยังหมายถึง การยอมรับให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบความสัมพันธ์ในสังคมไทย สร้างสภาวะความเปราะบางให้กับคนทุกคนที่อาศัยในราชอาณาจักร ซึ่งหมายความว่า ทุกคนอาจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการอุ้มหายได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ที่สำคัญ การให้เหตุผลปฏิเสธการสอบสวนค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรมให้แก่เหยื่อและญาติของเหยื่อ คงมีค่าเท่ากับการซุกซ่อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ข้างหลังความเงียบงันและความคาราคาซัง ทั้งยังถือเป็นการผลิตซ้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดให้ตั้งมั่นเคียงคู่กับความเป็นรัฐไทยอย่างแยกกันไม่ขาด ตอกย้ำ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ว่า หากใคร หรือบุคคลใด มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้มีอำนาจ หรือมีการกระทำที่สั่นคลอนสถานะทางอำนาจของผู้ปกครอง บุคคลนั้นย่อมสามารถถูกกำจัดให้หายไปได้ทันที โดยที่ไม่ต้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคนใดต้องรับผิดทางกฎหมาย
- 1ปกป้อง ศรีสนิท, “มีอะไรในกฎหมาย : กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย”, 16 มกราคม 2566, 101, https://www.the101.world/prevention-and-suppression-of-torture-and-enforced-disappearance-act/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
- 2International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, Article 1.2 “No exceptional circumstances whatsoever, whether a state of war or a threat of war, internal political instability or any other public emergency, may be invoked as a justification for enforced disappearance”
- 3ประชาไท, ครบ 2 ปี ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ ถูกอุ้ม ภรรยาเพิ่งรู้ตำรวจยุติการสอบสวนแล้ว ชี้ศพแรกที่เจอไม่ใช่สุรชัย, 12 ธันวาคม 2563, ประชาไท, https://prachatai.com/journal/2020/12/90777 (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
- 4
- 5อภิรดา มีเดช, 4 ปี บังคับสูญหาย สยาม ธีรวุฒิ เส้นทางความยุติธรรม และแนวทางใหม่ใต้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ, 23 พฤษภาคม 2566, ไทยรัฐพลัส, https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/103220 (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
- 6ภาสกร ญี่นาง, “1 ปี พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ : (ตอนที่ 2) รัฐไทยจะอยู่ตรงไหน ในการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการถูกอุ้มหายตามกรอบมาตรฐานสากล ?”, 10 มิถุนายน 2567, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, https://crcfthailand.org/2024/06/10/1-year-law-torture-abduction (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567)
- 7อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://edld.ehrac.org.uk/wp-content/uploads/2023/08/Terrones_Silva_ENG_unofficial.pdf





