ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาโดยไม่ต้องไต่สวนโจทก์ หลังจากโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล พร้อมด้วยคำฟ้องฎีกา และคำร้องขออนุญาตฎีกา ต่อศาลไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567และเดิมศาลนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวในวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ในคดีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ผู้เสียหายจากการถูกตำรวจซ้อมทรมานคลุมถุงดำ เมื่อปี 2552 เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาและศาลมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องเรียกโจทก์มาไต่สวนที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพราะโจทก์เคยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาแล้ว และตามคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น โจทก์ก็ได้แสดงพยานหลักฐานชัดแจ้ง ว่าโจทก์ยังคงมีสถานะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ หากไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร อีกทั้งหากโจทก์ต้องเดินทางมาศาลเพื่อไต่สวนเรื่องสถานะโจทก์ โดยเดินทางจากจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากซึ่งตกเป็นภาระของบิดามารดาโจทก์ทำให้ครอบครัวโจทก์ได้รับความยากลำบากและเดือดร้อนทางการเงิน
ต่อมาศาลจึงได้มีคำสั่ง ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ โดยไม่ต้องไต่สวน โดยศาลมีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีเหตุผลอันสมควรที่จะฎีกา และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เมื่อสถานะของโจทก์มิได้เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าโจทก์ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาจริง และหากโจทก์ต้องเดินทางมาไต่สวนคำร้องนี้ โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร จึงอนุญาตได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา โดยไม่จำต้องไต่สวน ให้ยกเลิกวันนัดไต่สวน (8 กรกฎาคม 2567) ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไป ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลฎีกา เพื่อศาลฎีกาจะได้พิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา และคำฟ้องฎีกาของโจทก์ต่อไป
คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดจับกุมและซ้อมทรมานทำร้ายร่างกาย โดยมีการใช้ถุงดำคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งจากการสืบสวนในภายหลังพบว่าเป็นการจับผิดคน ต่อมาเมื่อปี 2558 ฤทธิรงค์จึงได้ฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดในกรณีดังกล่าวรวม 7 นาย คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้คดีถึงที่สุด ต่อมา ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร จึงได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งต่อ สตช. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2560 โดยเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และขอให้ลบทะเบียนประวัติอาชญากรของโจทก์ออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร
คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาสั่ง สตช.ชดใช้ค่าเสียหาย เพียง 3.38 ล้านบาท ส่วนคำร้องอื่นๆ ให้ยกคำร้อง ต่อมาได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลชั้นอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับของศาลชั้นต้นสั่ง สตช.ชดใช้ค่าเสียหายเหลือเพียง 3.8 แสนบาท นายฤทธิรงค์ มีความประสงค์ยื่นฎีกาขอให้ศาลสูงพิจารณาในความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอด 15 ปี ของนายฤทธิรงค์อีกครั้ง
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ตลอดระยะเวลาหลายปีต่อเนื่องติดต่อกัน ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดาของฤทธิรงค์ฯ ได้ดำเนินการเรียกร้องทางวินัยไปยังหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจ สำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ รวมทั้ง คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ลงโทษและปลดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิด เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ได้กระทำผิดอาญาและศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุดแล้ว การยื่นเรื่องร้องเรียนให้ดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีการนำคนผิดมารับโทษ ตามที่ได้กระทำ ทั้งการลงโทษตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดยังคงลอยนวล ป้องปรามการกระทำผิดอื่นๆ ซ้ำอีก และเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน ปรับปรุงเชิงโครงสร้างขององค์กรให้เกิดการพัฒนาภายในองค์กรซึ่งจะนำไปสู่การทำงานของเจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงเช่นนี้กับบุคคลใดได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้เสียหายจะมีความพยายามในการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ปัจจุบันยังคงไม่มีความคืบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามว่ากระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลจะนำไปสู่การบรรเทาความเจ็บปวดและเยียวยาให้ฤทธิรงค์ผู้เสียหายจากการทรมานที่เรียกร้องความเป็นธรรมมาตลอด 15 ปี ได้หรือไม่เพียงใด และทวงถามความรับผิดชอบจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ปล่อยปะละเลยให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดของ สตช. กระทำละเมิดต่อประชาชนอย่างร้ายแรง เพื่อคืนความเป็นธรรมและให้แก่ครอบครัวนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ต่อไป

![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/10-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)