เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “20ปี แห่งความขัดแย้ง: หนทางการค้นหาความจริง เยียวยา และการนำคนผิดมาลงโทษในบริบทจังหวัดชายแดนใต้”ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” โดยมี

วิทยากรเข้าร่วมแลกเปลี่ยนได้แก่…

จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกมธ.สันติภาพชายแดนใต้ 

อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อาอีเส๊าะ อาเย๊าะแซ ทนายคดีตากใบ (มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม)

อัญชนา หีมมีน้ะ กลุ่มด้วยใจ

ซูลกิฟฟี อาแว ตัวแทนกลุ่มผู้ต้องขังคดีความมั่นคง

ผู้ดำเนินรายการ : พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

วันนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงได้รวบรวมความเห็นบางส่วนที่วิทยากรได้ร่วมแลกเปลี่ยนมานำเสนอ

อัญชนา หีมมีน้ะ กลุ่มด้วยใจ

“ความขัดแย้งของผู้คนเราจะเห็นได้ว่าเริ่มต้นจากรัฐกับประชาชน ในเรื่องของการบริหารและนโยบาย แต่ต่อมาความยืดเยื้อเรื้อรังของความขัดแย้งที่เริ่มต้นรุนแรงขึ้นในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน 20 ปี ความยืดเยื้อนี้ส่งผลให้ความรุนแรงนอกเหนือไปจากความขัดแย้งแนวดิ่งที่เกิดจากรัฐกับประชาชนแล้ว ก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยเนื่องจากมีมายาคติในการจัดการความขัดแย้งนี้ ด้วยการมองว่ารัฐบาลมาเพื่อปกป้องประชาชน แต่คำว่าประชาชนมีเส้นแบ่ง ประชาชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในมุมรัฐบาลไทยหรือชาติไทย ชาวไทยพุทธเป็นประชาชน นี่เป็นมุมมองส่วนตัวที่มองเรื่องของความสัมพันธ์ของผู้คนและนโยบายของรัฐบาล ในขณะเดียวกันรัฐบาลมองว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี มีมุมมองว่าประชาชนชาวมลายูมุสลิมคือผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่างๆเกิดการเหมารวม นำไปสู่การกักขังจำกัดสิทธิและเสรีภาพเป็นเวลา 37 วัน ภายใต้กฎหมายพิเศษ มายาคติเหล่านี้แบ่งแยกคนในสังคม แบ่งแยกการบริหารจัดการ และทำให้สังคมแตกร้าว”

“ปัญหาหนึ่งคือ ความยืดเยื้อของความขัดแย้งส่งผลให้ความรู้สึกเป็นเหยื่อร่วมกันไม่มี แต่ความรู้สึกเป็นเหยื่อเฉพาะกลุ่ม เราเป็นเหยื่อมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มหนึ่งก็รู้สึกว่าเป็นเหยื่อมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ได้มองว่าเราเป็นมนุษย์ด้วยกันที่สูญเสียด้วยกัน”

“หัวใจของแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน มีสองส่วนคือการเยียวยาให้เหยื่อฟื้นตัวมาเป็นปุถุชน และให้นำคนผิดมาลงโทษ รับรู้ว่าทำผิดและแก้ไขและอยู่ได้กับผู้เสียหายหรือสังคมโดยรวม รัฐต้องเป็นคนนนำในกระบวนการนั้น ซึ่งรัฐต้องตระหนักก่อนว่าจะแก้ไขอย่างไร รัฐจะต้องมองประชาชนใหม่ก่อน ความหวังคือการเปลี่ยนทัศนคติมุมมองของรัฐต่อการแก้ปัญหา ในการที่จะสร้างให้ประชาชนที่มีความแตกต่างทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน ไม่ใช่พลเมืองชั้นสอง หรือผู้ที่มีความต่าง” 

อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

“ทั้งหมดทั้งปวง เป็นสันติภาพแบบแข็งๆ คือความรุนแรง ไม่มีความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่มีเงื่อนไขแบบนั้นเลย สิ่งหนึ่งที่ต้องการสำหรับกระบวนการสันติภาพ คือบรรยกาศการเมืองที่เอื้อต่อการพูดคุย ในพื้นที่ในระยะหลังที่ผ่านมา มีการใช้กฎหมายปิดปากนักกิจกรรมเยอะ”

ซูลกิฟฟี อาแว ตัวแทนกลุ่มผู้ต้องขังคดีความมั่นคง

“ตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2547 ผมเป็นตัวละครอยู่ในนั้น ผมถูกจับประมาณปี 2549 เหตุการณ์ยังใหม่ๆ ผมได้รับอิสรภาพประมาณปี 2564 ที่ผ่านมา ได้รับประกันตัวอีก 3 ปี ผู้ได้รับผลกระทบขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ต้องการความยุติธรรมในด้านกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดในขณะที่เขาถูกขังในเรือนจำ เพราะนั่นคือความหวังของเขา ความหวังของผู้ที่ได้รับผลกระทบถูกคุมขังจากกระบวนการยุติธรรมของรัฐ” 

“ผมยังมีความหวังในเรื่องกระบวนการยุติธรรม อยากให้ส่งเสริมสิทธิผู้ต้องขังอิสลามที่นับถือศาสนาอิสลามในเรือนจำ เรื่องที่สองคือ เมื่อเขาถูกดำเนินคดีในทางกฎหมาย หากเขาอยู่ในเรือนจำเขาก็ควรได้รับการปฏิบัติตามสิทธิที่ควรได้รับในเรือนจำเช่นเดียวกัน”

อาอีเส๊าะ อาเย๊าะแซ ทนายคดีตากใบ (มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม)

“สำหรับคดีตากใบ เมื่อ 25 ตุลาคม 2566 เคยจัดเวทีเสวนาที่ทนายอดิลันได้จัดร่วมกับคุณพรเพ็ญ และมีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีตากใบ ได้ถามทนายอดิลันถึงความคืบหน้าของคดีตากใบว่าเป็นอย่างไร จึงเป็นที่มาของการยื่นคำร้องยื่นหนังสือกับกมธ.ยุติธรรม โดยมีตัวแทนของโจทก์มอบให้ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม มายื่นหนังสือที่กมธ.ยุติธรรม เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีตากใบ หลังยื่นหนังสือแล้วกมธ.ฯ ก็นัดประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าสำนวนคดีตากใบหาย”

“เมื่อชาวบ้านทราบข่าวนี้ ชาวบ้านจึงรู้สึกว่าจะไปเรียกความเป็นธรรมได้จากที่ใด แม้แต่สำนวนคดีก็หาย หลังจากนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวเพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้กระทำความผิดในคดีนี้ โดยมีจำเลยทั้งหมด 9 คน มีโจทก์เป็นทั้งผู้แทนของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตากใบ โจทก์มีทั้งหมด 48 คน นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่ประสงค์จะเป็นโจทก์อีก 6 คนที่อยู่ระหว่างเตรียมสำนวนยื่นฟ้องในเร็วๆนี้”

“คดีตากใบ ระยะเวลาของอายุความของคดีซึ่งอีกไม่กี่เดือนจะหมดอายุความ แต่ความหวังของคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยังคงมีความหวังที่จะนำคนผิดมาลงโทษให้ได้” 

จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกมธ.สันติภาพชายแดนใต้

“รัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงไม่มีความเข้าใจ และปฏิบัติไม่ถูกกับการที่ประชาชนในพื้นทรี่มีอัตลักษณ์อย่างเป็นเอกลักษณ์ คือไม่เหมือนที่ไหนในประเทศไทย ปัญหาเช่นนี้มีมานาน จนเกิดความไม่พอใจเกิดการเรียกร้องเกิดการปราบเกิดการต่อต้านต่อเนื่องมา”

“ระบบที่นำโดยฝ่ายความมั่นคงที่กองทัพเป็นแกนจะมีทัศนคติมองปัญหาว่าเป็นเรื่องการจัดการกับศัตรู ศัตรูคือพวกที่มีกำลังและใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องกำลังและใช้ความรุนแรง เพราะกลัวว่าต่างประเทศจะมาเกี่ยว แต่ทัศนคติจริงๆคิดว่าเป็นกองกำลังที่ใช้ความรุนแรง หรือว่าก่อการร้าย แต่ก็ไม่ใช้คำว่าก่อการร้ายอีกในภาคใต้ เขาคิดจัดการแบบจัดการกับสงคราม แต่ก็ไม่ยอมให้ใครใช้คำว่าสันติภาพ เพราะสันติภาพตรงข้ามกับสงคราม แต่มีทัศนคติในการจัดการปัญหาแบบจัดการกับสงคราม จัดการกับคู่ต่อสู้ในการสู้รบ และใช้กฎหมายพิเศษ ดังนั้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความยุติธรรมมันจึงยังเกิดไม่ได้ ยังไม่เกิด”

“ส่วนเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ส่วนใดที่ทำได้ที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมก็ควรทำควรส่งเสริม อย่างไรก็ตามต้องมีแผนการที่จะลดการใช้กฎหมายพิเศษสามฉบับ และมีอย่างอื่นมารองรับ เปลี่ยนแกนนำให้เป็นแกนนำที่มีมิติทางสังคมวัฒนธรรม เข้าใจสังคมวัฒนธรรม เข้าใจปัญหาความขัดแย้งในสังคม และเข้าใจเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้มานำพาการแก้ปัญหา หากเราเปลี่ยนเหล่านี้ได้ เราก็จะวางแผนที่จะลดการบังคับใช้กฎหมายแบบกฎหมายพิเศษและจะเกิดการมองว่าประชาชนเป็นประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน รวมทั้งประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาวิธีการต่างๆจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดการเคารพอัตลักษณ์ ทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่วัฒนธรรมต่างกันอยู่ร่วมกันได้ และวัฒนธรรมอาจต่างจากคนส่วนใหญ่ของประเทศก็อยู่เป็นคนส่วนหนึ่งของประเทศได้ โดยได้ประโยชน์จากการพัฒนา ด้วยความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมและกำหนดได้ มีความเป็นเจ้าของ ถ้าประชาชนรู้สึกอย่างนั้น คนที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด คือประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เอง”

Author