พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (ในที่นี้จะขอใช้คำว่า “พ.ร.บ.”) ได้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ด้วยความคาดหวังว่า กฎหมายนี้จะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้มีใครต้องถูกทรมานหรือบังคับให้สูญหายอีก แต่ทว่าในทางปฏิบัติ กฎหมายดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ผนวกกับศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ โครงสร้างอำนาจแบบระบบรัฐราชการที่คอยสร้างอุปสรรคขัดขวางให้การบังคับใช้กฎหมายยังคงไร้ประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งในแง่ของการให้การคุ้มครองทางกฎหมายแก่บุคคลที่อาจตกอยู่ในความเสี่ยง การแสวงหาความจริง และการนำคนกระทำความผิดมาลงโทษ
บทความชิ้นนี้ต้องการจะสะท้อนปัญหาหรือข้อจำกัดในการบังคับใช้ พ.ร.บ. เฉพาะกรณีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย ในบริบทสังคมไทยมีอยู่อย่างไรบ้าง เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไข ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะกลายเป็นเพียงสิ่งที่ดูน่าเกรงขามแต่ไร้อำนาจและไม่อาจทนการต่อต้านได้ เช่นเดียวกับ เสือกระดาษ
ปัญหาหรือข้อจำกัดในการบังคับใช้ พ.ร.บ. อุ้มหายฯ ในบริบทสังคมไทย
เนื่องในวันที่ 27 – 28 เมษายน 2567 ทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ( International Commission of Jurists หรือ ICJ) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้จัดงานเสวนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “มาตรฐานระหว่างประเทศและบทเรียนจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกาในการดำเนินคดีการกระทำให้บุคคลสูญหาย ” โดยมีทั้งนักวิชาการและเครือข่ายทนายความสิทธิมนุษยชนเข้าร่วม ซึ่งในงานเสวนาดังกล่าวเวทีแลกเปลี่ยนสะท้อนประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย กรณีที่บุคคลตกเป็นเหยื่อการถูกบังคับให้สูญหาย โดยพบว่า ทั้งในตัวบทบัญญัติกฎหมายและกฎหมายในทางปฏิบัติมีปัญหาหลายประการด้วยกัน ดังนี้
ภาระการพิสูจน์
ภาระการพิสูจน์ ในบริบทคดีความเกี่ยวกับการบังคับให้สูญหายที่มักมีลักษณะเป็นการกระทำโดยซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริง ได้สร้างความยากลำบากในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 7 กล่าวคือ ฝ่ายผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้สูญหายถูกบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัว หรือลักพา โดยเจ้าหน้าที่ผู้นั้นปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าวหรือปกปิดข้อมูลชะตากรรมของผู้สูญหายทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามกระบวนพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ที่ต้องยึดหลักว่า “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นพิสูจน์” (ป.วิ.พ. มาตรา 84/1) ขณะเดียวกัน มาตรฐานการพิสูจน์ก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่กำหนดว่า ผู้กล่าวหาจำต้องสามารถพิสูจน์ได้จนสิ้นข้อสงสัย (beyond a Reasonable Doubt) ว่ามีการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวจริง
จากข้อดังกล่าว ปัญหาสำคัญที่ตามมา คือ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงตกอยู่แก่ฝ่ายผู้กล่าวหา หรือผู้เสียหายเป็นหลัก เนื่องจากบทบัญญัติไม่ได้มีการกำหนดข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเอาไว้ ไม่สามารถที่จะผลักภาระการพิสูจน์แก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ และการพิสูจน์ยิ่งทำได้ยากขึ้น ในกรณีที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ปล่อยตัวผู้สูญหายไปแล้ว หรือไม่ได้มีข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ได้โดยตรงว่า ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตรงกันข้าม ในบางประเทศที่ได้มีการกำหนดข้อสันนิษฐานเบื้องต้น หากพบเห็นผู้สูญหายอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่หรือหากปรากฏให้เห็นถึงพยานแวดล้อมที่บ่งชี้พฤติการณ์ดังกล่าวได้ ในกระบวนการพิจารณาคดีจะถือเอาว่า การสูญหายเกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผลก็คือ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าตนปล่อยตัวผู้สูญหายไปจริงหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร หรือต้องเปิดเผยชะตากรรมของผู้สูญหายให้แน่ใจว่าเป็นอยู่อย่างไร1
นอกจากนี้ แม้มาตรา 26 วรรคสอง ของ พ.ร.บ. จะกำหนดว่า เมื่อศาลได้รับคำร้องเกี่ยวกับการสูญหายของบุคคลแล้ว “ให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยทันที และศาลมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุประกอบการไต่สวนหรือสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้” ก็จะขึ้นอยู่กับว่า ศาลที่รับผิดชอบทำงานเชิงรุกมากน้อยแค่ไหน หรือมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความจริงเพียงใด หากศาลไม่ได้ให้ความสำคัญและปล่อยปละละเลยในการเรียกพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงอย่างชัดแจ้ง การดำเนินคดีความเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดในขั้นตอนต่อไป ย่อมเป็นไปได้ยาก
ดังตัวอย่างคดีชัยภูมิ ป่าแส ในกระบวนการไต่สวนการตาย ศาลกลับเพิกเฉยในการเรียกพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุดอย่างภาพจากกล้องวงจรปิด ณ ด่านตรวจมาประกอบการไต่สวน แต่ศาลกลับสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า การตายของชัยภูมิ มาจากการกระทำโดยป้องกันของเจ้าหน้าที่ทหาร2 ซึ่งนับเป็นข้อสรุปที่สร้างความเคลือบแคลงใจแก่ญาติของชัยภูมิ และสังคมทั่วไปโดยไม่คลี่คลายลงไป ถึงแม้ผ่านเวลามานานกว่าครึ่งทศวรรษแล้วก็ตาม

เข้าไม่ถึงพยานหลักฐาน
ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากปัญหาข้อแรก เมื่อภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับฝ่ายผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหาย ขณะที่ข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่โยงไปถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนมากจะอยู่ในการครอบครองของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือคู่กรณี ปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงเป็นปัญหาการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางให้ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีบุคคลถูกบังคับให้สูญหายได้จนสิ้นข้อสงสัย และอาจทำให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงลอยนวลพ้นผิดไปได้ เช่น กรณีเหตุการณ์ที่อนุมานได้ว่าเกิดขึ้นในค่ายทหาร ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกการจับกุม การปล่อยตัว คำบอกเล่าของประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนอยู่ในความครอบครอง ควบคุมตรวจสอบ และดูแลโดยผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรง มีความเสี่ยงสูงที่ข้อเท็จจริงจะถูกซ่อนเร้นกลบเกลื่อน เพื่อปกป้องผู้กระทำความผิดตัวอย่างคดีลักษณะดังกล่าว คือคดี บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ ซึ่งแม้จะเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ใช้บังคับ แต่ด้วยกระบวนการทำงานของกลไกยุติธรรมที่ล่าช้า ด้อยศักยภาพ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่สลับซับซ้อน ตอกย้ำว่า การแสวงหาความจริงและการหาตัวคนกระทำผิดมาลงโทษนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นปรากฏในคำพิพากษาของศาลที่ได้ตัดสินยกฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการควบคุมตัวบิลลี่ในข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและการอำพรางศพ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ3 และลงโทษเฉพาะกรณีปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ปอ. ม.157 เท่านั้น

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวย่อมสืบเนื่องจากการไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐาน และการกำหนดภาระการพิสูจน์ให้กับฝ่ายผู้เสียหาย/ผู้กล่าวหาที่ไม่ใช่ผู้ครอบครองข้อมูลหรือไม่มีความรับรู้ในข้อเท็จจริงอันเฉพาะเจาะจงที่รู้เฉพาะฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว ทำให้การพิสูจน์การกระทำความผิดภายใต้บริบทเช่นนั้น ยากลำบากอย่างยิ่ง รวมทั้งต้องอาศัยพลกำลังและต้นทุนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การบังคับให้สูญหายมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร ยังส่งผลไปถึงการไม่ได้รับสิทธิในการชดเชยเยียวยาตามกฎหมายอีกด้วย
กระบวนการยุติธรรมภายใต้อคติ การบังคับใช้กฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหาย ยังพบอุปสรรคในทางปฏิบัติ อันเนื่องมากการดำเนินการภายใต้อคติและการเลือกปฏิบัติ ที่สะท้อนภาพการลดทอนคุณค่าและทำลายศักดิ์ศรีของเหยื่อ ซึ่งระบบรัฐราชการไทยที่หวงแหนอำนาจตนเองเป็นพิเศษ มักจะคุ้นชินอยู่กับการแปะป้ายตีตรา (labelization)4 กลุ่มประชาการเปราะบางหรือกลุ่มคนชายขอบให้เป็นศัตรูของรัฐหรือเป็นกลุ่มคนที่เป็นบ่อนทำลายความมั่นคง ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางกฎหมาย (legal culture)5 ที่แฝงอยู่เบื้องหลังกลไกการทำงานของสถาบันกฎหมายทางการ ซึ่งคอยสร้างสภาวะให้คนกลุ่มตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอำนาจรัฐตลอดเวลา
ข้อสังเกตสำคัญ คือ บรรยากาศการใช้อำนาจภายใต้อคติส่วนใหญ่ จะพบเห็นได้ในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่ที่รัฐได้กำหนดถึงภัยคุกคาม เพื่อให้ตนสามารถใช้อำนาจพิเศษได้อย่างชอบธรรม เช่น พื้นที่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งถูกรัฐแปะป้ายให้เป็นกลุ่มขบวนการยาเสพติด พร้อมกับถูกยัดเยียดความเป็นอื่น (otherness) อันเนื่องมาจากความแตกต่างในวัฒนธรรมภาษาและความเชื่อ สร้างเงื่อนไขให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพได้รับการยกเว้นเอาไว้ การละเมิดทั้งการพรากชีวิตและการบังคับให้สูญหายย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย เช่นเดียวกันกับ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ตกอยู่ใต้กฎอัยการศึกมาหลายสิบปี และผู้คนมักถูกแปะป้ายให้เป็นศัตรูต่อเอกภาพของรัฐไทย เป็นผู้ก่อการร้าย การใช้ความรุนแรง การถูกควบคุมตัวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะการให้อำนาจโดยกฎหมายพิเศษ ดังที่เกิดขึ้นกับ มะยาเต็ง มะรานอ นักการภารโรงของโรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งหายสาบสูญไปหลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารนำกำลังปิดล้อมตรวจค้นและควบคุมตัวมะยาเต็ง พร้อมทั้งรถยนต์ไปจากบ้าน6
แน่นอนว่า ปัญหาการดำเนินกระบวนการยุติธรรมภายใต้อคติส่งผลให้กลไกการทำงานเชิงสถาบันกฎหมายถูกบิดเบือน และอาจเป็นไปในลักษณะมุ่งปกป้องคุ้มครองฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้รับผิดชอบทางกฎหมาย หรือลอยนวลพ้นผิดไปอย่างสิ้นเชิง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบการกระทำของผู้บังคับใช้กฎหมาย
ข้อจำกัดด้านพรมแดน
ปัญหากลไกการคุ้มครองทางกฎหมายในพฤติการณ์ที่มีการกระทำบังคับบุคคลให้สูญหายลักษณะข้ามพรมแดน กล่าวคือ กรณีการบังคับให้สูญหาย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในดินแดนของรัฐไทย หากแต่ยังอาจเกิดขึ้นได้ใน พื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้ตกเป็นเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็น บุคคลผู้ทำการลี้ภัยทางการเมือง หรือมีข้อเท็จจริงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นปฏิปักษ์กับผู้มีอำนาจรัฐและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง ซึ่งตามหลักเขตอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กลไกการคุ้มครองทางกฎหมายถดถอยศักยภาพลงไปอีก
นอกจากนี้ การแสวงหาความจริงและความยุติธรรมแก่ผู้ถูกบังคับให้สูญหายในต่างแดน ยังต้องประสบปัญหาการลงพื้นที่เกิดเหตุที่ทำได้อย่างล่าช้า การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไม่อาจกระทำได้อย่างทันท่วงที และอาจถูกทำลายซ่อนเร้นหายไป รวมถึงการขอความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีข้อจำกัด และทัศนคติเชิงลบของเจ้าหน้าที่มีต่อเหยื่อ เพราะเหยื่อเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และถูกรัฐมองเป็นศัตรู
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวได้แก่ กรณีของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหายตัวไปในประเทศกัมพูชา และมีพยานหลักฐานแวดล้อมบ่งชี้ชัดเจนว่า ถูกบังคับให้สูญหายไป โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 25637 ระหว่าง สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมกำลังคุยโทรศัพท์กับวันเฉลิมแล้วได้ยินเสียงผ่านทางปลายสายเป็นวันเฉลิมพูดประโยคสุดท้ายก่อนที่เขาจะหายตัวไปว่า “โอ๊ย! หายใจไม่ออก” หลังจากนั้น ได้มีหลักฐานเป็นภาพกล้องวงจรปิดระบุว่า วันเฉลิมถูกชายฉกรรจ์สวมชุดสีดำ พาตัวขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮแลนเดอร์ สีน้ำเงินเข้มหรือดำ หมายเลขทะเบียนรถ 2X-2307 ระหว่างที่เขาลงมาซื้อลูกชิ้นหน้าคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย ในกรุงพนมเปญ8
กระบวนการตามหาความจริงและความยุติธรรม แม้ล่วงเลยมา 4 ปีแล้ว ยังคงไม่มีความคืบหน้าใด ๆ มากนัก ฝ่ายญาติวันเฉลิม เคยได้ยื่นหนังสือกับอัยการสูงสุดในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกับการกระทำความผิดฐานนอกราชอาณาจักร (กรณีนี้ผู้เสียหายเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย) หลายครั้ง เพื่อติดตามกระบวนการทำงานที่ล่าช้า ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 งานอัยการสูงสุดได้แจ้งความคืบหน้าว่า คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญ และยังไม่ได้รับการแจ้งผลการพิจารณาของศาลดังกล่าว ส่งผลให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไม่สามารถยืนยันถึงการหายตัวไปหรือถูกลักพาตัวไปของ วันเฉลิมได้
ทั้งนี้ กรณีของวันเฉลิม แม้จะหายตัวไปก่อนวันที่ พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย ประกาศใช้ แต่กฎหมายมาตรา 7 วรรคสอง ระบุให้ความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย เป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น ดังนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่ทราบชะตากรรมที่แน่นอนของวันเฉลิม ให้ถือว่าผู้ที่อุ้มหายวันเฉลิมก่อนวันที่กฎหมายประกาศใช้ก็ยังมีความผิดอยู่

ข้อสังเกตคือ ปัจจัยที่ทำให้กระบวนยุติธรรมและการแสวงหาความจริงต้องชงักงัน อาจอยู่ที่การขาดกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้แต่ละรัฐในภูมิภาคอาศัยมีกลไกความร่วมมือในการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และป้องกันปราบปรามการกระทำใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะข้ามพรมแดน เฉกเช่นเหตุในพื้นที่ทวีปอเมริกาใต้ที่มีศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Commission on Human Rights) คอยดูแลอยู่และมีอำนาจในการพิจารณาคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือในพื้นที่ทวีปยุโรปที่มีศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights)
การประกันสิทธิเสรีภาพของฝ่ายผู้เสียหาย
ปัญหาอีกประการที่เป็นอุปสรรคขัดขวางให้กลไกการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ บรรยากาศความหวาดกลัวที่เข้าปกคลุมฝ่ายผู้เสียหาย ทำให้ส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้ช่องทางการร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย เพราะเกรงว่าต้องปะทะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจโดยตรง กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาของรัฐไทยที่ไม่ได้สร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายรัฐ อีกทั้ง การผลักดันให้เป็นคดีความอาจเกิดยากขึ้นไปอีก หากปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปคุกคามฝ่ายญาติของผู้เสียหาย ก่อนที่ความช่วยเหลือทางกฎหมายจะเข้าไปถึง
นอกจากความหวาดกลัวแล้ว ความไม่รู้และการไม่ตระหนักถึงสิทธิที่พึงมีของญาติ ก็ถือเป็นปัญหาหลักที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ถูกเริ่มต้นขึ้น ดังนั้น มาตรการที่รัฐต้องพัฒนาต่อไป จึงไม่เพียงแต่การสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนและทำให้แน่ใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับความปลอดภัยปราศจากการข่มขู่คุกคามทุกรูปแบบ รัฐควรต้องจัดให้มีการมอบความรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ช่องทางที่ใช้ในการร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างทั่วถึงด้วย
การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงภาพอาชญากรรม แต่เป็นภาพสะท้อนความวิปริตของสังคม
ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นที่นำเสนอ ถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่สร้างอุปสรรคขัดขวางให้กฎหมาย พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน – อุ้มหาย ยังไม่ได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองประชาชนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงบรรยากาศวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบไทย ๆ โครงสร้างอำนาจสายบังคับบัญชาที่พร้อมแทรกแซงและบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมได้ตลอดเวลา ตลอดจนระบบรัฐราชการแบบไทย ๆ ที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบการกระทำที่เกินขอบเขตทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ระบอบการเมืองของประเทศ ย่อมถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะของกระบวนการยุติธรรม และการคุ้มครองประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ สถานการณ์ความปลอดภัยและจำนวนเหตุการณ์ที่มีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย และตกเป็นเป้าหมายความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ ย่อมแปรผันตามลักษณะของระบอบการเมือง หากประเทศดำเนินไปตามครรลองของการเมืองที่มุ่งให้ความเคารพกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน ชีวิตของประชาชนก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยกลไกทางกฎหมายที่รัฐมีอยู่ ตรงกันข้าม ในระบอบการเมืองที่ละเลยชีวิตความปลอดภัยของประชาชน ไร้ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย รัฐมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของเครือข่ายและกลุ่มผู้มีอำนาจด้วยกัน เมื่อเกิดเหตุที่มีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย กลไกทางกฎหมายมักดำเนินไปบนวัตถุประสงค์ในการปกป้องผู้กระทำความผิดให้ลอยนวลไปได้
ดังนั้น การบังคับให้สูญหายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลหนึ่งคน จึงเปรียบเสมือนเงาสะท้อนภาพสังคมที่วิปริตบิดเบี้ยว และหากมองถอยออกมา ก็จะเห็นมุมโครงสร้างทางสังคมและระบบความสัมพันธ์บางอย่างที่ประชาชนเป็นเพียงวัตถุแห่งอำนาจที่ฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถกระทำความรุนแรงกดทับได้ตลอดเวลา หาใช่ความสัมพันธ์ที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตและเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด รวมทั้ง ปัญหาการลอยนวลพ้นผิดที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางกฎหมายที่ฉ้อฉล ไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ประกอบกับอคติของรัฐที่มีต่อเหยื่อ ยังมีส่วนในการสร้างวัฒนธรรมลอยนวล ให้ความรุนแรง การบังคับบุคคลให้สูญหายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความวิปริตของสังคมให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
- ตัวอย่างในคดี Rodriguez Vera et al v. Colombia (2014) และ Terrones Silva et al v. Peru (2018) ↩︎
- กองบรรณาธิการไทยรัฐ, “7 ปี ยิง ชัยภูมิ ป่าแส ศาลสั่งกองทัพชดใช้ แต่ทหารไม่ผิดคดีฆาตกรรม”, 7 มีนาคม 2567, ไทยรัฐ https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104297 (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567) ↩︎
- กองบรรณาธิการไทยรัฐ, “ย้อนรอยคดี บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ ก่อนถูกทำให้หายไปตลอดกาล”, 28 กันยายน 2566, ไทยรัฐ https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/103786 (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567) ↩︎
- Hans-Peter van den Broek, Labelling and Legitimization: Justifying Political Violence in the Basque Country, Terrorism and Political Violence, July 2015 29(1), 1-18 ↩︎
- วัฒนธรรมทางกฎหมาย (Legal Culture) หมายถึง ความเชื่อและมโนทัศน์ที่ดำรงฝังอยู่ในระบบกฎหมายของสังคมนั้น ซึ่งมักจะทำงานให้เห็นผ่าน รูปแบบการบังคับใช้กฎหมายหรือกฎหมายในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ การพิจารณาแกะรหัสวัฒนธรรมทางกฎหมายจะช่วยให้การมองปรากฏการณ์กฎหมายหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างละเอียดรอบคอบยิ่งกว่าการมองเฉพาะกฎหมายในสถาบันที่เป็นทางการ พร้อมช่วยสะท้อนถึงสภาวะลักลั่นของกฎหมายและความไม่สอดคล้องกันระหว่างบทบัญญัติกับการบังคับใช้กฎหมาย ดูใน Tanja Herklotz, “Legal Cultures”, March 2023, Oxford Constitutional Law https://www.researchgate.net/publication/372448691_Legal_Cultures (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567) ↩︎
- ห้องสมุดคดี, คดีมะยาเต็ง มะรานอ, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, https://crcfthailand.org/case-library/mayateh-maranoh/ (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567) ↩︎
- พีพีทีวี, ย้อนเหตุการณ์ “ต้าร์ วันเฉลิม” ผู้ลี้ภัยการเมืองถูกอุ้มหาย 4 ปียังไร้เงา, 21 กุมภาพันธ์ 2567, พีพีทีวีออนไลน์, https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/217698 (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567) ↩︎
- เรื่องเดียวกัน. ↩︎





