พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้ บุคคลสูญหาย

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจําเป็นในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ ความคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายซึ่งกระทําโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกัน ปราบปราม และเยียวยาผู้เสียหาย จากการกระทําในลักษณะดังกล่าว ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๒๕”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

“ผู้เสียหาย” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ จากการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้ บุคคลสูญหาย และให้หมายความรวมถึงสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส ผู้อุปการะและผู้อยู่ในอุปการะของผู้ถูกกระทําให้สูญหาย

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า บุคคลซึ่งใช้อํานาจรัฐหรือได้รับมอบอํานาจ หรือได้รับ การแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยาย จากผู้มีอํานาจรัฐให้ดําเนินการ ตามกฏหมาย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและ การกระทําให้บุคคลสูญหาย

“ควบคุมตัว” หมายความว่า การจับ คุมตัว ขัง กักตัว กักขัง หรือกระทําด้วยประการอื่นใด ในทํานองเดียวกันอันเป็นการจํากัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคล มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๕ ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือ ความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคํารับสารภาพจากผู้ถูกกระทําหรือบุคคลที่สาม
(๒) ลงโทษผู้ถูกกระทําเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทําหรือสงสัยว่ากระทําของผู้นั้นหรือ บุคคลที่สาม
(๓) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทําหรือบุคคลที่สาม
(๔) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด
ผู้นั้นกระทําความผิดฐานกระทําทรมาน

มาตรา ๖ ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทําด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทํา ความผิดตามมาตรา ๕ ผู้นั้นกระทําความผิดฐานกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์

การกระทําตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงอันตรายอันเป็นผลปกติหรือสืบเนื่องจากการลงโทษทั้งปวง ที่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ๗ ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิเสธว่ามิได้กระทําการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นซึ่งส่งผลให้ บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้นั้นกระทําความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหาย

การกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น

มาตรา ๘ ผู้ใดกระทําความผิดฐานกระทําทรมานตามมาตรา ๕ ความผิดฐานกระทําการ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 5 หรือความผิดฐานกระทําให้ บุคคลสูญหายตามมาตรา ๗ นอกราชอาณาจักร ต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามที่กําหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ โดยให้นําความในมาตรา ๓๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม

มาตรา ๙ การกระทําความผิดฐานกระทําทรมานตามมาตรา ๕ และการกระทําความผิด ฐานกระทําให้บุคคลสูญหายตามมาตรา ๗ มีให้ถือว่าเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความผิดทางการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ ในเรื่องทางอาญา

มาตรา ๑๐ ในคดีความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหายตามมาตรา ๗ ให้ดําเนินการ สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทําให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้น ถึงแก่ความตายและทราบรายละเอียดของการกระทําความผิดและรู้ตัวผู้กระทําความผิด

มาตรา ๑๑ ในคดีความผิดฐานกระทําทรมานตามมาตรา ๕ หรือความผิดฐานกระทําการ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา ๖ ซึ่งผู้เสียหายไม่อยู่ในฐานะ ที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษด้วยตนเองได้ หรือความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหายตามมาตรา ๗ ให้สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส ผู้อุปการะ และผู้อยู่ในอุปการะของผู้ถูกกระทําทรมาน ผู้ถูกกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ หรือผู้ถูกกระทําให้สูญหายตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี เป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย

มาตรา ๑๒ พฤติการณ์พิเศษโต ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามหรือภัยคุกคามที่จะเกิด สงคราม ความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะอื่นโต ไม่อาจ นํามาอ้างเพื่อให้การกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคล เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูก กระทําทรมาน ถูกกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกกระทําให้สูญหาย

หมวด ๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย

มาตรา ๑๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย” ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายกสภาทนายความ และประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
(๔) กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจํานวนหกคน ดังต่อไปนี้
     (ก) ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านสิทธิมนุษยชน จํานวนสองคน ต้านกฎหมาย และด้านนิติวิทยาศาสตร์ ด้านละหนึ่งคน
     (ข) แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์จํานวนหนึ่งคน และแพทย์ทางจิตเวชศาสตร์จํานวนหนึ่งคน
ให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพแต่งตั้งข้าราชการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจํานวนไม่เกินสองคนเป็น ผู้ช่วยเลขานุการ

มาตรา ๑๕ กรรมการตามมาตรา ๑๔ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๓) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๔) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งบริหารในพรรคการเมือง
(๕) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
(๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะกระทําผิดวินัย
(๗) ไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก รวมทั้งคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แต่ให้รอการลงโทษหรือรอการกําหนดโทษ เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
(๘) ไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวย ผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

มาตรา ๑๖ กรรมการตามมาตรา ๑๔ (๔) มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสีปี
เมื่อครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการ ซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับ แต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินสองวาระไม่ได้

มาตรา ๑๗ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๒๔ (๔) พ้นจากตําแหน่ง เมื่อ
     (๑) ตาย
     (๒) ลาออก
     (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
     (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๕

มาตรา ๑๘ ในกรณีที่กรรมการตามมาตรา ๑๔ (๔) พ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้แต่งตั้ง กรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้ และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระ ที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

ในกรณีที่กรรมการตามมาตรา ๑๔ (๔) พ้นจากตําแหน่งก่อนวาระให้คณะกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๑๙ คณะกรรมการมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้
     (๑) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการอื่นที่จําเป็นตามพระราชบัญญัตินี้
     (๒) กําหนดนโยบาย แผนงาน และมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมาน การกระทําหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทํา ให้บุคคลสูญหาย
     (๓) กําหนดนโยบายและมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาต้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหาย อย่างครอบคลุม โดยคํานึงถึงการทําให้กลับสู่สภาพเดิมเท่าที่จะเป็นไปได้
     (๔) กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการช่วยเหลือและเยียวยาผู้เสียหายด้านการเงินและจิตใจ รวมถึงการฟื้นฟูระยะยาวทางการแพทย์ให้แก่ผู้เสียหาย โดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
     (๕) กําหนดมาตรการป้องกันการกระทําความผิดซ้ําและการปกปิตการควบคุมตัวบุคคล รวมทั้งมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูลการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
     (๖) ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหายตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งรับ และติดตามตรวจสอบข้อร้องเรียน
     (๗) พิจารณารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทําให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดําเนินการ ประจําปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเผยแพร่ให้ประชาชน ทราบเป็นการทั่วไป
     (๘) แต่งตั้งที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
     (๙) วางระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น โดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
     (๑๐) วางระเบียบอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงขี้ขาด

มาตรา ๒๑ ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ และให้มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้
     (๑) ประสานงานและร่วมมือกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการสืบหา ติดตาม และช่วยเหลือผู้เสียหาย
     (๒) สนับสนุนให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วม ในการป้องกันและปราบปรามการทรมาน การกระทําหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทําให้บุคคลสูญหาย
     (๓) ศึกษา วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทรมาน การกระทําหรือการลงโทษ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทําให้บุคคลสูญหาย รวมทั้ง ให้ความรู้และฝึกอบรมแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
     (๔) รวบรวมข้อมูล สถิติคดี และจัดทํารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทํา ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทําให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดําเนินงานประจําปี พร้อมทั้งแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา (๕) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย

หมวด ๓ การป้องกันการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย

มาตรา ๒๒ ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียง อย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทําได้ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในบันทึกการควบคุมตัว

การควบคุมตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบแจ้งพนักงานอัยการและ นายอําเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวโดยทันที สําหรับในกรุงเทพมหานครให้แจ้งพนักงานอัยการและ ผู้อํานวยการสํานักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง หากผู้รับแจ้งเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า จะมีการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือการกระทํา ให้บุคคลสูญหาย ให้ผู้รับแจ้งดําเนินการตามมาตรา ๒๖ ต่อไป

มาตรา ๒๓ ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูก ควบคุมตัวโดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
     (๑) ข้อมูลอัตลักษณ์เกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว เช่น ชื่อ นามสกุล หรือตําหนิรูปพรรณ
     (๒) วัน เวลา และสถานที่ของการถูกควบคุมตัว และข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ทําการควบคุมตัว ในกรณีที่มีการย้ายสถานที่ดังกล่าว จะต้องระบุถึงสถานที่ปลายทางที่รับตัว ผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบการย้ายนั้น
     (๓) คําสั่งที่ให้มีการควบคุมตัว และเหตุแห่งการออกคําสั่งนั้น
     (๔) เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกคําสั่งให้ควบคุมตัว
     (๕) วัน เวลา และสถานที่ของการปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัว และผู้มารับตัวผู้ถูกควบคุมตัว
     (๖) ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ถูกควบคุมตัว ก่อนถูกควบคุมตัว และ ก่อนการปล่อยตัว ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตายระหว่างการควบคุมตัว จะต้องระบุถึงสาเหตุ แห่งการตายและสถานที่เก็บศพ
     (๗) ข้อมูลอื่น ๆ ที่คณะกรรมการกําหนดเพื่อป้องกันการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย

มาตรา ๒๔ เพื่อประโยชน์ของผู้ถูกควบคุมตัว ผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบด้วยกฎหมายใน การเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกควบคุมตัว เช่น ญาติ ผู้แทนหรือทนายความ หรือคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ มีสิทธิร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้รับผิดชอบให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวตามมาตรา ๒๓
หากเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว ผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคําร้อง ต่อศาลที่ตนเองมีภูมิลําเนา ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่เชื่อว่ามีการทรมาน การกระทํา ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือพบเห็นผู้ถูกกระทําให้สูญหาย ครั้งสุดท้าย แล้วแต่กรณี เพื่อให้ศาลสั่งเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้

ศาลมีอํานาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา ๒๓ ให้แก่ผู้ร้องขอได้ ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งไม่เปิดเผยข้อมูล ผู้ร้องขออาจอุทธรณ์ไปยัง ศาลอุทธรณ์ คําสั่งศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด

มาตรา ๒๕ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบหรือศาลอาจไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา ๒๓ หากผู้นั้นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายโดยเป็นผู้อยู่ในอํานาจศาล และ การเปิดเผยดังกล่าวอาจละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวหรือก่อให้เกิดผลร้ายต่อบุคคล หรือเป็นอุปสรรค ต่อการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา

มาตรา ๒๖ เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกกระทําทรมาน ถูกกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทําให้สูญหาย บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลท้องที่ ที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญาเพื่อให้มีคําสั่งยุติการกระทําเช่นนั้นทันที
     (๑) ผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๒๔
     (๒) พนักงานอัยการ
     (๓) ผู้อํานวยการสํานักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง หรือนายอําเภอ ตามมาตรา ๒๒ หรือพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อํานวยการสํานักการสอบสวนและ นิติการ กรมการปกครอง หรือนายอําเภอ
     (๔) พนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
     (๕) คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ
     (๖) บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย
เมื่อได้รับคําร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน โดยให้ศาลมีอํานาจเรียก เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคําหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุอื่นใตประกอบการไต่สวนหรือ สั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนําตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้

มาตรา ๒๗ เพื่อประโยชน์ในการยุติการกระทําที่อ้างตามมาตรา ๒๖ และเยียวยา ความเสียหายเบื้องต้น ศาลอาจมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
     (๑) ให้ยุติการทรมาน หรือการกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
     (๒) ให้เปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัว
     (๓) ให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้พบญาติ ทนายความ หรือบุคคลอื่นซึ่งไว้วางใจเป็นการส่วนตัว
     (๔) ให้มีการรักษาพยาบาล และการประเมินโดยแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ และแพทย์ ทางจิตเวชศาสตร์ที่รับรองโดยแพทยสภา รวมทั้งให้มีการจัดทําบันทึกทางการแพทย์ ตลอดจน การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
     (๕) ให้เปิดเผยเอกสารบันทึกหรือข้อมูลอื่นใด
     (๖) กําหนดมาตรการอื่นใดที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการยุติการทรมานการกระทํา ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหายหรือเยียวยา ความเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุจําเป็นในการควบคุมตัวต่อไป ให้ศาลสั่งปล่อยตัว ผู้ถูกควบคุมตัวไปทันที

คําสั่งศาลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด

มาตรา ๒๘ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบแจ้ง คณะกรรมการทราบเพื่อให้มีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรมาน ในระหว่างควบคุมตัวโดยพลัน

มาตรา ๒๙ ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย ให้แจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ชักช้า

ผู้แจ้งตามวรรคหนึ่ง ถ้าได้กระทําโดยสุจริตไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แม้ภายหลังปรากฏว่าไม่มีการกระทําความผิดตามที่แจ้ง

หมวด ๔ การดําเนินคดี

มาตรา ๓๐ อายุความสําหรับความผิดตามมาตรา ๗ มีให้เริ่มนับจนกว่าจะทราบชะตากรรม ของผู้ถูกกระทําให้สูญหาย
มาตรา ๓๑ ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นนอกจากพนักงานสอบสวนตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ให้พนักงานฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ พนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่ง ตั้งแต่ปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปในสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พนักงานสอบสวน คดีพิเศษ และพนักงานอัยการ เป็นพนักงานสอบสวนมีอํานาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และดําเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และความผิดอื่นที่เกี่ยวพันกัน

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทําการสอบสวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้คดีใด ให้คดีนั้นเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ
กรณีการสอบสวนโดยหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่พนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แจ้งเหตุแห่งคดีให้พนักงานอัยการทราบ เพื่อเข้าตรวจสอบหรือกํากับการสอบสวนทันที

ในกรณีไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ใดหรือหน่วยงานใด เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้อัยการสูงสุดหรือผู้ทําการแทนเป็นผู้ชี้ขาด

ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดําเนินคดีต่อไป ตามพระราชบัญญัตินี้ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ

มาตรา ๓๒ ให้หน่วยงานที่มีอํานาจสืบสวนสอบสวนในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานให้ผู้เสียหายทราบถึงผลความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่องและให้คณะกรรมการคณะอนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการมีหน้าที่และอํานาจติดตามผล ความคืบหน้าของคดีและดําเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย ชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ ให้คําปรึกษาแนะนําด้านกฎหมาย และสนับสนุน ช่วยเหลือด้านการดําเนินคดี โดยการมีส่วนร่วมจากผู้เสียหาย

มาตรา ๓๓ เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงาน อัยการแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทํา ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิและประสงค์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายด้วย

มาตรา ๓๔ ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอํานาจเหนือคดี ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคล ซึ่งอยู่ในอํานาจศาลทหารในขณะกระทําความผิดด้วย

หมวด ๕ บทกําหนดโทษ

มาตรา ๓๕ ผู้กระทําความผิดฐานกระทําทรมานตามมาตรา ๕ ต้องระวางโทษจําคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทํารับอันตรายสาหัส ผู้กระทํา ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทําถึงแก่ความตาย ผู้กระทําต้องระวางโทษ จําคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงสามสิบปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

มาตรา ๓๖ ผู้กระทําความผิดฐานกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ตามมาตรา ๖ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา ๓๗ ผู้กระทําความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหายตามมาตรา ๓ ต้องระวางโทษ จําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทํารับอันตรายสาหัส ผู้กระทํา ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทําถึงแก่ความตาย ผู้กระทําต้องระวางโทษ จําคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงสามสิบปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

มาตรา ๓๘ ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๕ หรือมาตรา ๓๖ เป็นการกระทําแก่ บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี หญิงมีครรภ์ ผู้พิการทางร่างกายหรือจิตใจ หรือผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้เพราะอายุ หรือความป่วยเจ็บ ผู้กระทําต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นกึ่งหนึ่ง

ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๗ เป็นการกระทําแก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้กระทํา ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นกึ่งหนึ่ง

มาตรา ๓๙ ผู้ใดสมคบเพื่อกระทําความผิดตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษหนึ่งในสามของโทษที่กําหนดไว้สําหรับความผิดนั้น
ถ้าได้มีการกระทําความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้น ต้องระวางโทษตามที่กําหนดไว้สําหรับความผิดนั้น

ในกรณีที่ความผิดได้กระทําถึงขั้นลงมือกระทําความผิด แต่เนื่องจากการเข้าขัดขวาง ของผู้สมคบทําให้การกระทํานั้นกระทําไปไม่ตลอตหรือกระทําไปตลอดแล้วแต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผล ศาลจะลงโทษผู้สมคบที่กระทําการขัดขวางนั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกําหนดเพียงใดก็ได้

มาตรา ๔๐ ผู้สนับสนุนในการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา ๔๑ ถ้าผู้กระทําความผิดตามมาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ วรรคสอง มาตรา ๓๔ หรือมาตรา ๔๐ ช่วยให้มีการค้นพบผู้ถูกกระทําให้สูญหายก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โดยผู้นั้นมิได้รับ อันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือให้ข้อมูลที่สําคัญและเป็นประโยชน์ ในการดําเนินคดี ศาลจะลงโทษผู้กระทําความผิดน้อยกว่าที่กฎหมายกําหนดเพียงใดก็ได้

มาตรา ๔๒ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จะกระทําหรือได้กระทําความผิดตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ และ ไม่ดําเนินการที่จําเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทําความผิด หรือไม่ดําเนินการหรือ ส่งเรื่องให้ดําเนินการสอบสวนและดําเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กําหนดไว้ สําหรับความผิดนั้น

ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งจะต้องเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอํานาจควบคุมการกระทํา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานกระทําทรมาน ความผิดฐานกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหาย

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๔๓ ให้นําความในมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับแก่การกระทําให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การทรมานและการกระทําให้ บุคคลสูญหายซึ่งกระทําโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจกระทําได้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ ดังนั้น เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้ง การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย สมควรกําหนดฐานความผิด มาตรการป้องกันและปราบปราม และมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย ตลอดจนมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ํายีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

Loader Loading…
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Download [224.03 KB]

Loader Loading…
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Download [106.43 KB]