วิวัฒน์ ตามี่

รายงานคู่ขนาน ข้อสรุปเชิงสังเกต นโยบายให้เด็กที่เกิดในประเทศไทย และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี โดย วิวัฒน์ ตามี่

รายงานคู่ขนานข้อสรุปเชิงสังเกต (บางส่วน) เสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (ICERD Committee, United Nation to UN-CERD) เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง เรียบเรียงโดย วิวัฒน์ ตามี่ (เฉพาะย่อหน้าที่เกี่ยวกับ สิทธิของเด็กไร้สัญชาติ)

19. นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา รัฐบาลมีนโยบายให้เด็กที่เกิดในประเทศไทย และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี สามารถยื่นขอสัญชาติไทยได้ ตามมติ ค.ร.ม. 7 ธันวาคม 2559 และรัฐยังได้แก้ไขปรับปรุง มาตรา 19/2 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไร้สัญชาติที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งหรือไม่ปรากฏบิดามารดา ไร้รากเหง้าหรือเด็กที่เคยแจ้งเกิดแต่นายทะเบียนไม่อาจดำเนินการให้ได้ รวมถึงบุคคลที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ ไม่สามารถแจ้ง และขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร. 20/1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย

ยังมีนโยบายให้เด็กไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทยจากบิดามารดาหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร G สามารถยื่นขอรับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2552       

20. เมื่อเดือนธันวาคม 2562 สำนักบริหารการทะเบียน เสนอข้อมูลว่ายังมีผู้ที่ยังไม่มีสัญชาติไทยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน กว่า 727,926 คน ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้นับรวมเด็กไร้สัญชาติที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกำลังเรียนหนังสืออยู่ในสถานศึกษาของรัฐที่มีอักษรนำหน้าเลขประจำตัว 13 หลักอักษร G, P,O รวม 90,640 คน (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2559, กระทรวงศึกษาธิการ) และไม่รวมรวมจำนวนตัวเลขเด็กนักเรียนไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในศูนย์การเรียนเอกชนและเด็กไร้สัญชาติที่เกิดจากพ่อแม่มีสถานะหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายยังไม่ถูกสำรวจ(ไม่ทราบมีจำนวนเท่าใด) 

21. จำนวนคนไร้สัญชาติกว่า 727,926 คนไม่ได้ลดลงจากข้อมูลเมื่อปี 2545 แสดงให้เห็นว่าไม่สามารถนำนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นจริงได้ กล่าวคือ กรณีรัฐการเปิดโอกาสให้เด็กไร้สัญชาติที่มีสิทธิขอสัญชาติตามมาตรา 7 ทวิวรรค 2 พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2551 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 ธันวาคม 2559 นั้น มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ

เงื่อนไขแรกเด็กไร้สัญชาติที่จะมีสิทธิขอสัญชาติ ต้องเกิดในประเทศไทย และอาศัยอยู่ต่อเนื่องในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี และต้องเรียนให้จบปริญญาตรีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะแค่เรียนให้จบระดับมัธยมศึกษาก็แทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยเงื่อนไขครอบครัวยากจน เพราะพ่อแม่มีสถานะหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงไม่สามารถประกอบอาชีพที่ดีมีรายได้มากพอจะจ่ายค่าเทอม อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า ค่าเช่าบ้านราคาแพง ค่าอาหาร ฯลฯ ที่ผ่านมามีเด็กไร้สัญชาติเรียนจบในระดับปริญญาตรี และขอพิสูจน์สัญชาติไม่เกิน 1-2 % เท่านั้น    

22. ตามนโยบายที่จะให้เด็กไร้สัญชาติเข้ารับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรตาม มาตรา 38 วรรค 2 แห่ง  พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2551 นั้น เงื่อนไขสำคัญ ขั้นแรกจะต้องไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายระหว่างเดินทางไปอำเภอเพื่อขอรับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎร และการสำรวจนี้เพื่อให้มีตัวตนในทะเบียนราษฎรเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้การคุ้มครองเรื่องสิทธิ และพัฒนาสิทธิทางสถานะหรือไม่สามารถขอพิสูจน์สถานะบุคคลหรือสัญชาติได้ นั่นก็คือรัฐจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เพราะมีรายละเอียดข้อมูลบุคคลเหล่านี้ในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองอยู่ที่ไหนบ้าง และสามารถดำเนินคดีได้ตลอด 

23. รัฐบาลไทยยังไม่ออกหลักเกณฑ์และเงื่อนไขยื่นขอพิสูจน์สัญชาติ ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาออกหลักเกณฑ์การพิสูจน์สัญชาติ ให้แก่ชนเผ่าพื้นเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเลขประจำตัว 0(89) (0-xxxx-89xxx-xx-x) จำนวนกว่า 152,869 คน (ที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติระหว่างปี พ.ศ. 2549-2550, 2552) จึงไม่มีสิทธิยื่นขอพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคล ทำให้กลายเป็นคนไร้สัญชาติถาวร ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ เลือกปฏิบัติและกีดกันไม่เปิดโอกาสให้เข้าถึงสถานะบุคคลและสัญชาติไทยแก่บุคคลกลุ่มนี้ 

24. ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อย ที่ถือบัตรประตัวสีฟ้า สีเขียวขอบแดง ที่ได้รับการสำรวจระหว่างปี 2533, 2542  มีเลขประจำตัวเลข 6,7 นำหน้าเลขประจำตัว 13 หลัก (6-xxxx-xxxxx-xx-x) เกิด/อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี ประสบความยากลำบากในการขอพิสูจน์สถานะบุคคล และไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ทั้งนี้สาเหตุเกิดจากผู้ที่มีอำนาจอนุมัติเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว และไม่ยอมกระจายอำนาจลงมายังระดับท้องถิ่นหรือผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดดำเนินการแทนตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ปี พ.ศ. 2522 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่เกิดจากขั้นตอน/กระบวนการยื่นเอกสารคำร้องขอพิสูจน์สถานะที่ยุ่งยาก 9 ขั้นตอนใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี และนานสุด 10 ปีในการพิจารณาและอนุมัติ ซึ่งเป็นการเลือดปฏิบัติ แบ่งแยกและกีดกันไม่ให้มีโอกาสได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิขั้นพื้นฐาน 

ข้อเสนอแนะ

25. ขอให้รัฐบาลไทยจัดปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์ และคุณสมบัติการขอพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคลสำหรับเด็กที่เกิดใน ประเทศไทย และกำลังเรียนหนังสือ โดยให้สิทธิแก่นักเรียนนักศึกษาที่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือในระดับอาชีวศึกษามีสิทธิขอสัญชาติและสถานะบุคคลตามมติ ค.ร.ม. 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้ 

26. ขอให้เด็กไร้สัญชาติ และเด็กนักเรียนรหัส G ที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎร ตามมาตรา 38 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2551 ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาสถานะบุคคล

27. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการออกหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคล ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติ ที่มีเลขประจำตัว 0(89) (0-xxxx-89xxx-xx-x) โดยเร็ว โดยมอบหมายให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ส.ม.ช.) ดำเนินการ 

28. ให้นายกรัฐมนตรีกระจายอำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจ และพิจารณาอนุมัติการให้สถานะต่างด้าวถาวร หรือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยแก่กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยที่มีเลขประจำตัวเลข 6, 7 นำหน้าเลขประจำตัว 13 หลัก (6-xxxx-xxxxx-xx-x)  และลดขั้นตอนกระบวนการดำเนินงานที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการยื่นเอกสารคำร้อง และการพิจารณาอนุมัติการให้สถานะบุคคล

29. เพื่อให้การแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างยั่งยืน รัฐบาลของประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน เช่น ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย ควรร่วมมือกันอย่างจริงในการจัดทำระบบฐานข้อมูลประชากรที่มีการอพยพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายระหว่างประเทศให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ     

ข้อเสนอแนะ

25. ขอให้รัฐบาลไทยจัดปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์ และคุณสมบัติการขอพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคลสำหรับเด็กที่เกิดในประเทศไทย และกำลังเรียนหนังสือ โดยให้สิทธิแก่นักเรียนนักศึกษาที่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือในระดับอาชีวศึกษามีสิทธิขอสัญชาติ และสถานะบุคคลตามมติ ค.ร.ม. 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้  

26. ขอให้เด็กไร้สัญชาติ และเด็กนักเรียนรหัส G ที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรตาม มาตรา 38 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2551 ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาสถานะบุคคล

27. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการออกหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคล ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติ ที่มีเลขประจำตัว 0(89) (0-xxxx-89xxx-xx-x) โดยเร็ว โดยมอบหมายให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ส.ม.ช.) ดำเนินการ  

28. ให้นายกรัฐมนตรีกระจายอำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจ และพิจารณาอนุมัติการให้สถานะต่างด้าวถาวร หรือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยแก่กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยที่มีเลขประจำตัวเลข 6, 7 นำหน้าเลขประจำตัว 13 หลัก (6-xxxx-xxxxx-xx-x) และลดขั้นตอนกระบวนการดำเนินงานที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการยื่นเอกสารคำร้องและการพิจารณาอนุมัติการให้สถานะบุคคล

29. เพื่อให้การแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างยั่งยืน รัฐบาลของประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน เช่น ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย ควรร่วมมือกันอย่างจริงในการจัดทำระบบฐานข้อมูลประชากรที่มีการอพยพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายระหว่างประเทศให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ      

ข้อ 5 (e) สิทธิพลเมืองอื่นๆ ข้อ iv สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข

– ตามที่ประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศมาตั้งแต่ปี 2545 ภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage, UC) ไม่เพียงทำให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังทำให้ประเทศไทยถูกยกเป็นต้นแบบประเทศกำลังพัฒนาที่ทำเรื่องนี้จนสำเร็จ มีผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีจากตัวชี้วัดด้านต่างๆ แต่ สปสช. ปฏิเสธ และถอดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขของชนเผ่า และกลุ่มชาติพันธุ์ไร้สัญชาติออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ด้วยเหตุผลเพียงแค่ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่ได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐจนถึงปี พ.ศ. 2553

– ชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทยร่วมกับเครือข่ายหมอชายแดน ได้พยายามเรียกร้องสิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุให้แก่กลุ่มชนเผ่า และกลุ่มชาติพันธุ์คนไร้สัญชาติจากรัฐบาลโดยใช้ระยะเวลากว่า 8 ปีในการขับเคลื่อนเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนด้านสุขภาพ ในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เพื่อให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะ และสิทธิ จำนวน 457,409 คน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ ครั้งที่ 2 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข แก่บุคคลไร้สัญชาติที่มีเลขประจำตัว 0(89) (0-xxxx-89xxx-xx-x) และรวมถึงบุตรเพิ่มเติมอีกจำนวน 208,631 คน

– มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 มีนาคม 2553 และ 20 เมษายน 2558 ไม่ได้ให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่เด็กนักเรียนไร้สัญชาติในสถานศึกษาที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G และนักเรียนในโรงเรียนรัฐสังกัดอื่น รวมถึงเด็กนักเรียนในศูนย์การเรียนต่าง ๆ กว่า 78,897 คน 1จำนวนเด็กนักเรียนในสถานศึกษา ประกอบด้วยเด็กนักเรียนที่มีรหัส G รหัส P และรหัส O ด้วยเหตุผลว่าเด็กเหล่านี้ขาดหลักฐาน ไม่ทราบจำนวน ข้อมูลซ้ำซ้อน จึงมอบหมายได้ให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ส.ม.ช.) เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อยืนยันความถูกต้อง รับรองการขึ้นทะเบียน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

34. ปัจจุบันผ่านมาแล้วกว่า 5 ปี รัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่เด็กนักเรียนไร้สัญชาติ (รหัส G) และไม่มีการกำหนดระยะเวลาการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ด้านสาธารณสุขแก่เด็กเมื่อใด ทั้งที่เด็กนักเรียนดังกล่าวได้ผ่านการสำรวจคัดกรองข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วจากกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎร และได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลักจากกระทรวงมหาดไทยแล้วจำนวนหนึ่ง จึงเข้าคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ มติคณะรัฐมนตรีกำหนดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่ทำไมยังไม่คืนสิทธิ (ให้สิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่เด็กนักเรียนเหล่านี้

35. เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิสุขภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติ ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่เด็กนักเรียนไร้สัญชาติเหล่านี้ แค่ระหว่างเรียนหนังสือเท่านั้น ดังนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสารธารณสุขที่จะได้รับดังกล่าวจะหมดไปทันทีเมื่อเด็กนักเรียนสิ้นสุดสถานภาพความเป็นนักเรียนไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เช่น เมื่อสำเร็จการศึกษา สิ้นสภาพนักเรียน เป็นต้น แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่ยอมอนุมัติสิทธิด้านสุขแก่เด็กนักเรียนเหล่านี้     

36. กองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะ และสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553  เป็นนโยบายฝ่ายบริหาร ใช้งบประมาณจากงบฉุกเฉินสำรองจ่ายของรัฐบาล ไม่ได้มีสถานะกองทุนในทางกฎหมาย จึงไม่มีมาตรการทางกฎหมายคุ้มครองสิทธิ และการเยียวยากรณีเกิดความผิดพลาด เสียหายจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ (โรงพยาบาล) เหมือนกับกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) พ.ศ. 2545 ในมาตรา 41 ที่ให้บริการช่วยเหลือกับคนสัญชาติไทยทุกคนกรณีได้รับความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลจากหน่วยบริการ ซึ่งถือเป็นเลือกปฏิบัติในเรื่องความเท่าเทียม หรือใช้สองมาตรฐานกับประชาชนคนไทยที่รอพิสูจน์สัญชาติและสถานะบุคคล   

ข้อเสนอแนะ

– เพื่อให้สิทธิความเท่าเทียม และขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติอย่างแท้จริงภายใต้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage, UC)  ให้รัฐบาลไทยอนุมัติให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และการควบคุมป้องกันโรคกับเด็กนักเรียนไร้สัญชาติที่กำลังเรียนอยู่ในสถานศึกษา (เด็กนักเรียนรหัส G) และเด็กนักเรียนในสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา 2542 มาตรา 4 เช่น ศูนย์การเรียนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับการจดทะเบียน ตาม พ.รบ. การศึกษา ดังกล่าว

– ควรให้บุคคลที่เป็นกลุ่มคนไทยที่กำลังรอพิสูจน์สถานะบุคคล และสัญชาติ หรือคนที่มีสิทธิอื่นที่เคยได้รับสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) ได้แก่ คนที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ตามมติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553 มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เป็นการเฉพาะ โดยการเพิ่มเติมในบทบัญญัติวรรคสุดท้ายของมาตรา 5 พ.รบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

  • 1
    จำนวนเด็กนักเรียนในสถานศึกษา ประกอบด้วยเด็กนักเรียนที่มีรหัส G รหัส P และรหัส O

TAG

บทความที่เกี่ยวข้อง