กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้เผชิญกับวิกฤติ ทางด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าทางราชการ จะมีโครงการพัฒนาต่างๆ เข้าไปเพื่อช่วยเหลือ ปรากฏว่าโดยส่วนใหญ่จะ สามารถช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ได้เฉพาะช่วงที่โครงการพัฒนาเหล่านี้ ดําเนินงานอยู่ เมื่อจบสิ้นโครงการแล้ว กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็กลับมา เผชิญปัญหาลําพัง แนวทางการพัฒนาดังกล่าวเกิดคําถามว่า เราจะสอนให้ คนหาปลา หรือเราจะเอาปลาไปให้ การพัฒนาที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่ อยู่ใน ลักษณะของการหยิบยื่น ขาดการให้ความสําคัญว่า ชาติพันธุ์ต่างๆ นั้นมีวิถีการดํารงชีพอย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร โครงการพัฒนาที่เอาปลาไปให้มักเป็นโครงการที่ประสบผล สําเร็จชั่วขณะ เป็นโครงการที่ทําได้ง่าย ประเมินผลง่าย หน่วยงานต่างๆ จึงชอบวิธีการนี้มากกว่าการ แนะนําให้คนหาปลา วิธีการนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ทําได้ยากในเบื้องต้น แต่เมื่อคนที่เราสอนเขาสามารถ หาปลาได้เอง นั่นคือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 มีลักษณะคล้ายกับการฝึกให้คนรู้จักวิธีหาปลา มตินี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกําหนดแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น หากแต่สามารถนําไปใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่มีปัญหาคล้ายคลึงกันได้ แต่กว่าจะได้มตินี้มานั้น คณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของชาวกะเหรี่ยงอย่างละเอียด เพื่อนําไปเป็นข้อมูลก่อนที่จะกําหนดแนวทางการฟื้นฟูและนําเสนอคณะรัฐมนตรี
ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็น ผู้ดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของกระทรวงวัฒนธรรมนี้ ยิ่งรู้สึกว่าการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคนทั่วไปมักคํานึงถึงวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าเป็นสิ่งที่แปลก ตื่นตา เร้าใจ แต่ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ หวังว่า หนังสือแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงนี้ จะมีส่วนในการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาของชาวกะเหรี่ยงและมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553
ขอขอบคุณ คณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการฯ ทุกท่านที่ได้มีส่วนในการผลักดัน มติคณะรัฐมนตรีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่ช่วยประสานงาน ในการจัดการทั้งปวง
(นายสมชาย เสียงหลาย)
ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม




