แถลงการณ์ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน และการพัฒนา ขอให้รัฐไทยทบทวนมาตรการผลักดันกลับชาวโรฮิงญาที่หนีภัยประหัตประหาร และเร่งดำเนินมาตรการตรวจสอบขั้นตอนตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กรณีที่ชาวโรฮิงญาอาจจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557[1] มีกลุ่มโรฮิงญาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง จับกุม ณ บริเวณนอกชายฝั่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สำรวจกลุ่มโรฮิงญาดังกล่าวพบว่ามีจำนวน 299 คน โดยมีเด็กรวมอยู่ด้วย 13 คน ทั้งหมดถูกควบคุมอยู่ที่ศาลาประชาคมอำเภอกะเปอร์ อีกทั้งมีข่าวจากเวปไซค์บางกอกโพสต์[2] รายงานว่าเจ้าหน้าที่มีมาตรการส่งกลับชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าวไปยังประเทศพม่า โดยระบุว่า “ชาวโรฮิงญา กลุ่มนี้เป็น ชาวมุสลิมจากประเทศพม่าและเป็นผู้ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งหากเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายก็ต้องถูกส่งกลับยังประเทศต้นทาง”

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาเห็นว่า ชาวโรฮิงญาที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่อพยพมาจากรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นรัฐชายฝั่งตะวันตกของประเทศพม่า ด้วยเหตุผลจากการหนีภัยประหัตประหารอันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในอดีตที่ยังส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่าและชาวโรฮิงญาถึงปัจจุบัน และทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศพม่าเพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซียซึ่งบางส่วนถูกทางการไทยจับกุมและดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบางส่วนถูกส่งตัวไปยังบ้านพักหญิงและเด็กเพื่อรอการผลักดันส่งกลับ

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non – Refoulement) แล้วพบว่ากลุ่มโรฮิงญาดังกล่าวถือเป็นผู้ที่อพยพเนื่องจากความหวาดกลัวการประหัตประหาร ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักการดังกล่าว อีกทั้งรัฐไทยเองยังมีพันธะที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามหลักการห้ามผลักดันกลับ ทั้งในฐานะที่เป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังได้ศึกษาการอพยพของชาวโรฮิงญา ปรากฏว่าในปัจจุบันรูปแบบการอพยพมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือในช่วงแรกของการอพยพ เป็นการรวมตัวกันเองของกลุ่มชาวโรฮิงญาเพื่อเดินทางสู่ประเทศที่สาม แต่ในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายกลุ่มชาวโรฮิงญาผ่านขบวนการนายหน้า โดยขบวนการดังกล่าวมักอ้างว่าสามารถนำชาวโรฮิงญาไปยังประเทศที่สามได้ เช่นประเทศมาเลเซีย โดยสามารถจ่ายค่าเดินทางโดยหักจากรายได้จากการทำงาน ทำให้มีชาวโรฮิงญาเดินทางมากับขบวนการนายหน้าเป็นจำนวนมากที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่พบว่าเมื่อกลุ่มชาวโรฮิงญาขึ้นเรือมาแล้ว สภาพการอยู่บนเรือมีความยากลำบาก และขบวนการนายหน้าที่ควบคุมชาวโรฮิงญาไว้บนเรือจะทำการบังคับ ข่มขู่ ไม่ให้รับประทานอาหารเป็นระยะเวลานาน หรือแม้แต่การขู่ว่าจะจับโยนทิ้งทะเลหากมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่บนเรือ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ชาวโรฮิงญาบางรายที่ขึ้นฝั่งมาแล้วจะถูกกระทำในรูปแบบการการทุบตี ทำร้ายร่างกาย โดยขบวนการนายหน้า เพื่อเรียกค่าไถ่ จากญาติของชาวโรฮิงญา ก่อนที่จะส่งตัวไปยังประเทศมาเลเซียหรือขายให้กับเรือประมง ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ ในลักษณะการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอันการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ซึ่งจะมีผลทำให้โรฮิงญาคนดังกล่าวตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐไทยแตกต่างจากพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

ดังนั้นทางมูลนิธิฯจึงขอให้รัฐไทยพิจารณาข้อเสนอดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐไทยระงับการใช้มาตรการส่งกลับชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่จากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHCR) ได้สัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาเพื่อพิสูจน์สถานะบุคคลและดำเนินการอื่นใดตามขั้นตอนให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็นในฐานะที่เป็นผู้ที่อพยพเนื่องจากความหวาดกลัวการประหัตประหาร

2. ขอให้รัฐไทยทบทวนการปฏิบัติตามหลักการไม่ผลักดัน (Non-Refoulement) ต่อผู้ที่เดินทางเข้าสู่ดินแดนของรัฐอื่นเนื่องจากความหวาดกลัวต่อการถูกประหัตประหาร ตามอนุสัญญาดังต่อไปนี้

– อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 มาตรา 3(1) ที่กล่าวไว้ว่า ไม่มีรัฐภาคีใดจะขับไล่ส่งกลับ (ผลักดันกลับ) หรือส่งมอบตัวบุคคลไปยังรัฐอื่นที่ซึ่งมีมูลเหตุเพียงพอจะเชื่อได้ว่าเขาอาจตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน

– อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 (Refugee Convention 1951) มาตรา 33 ที่กล่าวไว้ว่า รัฐภาคีผู้ทำสัญญาจะไม่ขับไล่หรือส่งกลับ (ผลักดัน) ผู้ลี้ภัยไม่ว่าจะโดยลักษณะใดๆ ไปยังชายเขตแห่งดินแดน ซึ่ง ณ ที่นั้นชีวิตหรืออิสรภาพของผู้ลี้ภัยอาจได้รับการคุกคามด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพของกลุ่มทางสังคมใดๆ หรือเพราะความเห็นทางการเมือง

3. ขอให้รัฐไทยดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 โดยใช้มาตรการการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กับกลุ่มโรฮิงญาที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการคัดกรองและคุ้มครองสิทธิแก่โรฮิงญาที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมกันนี้ควรเร่งดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 อย่างจริงจังเพื่อยุติปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน

4.ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการหารือกับประเทศต้นทางและประเทศกลุ่มอาเซียนอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นการอพยพของชาวโรฮิงญา โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความมั่นคง และความปลอดภัย

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา 02 277 6882