14 ตุลา 2516 ตัวอย่าง “การต่อสู้เพื่อจดจำ” จากประวัติศาสตร์บาดแผลของสังคมไทย

14 ตุลาคม 2516 ได้รับการจดจำและขนานนามว่าเป็นชัยชนะของประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ จากการที่ประชาชนและนักศึกษากว่าแสนคนลุกฮือขึ้นมาชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งครองอำนาจมาอย่างยาวนานออกไป 

หนึ่งในชนวนสำคัญที่จุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่สะสมมาอย่างยาวนานคือการจับกุมกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน นำไปสู่การเดินขบวนครั้งใหญ่ของประชาชนหลักแสนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยในช่วงแรกเกิดความรุนแรงจากการปราบปรามด้วยอาวุธโดยเจ้าหน้าที่ จนมีผู้บาดเจ็บกว่า 800 คนและมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 77 คน จนได้ชื่อว่าเป็นวันมหาวิปโยค 

ในท้ายที่สุด รัฐบาลทหารต้องยอมปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมด และนำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจของ “3 ทรราช” คือ จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร และทำให้จอมพลถนอมต้องเดินทางออกนอกประเทศ นำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่และจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เรียกว่ายุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

 เหตุการณ์ 14 ตุลา อาจเป็นเหตุการณ์การลุกฮือของประชาชน (People’s Uprising) ที่ถูกจดจำและมีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบได้มากกว่าเหตุการณ์อื่นๆ แต่ที่มาของความทรงจำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย ในทางกลับกันภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ยังมีการต่อสู้ทางความหมายและความทรงจำดำเนินต่อมาอีกหลายสิบปี 

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการช่วงชิงความหมายของเหตุการณ์ 14 ตุลา เริ่มต้นทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ กล่าวคือในช่วงปี 2517 ที่มีการจัดงานพิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน ที่ท้องสนามหลวง การจัดงานดังกล่าวต้องเผชิญกับอุปสรรค แรงกดดัน และการประนีประนอมในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ้าภาพจัดงาน ชื่องานที่ไม่มีคำว่าวีรชน และความล่าช้าของการจัดงานที่ต้องเลื่อนหลายครั้ง

ในบทความ “วีรชน 14 ตุลา” ในสายตารัฐ: ว่าด้วยงานพระราชทานเพลิงศพ 14 ตุลาคม 2517” โดยสมิทธ์ ถนอมศาสนะ ได้เล่าถึงขั้นตอนการเตรียมจัดงานดังกล่าวไว้โดยละเอียด รวมถึงข้อท้าทายที่ต้องเผชิญ 

เริ่มต้นจากเดือนมกราคม 2517 ได้มีการจัดประชุมพิจารณาดำเนินการเรื่องงานพระราชทานเพลิงศพ โดยมีตัวแทนจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศูนย์นิสิตฯ) คือ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นพลเรือนคนเดียวที่เข้าร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงกลาโหมซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้ดูแลงานด้วยเหตุผลว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ อย่างไรก็ตาม ศูนย์นิสิตฯ เห็นว่าเจ้าภาพควรเป็นประชาชน หรือถ้าหากรัฐบาลต้องการเข้าร่วมเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม และไม่เห็นด้วยกับชื่องานที่ฝ่ายทหารตั้งชื่อว่า “งานพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2516” โดยเห็นว่าการเสียชีวิตเป็นวีรกรรมที่ทำไปเพื่อกู้ชาติ จึงควรใช้ชื่อว่า “งานศพของวีรชนกู้ชาติ” ต่อมาภายหลังรัฐบาลจึงตอบรับข้อเสนอทั้งสองประการดังกล่าว โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานพระราชทานเพลิงศพ ในเดือนมิถุนายน 2517 

นอกจากนี้สมิทธ์ ยังได้เขียนข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อการเลือกสถานที่จัดงานให้เป็นที่ท้องสนามหลวง ที่แม้จะผ่านการถกเถียงและมีความคิดเห็นที่ต่างกันออกไปจากหลายฝ่าย ท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้ลงมติเห็นชอบให้ใช้ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ในเดือนกันยายน ก่อนถึงวันจัดงานจริงคือ 14 ตุลาคม 2517 สมิทธ์ อธิบายต่อไปว่าความพยายามที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ ท้องสนามหลวงนั้น นอกจากจะเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เสียชีวิตยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้วีรชนเหล่านี้เป็นที่จดจำและปรากฏอยู่ในการรับรู้ของผู้คน 

“กลไกหนึ่งที่ทำให้ “อดีต” กลายเป็น “ประวัติศาสตร์” คือการรองรับจากสถาบันทางสังคม ที่ทำหน้าที่ผลิตซ้ำอดีตออกสู่การรับรู้ของสาธารณชนซึ่งมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีปัจเจกบุคคลจำนวนหนึ่งเคยมีประสบการณ์มาเท่านั้น แต่จะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของประชาชนทั่วไป” 

นอกจากการจัดงานพระราชทานเพลิงศพวีรชนที่เป็นการสร้างความทรงจำร่วม (Collective Memory) ของสังคมแล้ว อีกหนึ่งความพยายามในการสร้างความทรงจำ (Memorialization) คือการจัดทำอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ซึ่งกลายเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สำคัญจนถึงปัจจุบัน 

จุดเริ่มต้นของการสร้างอนุสรณ์สถานมาจากมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่เห็นชอบให้สร้างอนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลา ขึ้นที่สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง ในเดือนธันวาคม 2517 อย่างไรก็ตาม โครงการสร้างอนุสรณ์สถานเผชิญกับอุปสรรคและความล่าช้าอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและปัญหาเรื่องที่ดินเป็นหลัก โดยต่อมามีการก่อตั้ง มูลนิธิ 14 ตุลา ขึ้นเมื่อปี 2533 เพื่อทำหน้าที่ในการผลักดันเรื่องการก่อสร้างอนุสรณ์สถานโดยเฉพาะ จนอนุสรณ์สถานก่อสร้างเสร็จและมีพิธีสมโภชขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2544 เป็นเวลากว่า 28 ปีหลังจากเกิดเหตุการณ์

นอกจากนี้  ในปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามสิบนับแต่เกิดเหตุการณ์  สภาผู้แทนราษฎรยังได้มีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปีคือวันประชาธิปไตยไทยเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา และให้เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบรรจุเข้าเป็นเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทย ในวิชาประวัติศาสตร์และสังคมศึกษาของระดับมัธยมศึกษา

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าความทรงจำถึง 14 ตุลา ที่อยู่กับสังคมไทยจนถึงปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นโดยความพยายามของทั้งสังคมที่จะจดจำเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนร่วมกันเพื่อให้เกียรติแก่วีรชนผู้เสียชีวิตและผู้ผ่านพ้น ทำให้สังคมได้รับรู้และตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต (Guarantees of Non-Recurrence)

การรำลึกถึง 14 ตุลา ในทุกปีจึงควรระลึกถึงความพยายามเหล่านี้ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือชุดชื่อ “หมายเหตุเดือนตุลา” เล่มที่ 1 ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิ 14 ตุลา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และมุ่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและการเมืองภาคประชาชน

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts