15 ม.ค. 69 สุณัย ผาสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศจะเข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กรณีสยาม ธีรวุฒิ

วันที่ 15  มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ (Human Rights Watch) จะเข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จากกรณีที่อัยการมีคำสั่งยุติการสอบสวนกรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2562 

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ปรากฏข้อเท็จจริงผ่านสื่อออนไลน์ว่า นายสยาม ธีรวุฒิ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ได้แก่ นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และนายกฤษณะ ทัพไทย ผู้ลี้ภัยการเมืองจากการปราบปรามของคณะรัฐประหาร (คสช.) ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมที่สนามบินฮานอย ประเทศเวียดนาม ในฐานความผิดปลอมแปลงหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศเวียดนาม และบุคคลทั้งสามได้ถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย ในวันเดียวกันทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อบุคคลทั้งสามได้ และไม่มีใครทราบชะตากรรมของนายสยามและเพื่อนอีกเลย 

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ได้ร้องทุกข์และกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายสยามถูกบังคับให้สูญหายและไม่ทราบชะตากรรม จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในต่างประเทศหรือต่อเนื่องกัน ต่ออัยการสูงสุดในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ตลิ่งชัน ได้แจ้งผลการพิจารณาว่า การหายตัวไปของนายสยามนั้นมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นายสยามกระทำความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวนและมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

ต่อมากัญญาได้ทำหนังสือโต้แย้งและขอความเป็นธรรม โดยระบุทำนองว่า จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) สรุปว่าการหายตัวไปของนายสยามและเพื่อนน่าเชื่อว่าเป็นการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากนายสยามเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการและการรัฐประหารของ คสช. จนถูกทางการไทยออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และในข้อหาอื่นๆ โดยหลังจาก คสช. กระทำรัฐประหาร นายสยามและเพื่อนได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ จนถูกบังคับให้สูญหายไป อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยจึงมีหน้าที่คุ้มครองคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งการสืบสวนสอบสวนกรณีที่นายสยามและเพื่อนถูกบังคับหรือถูกกระทำให้สูญหายจนถึงที่สุด ตาม ที่ระบุไว้ใน มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายให้ดำเนินการสืบสวน จนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหาย หรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่า บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” และการหายตัวไปของนายสยามจึงถือว่ายังไม่ทราบชะตากรรม และพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดให้สืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรม เจ้าหน้าที่รัฐจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่มีโดยชัดแจ้งของตนเองได้ 

 จากนั้นพนักงานอัยการจึงได้ทำหนังสือเรียกให้กัญญาเข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติม ทั้งขอให้มีการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่รับรู้เกี่ยวกับการหายไปของนายสยามฯ มาให้ข้อเท็จจริง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงต่อไป 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามการทำงานของพนักงานอัยการในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบครัวได้ทราบชะตากรรมและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสยามและเพื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บังคับให้บุคคลสูญหายอีกในอนาคต

Author