“ยกฟ้อง” อัญชนา นายกสมาคมด้วยใจ โพสต์ทวงค่าน้ำประปาให้มัสยิด เป็นการสะท้อนปัญหา ไม่มีเจตนาร้าย ภาคประชาสังคมขออัยการยุติการยื่นอุทธรณ์

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 9.00 น. ศาลจังหวัดนราธิวาสอ่านคำพิพากษาโดยมีคำสั่ง “ยกฟ้อง” กรณีอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตกเป็นจำเลยในความผิดตาม ระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หลังโพสต์ทวงค่าน้ำประปาที่ค่ายทหารค้างจ่ายมัสยิดผิดพื้นที่ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 786/2568  จากการที่อัญชนาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยทหารในพื้นที่ ซึ่งใช้น้ำประปาของมัสยิด 

คำพิพากษา มีใจความสรุปได้ว่า การกระทำไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โดยรายละเอียดมีใจความดังนี้ 

 1. กรณีที่โพสต์ของอัญชนาเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (1) หรือไม่

การกระทำความผิดอาญาต้องมีเจตนาทุจริตหลอกลวงบิดเบือนหรือปลอม และไม่ใช่ข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท เพราะฉะนั้น การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบว่ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การโพสต์เรื่องทวงค่าน้ำประปาต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงโดยพิจารณาข้อความที่โพสต์โดยรวมทั้งหมด มิใช่หยิบเพียงถ้อยคำส่วนใดส่วนหนึ่งมาใช้เท่านั้น

2. กรณีเกี่ยวกับวันเวลาที่โพสต์ 

คำให้การของพยานโจทก์ที่ระบุว่า ข้อความแรกถูกโพสต์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานและพยานเอกสารที่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการโพสต์ข้อความนั้นในวันที่ 8 พฤษภาคม แต่อย่างใด

3. คำยืนยันของพยานจำเลย

นางสาวอามานี พยานจำเลย ให้การยืนยันว่ามีการโพสต์ข้อความ โดยข้อความที่โพสต์เกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเมื่อศาลได้ตรวจสอบการโพสต์และการแก้ไขทับข้อความเดิม พบว่ามีการโพสต์ครั้งแรกในวันที่ 9 พฤษภาคมเวลา 7.31 น. โดยใน Facebook ซึ่งเป็นแอปพิเคชันที่ตรวจสอบได้ ปรากฏรายการประวัติการแก้ไขโพสต์ของจำเลยนั้นเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 วันเวลาการโพสต์ตามพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีข้อพิรุธ จึงฟังได้ว่าจำเลยโพสต์ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 จริง

4. การโพสต์แก้ไขพื้นที่มัสยิด 

การโพสต์และการแก้ไขข้อความเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารและข้อเท็จจริงของพยานจำเลย นอกจากนี้ พยานจำเลยซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ในวันนั้นยังได้รับแจ้งเหตุข้อมูลทหารค้างค่าน้ำประปามัสยิดจริง แม้จำเลยระบุพื้นที่มัสยิดผิดพลาดในครั้งแรกก็ตามแต่ต่อมาได้มีแก้ไขข้อมูลผิดให้ถูกต้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาทุจริตหรือหลอกลวง และการโพสต์ข้อความที่สอง ว่าฐานปฏิบัติการทหารอยู่ในระหว่างการชำระเงิน มีพยานโจทก์ซึ่งเป็นอิหม่ามและผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่าทหารมีการค้างชำระค่าน้ำประปาจำนวนกว่า 20,000 บาทจริง โดยได้ยืนยันไว้ในคำให้การในชั้นสอบสวนตั้งแต่แรก ไม่ใช่การให้การเพื่อช่วยเหลือจำเลย

5. อัญชนา ซึ่งเป็นจำเลย เป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เป็นคณะกรรมาธิการฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งให้ทำงานด้านสันติภาพ การกระทำของอัญชนาเป็นการสะท้อนปัญหาในสิ่งที่พึงกระทำ ไม่มีเจตนาหลอกลวง และการใช้สื่อโซเชียลทำให้เกิดความรับรู้แก่สาธารณะและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า

6. โจทก์ฟ้องว่า โพสต์อีกข้อความที่ระบุว่า ชาวบ้านไม่กล้าบอก และต้องระมัดระวัง ไม่คุกคามชาวบ้านนั้น เป็นข้อความที่มีเจตนาร้าย เป็นเรื่องที่จำเลยห่วงใยอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปในพื้นที่ว่ามีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในการตรวจค้นจับกุม นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่สภาผู้แทนราษฎร ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเกี่ยวกับสร้างสันติภาพ ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงว่าในพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในภาวะที่มีการใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง การโพสต์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการชี้ให้เห็นเจตนาร้าย ไม่มีเจตนาหลอกลวง จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง 

ด้วยข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณาแล้วดังกล่าว ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังจากฟังผลคำพิพากษาปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “กรณีการโพสต์ของคุณอัญชนาเรื่องทหารค้างค่าน้ำประปามัสยิด แม้ผิดพลาดในการระบุพื้นที่ แต่ก็ได้โพสต์แก้ไขภายในเวลาไม่นาน เรื่องการค้างค่าน้ำประปาเป็นเงินกว่า 20,000 บาท นั้นเป็นเรื่องจริง โดยเริ่มค้างมาตั้งแต่ปี 2565  และกรมทหารพรานที่ 44 ก็ได้แก้ไขปัญหาที่หน่วยทหารในพื้นที่ค้างชำระจริงจนเสร็จเรียบร้อย ภายหลังจากคุณอัญชนาโพสต์เพียงไม่กี่วัน และไม่มีการค้างค่าน้ำประปาอีกเลยจนถึงปัจจุบัน นั่นแสดงว่าการโพสต์ของคุณอัญชนาช่วยให้รัฐได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน สังคมได้ประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่ฝ่ายรัฐ ซึ่งในคดีนี้คือกองทัพเรือ ต้องมาฟ้องคดีเพื่อเอาผิดคุณอัญชนา อีกทั้งในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการซึ่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหลายแล้วก็ไม่ควรนำคดีมาฟ้องศาลด้วยซ้ำ”

ในวันเดียวกันช่วงบ่าย องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมและนักกิจกรรมได้จัดงาน “แถลงการณ์คดี SLAPPs ในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี” ณ โรงแรมอิมพีเรียล จังหวัดนราธิวาส ภายในงานประกอบด้วยสองวงเสวนา

ในวงเสวนาแรก นักกิจกรรมที่ถูกฟ้องปิดปาก จำนวน 8 คน ได้มาพูดคุยกันในหัวข้อ  “Civic Space กับ สันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี” การเสวนาได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินคดีเพื่อฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuits Against Public Participation) โดยเฉพาะในบริบทจังหวัดชายแดนใต้ 

ผู้เข้าร่วมเสวนายืนยันว่าการฟ้องร้องเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อการปิดกั้นการแสดงออกและความคิดเห็น ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพในพื้นที่ กรณีตัวอย่างครอบคลุมตั้งแต่การถูกฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากการระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการวิสามัญฆาตกรรม การกล่าวหาว่าขัดขวางเจ้าพนักงานจากกรณีเข้าไปเป็นตัวกลางช่วยเหลือชาวบ้านในกรณีการขุดศพ ไปจนถึงการถูกดำเนินคดีหลังเข้าร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มแต่งกายชุดมลายู หรือการจัดเสวนาเรื่องสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ซึ่งถูกมองว่าเชื่อมโยงและท้าทายฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้วิทยากรเน้นย้ำว่า ผลกระทบจากการใช้กฎหมายปิดปากไม่เพียงแต่สร้างภาระทางเศรษฐกิจและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง ให้กับผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัว แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพ และเรียกร้องให้รัฐทบทวนนโยบายการจัดการปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยให้ภาคพลเมืองแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

ต่อมา ในวงเสวนาที่สอง ทนายความ ปรีดา นาคผิว และตัวแทนทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “กฎหมายปิดปากและผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน” ในการเสวนาครั้งนี้ นักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ได้วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของคดี SLAPP โดยระบุว่า หลักการของรัฐกำหนดให้ต้องเคารพ ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสมบูรณ์ แต่พัฒนาการที่น่ากังวลในพื้นที่ชายแดนใต้คือ การใช้คดี SLAPP ซึ่งเดิมมักถูกนายทุนใช้เพื่อยุติการมีส่วนร่วมของสาธารณะ ได้เปลี่ยนมาเป็นการที่รัฐเองเป็นคู่ความ (โจทก์หรือผู้กล่าวหา) เพื่อดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิฯ การใช้กระบวนการยุติธรรมในลักษณะนี้เป็นการสร้างภาระเกินสมควร ทั้งด้านค่าใช้จ่ายในการประกันตัวและการว่าจ้างทนายความ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งขัดต่อหลักการที่ว่ากระบวนการยุติธรรมต้องรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และไม่สร้างภาระแก่ประชาชน 

นอกจากนี้ ภายในวงเสวนาได้มีการเสนอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการมีระบบ “การกลั่นกรองคดี SLAPP” อย่างจริงจังก่อนการส่งฟ้องศาล เพื่อไม่ให้คดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะสร้างภาระต่อประชาชนเช่นกรณีที่ผ่านๆ มา 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามกรณีอัญชนา ว่าพนักงานอัยการจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่ และจับตาสถานการณ์การดำเนินคดีฟ้องปิดปากในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพราะสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น และการรวมกลุ่ม เป็นสิทธิที่รัฐไทยมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไทย

Author