คกก. ชี้ขาดเขตอำนาจศาล มีคำสั่งให้ คดีพลทหารกิตติธร “อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน” นัดฟังคำพิพากษา 18 ธ.ค. 68
วันนี้ (20 ตุลาคม 2568) ช่วงบ่าย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ได้อ่านคำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต พลทหารที่เสียชีวิตหลังฝึกทหารเกณฑ์เมื่อปี 2566 “อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน” ภายหลังจากการอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลให้คู่ความฟังแล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 นัดฟังคำพิพากษาคดีในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 9.30 น.
คณะกรรมการฯ ได้ให้เหตุผลทำนองว่า “จำเลย (ครูฝึกทั้งสองนาย) เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตาม มาตรา 16 และในขณะกระทำความผิดอาญาอยู่ในอำนาจของศาลทหารเช่นเดียวกัน ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจาก พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารฯ ใช้บังคับ มีการตรา พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนเพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ซึ่งเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปตามเหตุผลท้าย พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว โดยมาตรา 34 บัญญัติว่า “ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ฯ นี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. นี้เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย” อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ดังกล่าว”
“ในคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องครูฝึกสองราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตามบทนิยามมาตรา ๓ โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดข้อหากระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ ดังกล่าวได้กำหนดให้ความผิดที่เกิดขึ้นตามกฎหมายนี้ ต้องขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกกรณี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม”
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เลขที่ ๕๒ /๒๕๖๘ ดังกล่าวนี้ถือเป็นที่สุด และจะเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องขึ้นศาลพลเรือนในทุกคดีอีกด้วย
ลำดับเหตุการณ์กรณีเขตอำนาจศาล
พลทหารกิตติธร ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 หลังมีอาการป่วยหนัก แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จนกระทั่งภรรยาของเขายืนกรานขอให้ส่งตัวสามีไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ในระหว่างวันที่ 14 – 15 ก.ค. 2566 ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
4 สิงหาคม 2566 พ่อและภริยาของผู้ตายร้องเรียนต่อพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จ. เชียงราย ว่ามีข้อสงสัยต่อการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธรเป็นอย่างมาก และได้ส่งร่างของพลทหารกิตติธร ไปผ่าชันสูตรศพเพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
9 ธันวาคม 2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องครูฝึก 2 นาย ยศร้อยโทและจ่าสิบโท ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต คดีหมายเลขดำที่ ปท.1/2566 ในข้อหาร่วมกระทำการโหดร้ายฯ ตามข้อหาดังกล่าวข้างต้น โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
คดีดังกล่าวกลายเป็นคดีแรกที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แต่คดีกลับต้องล่าช้าเมื่อต้องเผชิญกับความพยายามของจำเลยที่ร้องว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ขัดรัฐธรรมนูญ และศาลทหารควรมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้
เมษายน 2567 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ที่กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ ที่กำหนดให้ศาลทหารมีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว
7 พฤษภาคม 2567 ทนายของครอบครัวพลทหารกิตติธรยื่นคำคัดค้านคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยแย้งว่า การอ้างการฝึกวินัยทหารหรืออยู่ในภาวะสงคราม จะเป็นข้ออ้างหรือข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ กระทำการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงต่อประชาชนย่อมกระทำมิได้ นอกจากนี้ เมื่อกฎหมายสองฉบับลำดับศักดิ์เท่ากัน ย่อมบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับใหม่กว่า ดังนั้น กรณีนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีลำดับศักดิ์เท่ากันกับ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2598 เรื่องอำนาจศาลจึงต้องบังคับตาม มาตรา 34 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
27 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 199 วรรคหนึ่ง เนื่องจากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192
พฤศจิกายน 2567 จำเลยทั้งสองแถลงว่า จำเลยทั้งสองเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร จึงประสงค์ขอให้ศาลอาญาทุจริตฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลอีกครั้ง
ธันวาคม 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจ ส่งไปที่ศาลทหารแล้ว และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากศาลทหารว่า จะเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในการดูแลของศาลทหารหรือไม่ หากทั้งสองศาลเห็นตรงกัน การพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลจะยุติ ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาล จะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานการพิจารณา โดยถือว่าคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด
24 มกราคม 2568 เป็นนัดสืบพยานนัดสุดท้าย และศาลกำหนดนัดฟังคำสั่งศาลทหาร 3 มีนาคม 2568
28 เมษายน 2568 ศาลทหารส่งความเห็นกลับมายังศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยมีความเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ส่งเรื่องดังกล่าวไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
8 กรกฎาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ว่าคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลพลเรือนหรือศาลทหาร ครั้งที่ 1 แต่ต้องเลื่อนฟังคำสั่งเนื่องจากคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยังไม่ส่งกลับมา
15 กันยายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ว่าคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลพลเรือนหรือศาลทหาร ครั้งที่ 2 แต่ต้องเลื่อนฟังคำสั่งเนื่องจากคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยังไม่ส่งกลับมา
20 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ว่าคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลพลเรือนหรือศาลทหาร ครั้งที่ 3 โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าคดีพลทหารกิตติธร “อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน”
18 ธ.ค. 68 ชวนจับตาผลคำพิพากษา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับแต่เกิดเหตุ ครอบครัวของพลทหารกิตติธรต้องสละเวลาทำงาน สูญเสียรายได้ และใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการเดินทางมายังศาลทุกนัดเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี แม้คดีดังกล่าวจะสืบพยานเสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่การดำเนินกระบวนการในส่วนเนื้อหาคดีต้องหยุดชะงักเพื่อรอฟังคำสั่งชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลเป็นเวลานานหลายเดือน และในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นี้ ศาลได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกว่า ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามข้อหากระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อพลทหารกิตติธรหรือไม่
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามผลคำพิพากษาเพื่อให้มั่นใจว่าหากมีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรืออุ้มหาย จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับบทลงโทษตามกฎหมาย และเชื่อว่ากรณีเขตอำนาจศาลในคดีนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหาร รวมทั้งยกระดับการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ต่อไป

![[PR]อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณียุติการสืบสวนเหตุชัชชาญ บุปผาวัลย์ ถูกอุ้มหาย – ฆาตกรรม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/24-12-68-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลกัมพูชาสั่งยุติการสอบสวนกรณีการบังคับสูญหาย “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/23-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ลงโทษจำคุก 1 ปี ครูฝึก 2 นาย กรณีพลทหารกิตติธร เสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึกเมื่อปี 2566](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/18-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 นัดฟังคำพิพากษา กรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังฝึกเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2566](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/17-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]คืบหน้า! รมต. ยุติธรรมรับทราบกรณีส่งกลับ “อี ควิน เบดั๊บ” มอบหมายกรมคุ้มครองสิทธิฯ ดำเนินการต่อ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/15-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)