สืบพยานเสร็จสิ้น ศาลนัดฟังคำพิพากษา 6 พ.ย. กรณีอัญชนา นายกสมาคมด้วยใจ ถูกฟ้องปิดปากตาม พ.ร.บ. คอมฯ หลังโพสต์เรื่องทหารค้างค่าน้ำประปามัสยิด
วันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 ศาลจังหวัดนราธิวาส ได้สืบพยานโจทก์และจำเลย คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ786/2568 เสร็จสิ้น กรณีอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจ ถูกกองทัพเรือแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และต่อมามีการฟ้องในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จากการที่อัญชนาโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยทหารในพื้นที่ ซึ่งใช้น้ำประปาของมัสยิด เมื่อ พ.ศ. 2567
ในการสืบพยานโจทก์มีพยานนำสืบ 5 ปาก ได้แก่ ทหารเรือ 2 นาย ชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุ 2 คน และพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ ส่วนพยานจำเลยมีพยานนำสืบ 7 ปาก ได้แก่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจและนักกิจกรรมด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน (จำเลย), จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยานทีมทำงานสมาคมด้วยใจ 2 ปาก และพยานชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุอีก 3 ปาก และมีชาวบ้านมาร่วมให้กำลังใจอัญชนาในแต่ละวันกว่า 20 คน อีกทั้งมีตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย โดยศาลจังหวัดนราธิวาสนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น.
จาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งได้เดินทางมาเป็นพยานในวันนี้ได้มีความเห็นในทำนองว่าการดำเนินคดีนี้ควรคำนึงถึงความเป็นจริง คือการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต่อบ้านเมือง หรือต่อความมั่นคงหรือไม่ การดำเนินคดีกับประชาชนที่เรียกร้องความยุติธรรมหรือการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดนั้น เป็นเรื่องที่ควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐ เมื่อเกิดการฟ้องร้องคดีจากหน่วยงานของรัฐ ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อหน่วยงานรัฐเอง ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อหน่วยงาน ถ้าหน่วยงานของรัฐมีความเข้าใจในประชาชน ย่อมสามารถให้แสดงความคิดเห็นอย่างสันติวิธีได้ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าการที่มองว่าประชาชนเป็นศัตรูกับภาครัฐ อัญชนามีบทบาทอย่างมากในการรวบรวมข้อเท็จจริง เหตุการณ์ รวมถึงการเยียวยาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้ การร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้จะเป็นการก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อไปในอนาคต
ด้านพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความในคดีนี้ให้ความเห็นว่า
“การสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยได้รับทราบข้อเท็จจริงครบถ้วน และการโพสต์ทวงค่าน้ำประปาก็แก้ไขพื้นที่ให้ถูกต้องภายในเวลา 20 – 30 นาที จึงไม่ใช่เจตนาในการหมิ่นประมาทกองทัพเรือและไม่ได้ทำให้ประชาชนเสียหายตามฟ้องในข้อหา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ แต่อย่างใด และหวังว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ยุติการฟ้องคดีอาญาที่ทำให้เป็นภาระแก่ศาลและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมนี้เป็นภาษีของประชาชนที่น่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ใช่สร้างปมความขัดแย้งขึ้นใหม่”
อัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้กล่าวความรู้สึกภายหลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานตลอดสามวันว่าตนรู้สึกโล่งใจที่กระบวนการพิสูจน์ตนเองสิ้นสุดลงภายในเวลาที่กำหนด อัญชนาย้ำว่าสิ่งที่รัฐควรจะทำคือการทำให้ประชาชนไว้วางใจรัฐ นั่นคือการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้งที่ควรมีการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐเอง และเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน การฟ้องเพื่อปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือประชาชนทั่วไปที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะควรจะต้องหมดไป กลุ่มคนเหล่านี้ควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง
“การแก้ปัญหา การสร้างความน่าเชื่อถือ การแก้ปัญหาความมั่นคง คือการทำให้ประชาชนไว้วางใจรัฐ คือการทำให้ประชาชนยอมรับ หน่วยงานความมั่นคงไม่ควรทำให้ประชาชนเดือดร้อน” อัญชนากล่าว
นอกจากนี้อัญชนามองว่ากรณีของตนควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และการบังคับใช้ข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของประชาชน และเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐหรือฝ่ายใดก็ตามที่ต้องการปิดปากประชาชนไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพ
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 อัญชนาได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยงานรัฐ โดยเดิมอัญชนาระบุพื้นที่มัสยิดเป็นอำเภอบาเจาะ ต่อมาเมื่อทราบว่าได้ระบุพื้นที่ผิด จึงได้แก้ไขข้อความให้ถูกต้อง เป็นมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี และต่อมา กรมทหารพรานที่ 44 หน่วยงานในอำเภอสายบุรี ที่เกี่ยวข้องในประเด็นค่าน้ำประปา ได้โพสต์ชี้แจงต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่มีการค้างชำระค่าน้ำประปาให้กับมัสยิด ในตำบลบือเระ
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กองทัพเรือได้ส่งผู้รับมอบอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ต่ออัญชนาจากโพสต์ทวงถามค่าน้ำประปาดังกล่าว โดยอ้างว่าโพสต์ของอัญชนาทำให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่ “อำเภอบาเจาะ” ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้พนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส ได้ตั้งข้อหาแก่อัญชนา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา แต่ต่อมาอัยการจังหวัดนราธิวาสได้มีความเห็นสั่งฟ้องอัญชนาในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ที่เกี่ยวกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
กรณีของอัญชนาแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนอย่างสิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น หรือที่เรียกว่าการฟ้องปิดปาก (SLAPP) อย่างไรก็ตาม คดีของอัญชนาเป็นที่จับตาจากนานาชาติ โดยมีการแสดงความกังวลต่อรัฐบาลไทยในการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมให้กำลังใจอัญชนาและติดตามคำพิพากษาคดีในคดีที่อัญชนาได้ใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างสุจริตและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนใต้จะสามารถทำงานเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่คนให้พื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องหวาดกลัวการข่มขู่คุกคามจากหน่วยงานใดๆ ด้วยวิธีการรูปแบบใดๆ และให้มั่นใจว่าประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่ควรจะเป็น




![[PR]อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณียุติการสืบสวนเหตุชัชชาญ บุปผาวัลย์ ถูกอุ้มหาย – ฆาตกรรม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/24-12-68-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลกัมพูชาสั่งยุติการสอบสวนกรณีการบังคับสูญหาย “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/23-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)