8-10 ต.ค. 68 ศาลนราธิวาสนัดสืบพยาน กรณีอัญชนา นายกสมาคมด้วยใจ ถูกกองทัพเรือฟ้องปิดปากตาม พ.ร.บ.คอมฯ ที่โพสต์เรื่องทหารค้างค่าน้ำประปามัสยิด
วันที่ 8-10 ตุลาคม 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดนราธิวาส นัดสืบพยาน คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ786/2568 กรณีอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจ ถูกกองทัพเรือดำเนินคดี ในข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากการที่อัญชนาโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยทหารในพื้นที่ซึ่งใช้น้ำประปามัสยิด โดยในนัดนี้ โจทก์มีพยานนำสืบ 5 ปาก ได้แก่ ทหาร 2 คน ชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุ 2 คน และพนักงานสอบสวน จำเลยมีพยานนำสืบ 6 ปาก ได้แก่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจและนักกิจกรรมด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน (จำเลย) , จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยานทีมทำงานสมาคมด้วยใจ 2 ปาก และพยานชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุอีก 2 ปาก
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 อัญชนาได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยงานรัฐ โดยเดิมอัญชนาระบุพื้นที่มัสยิดเป็นอำเภอบาเจาะ ต่อมาเมื่อทราบว่าได้ระบุพื้นที่ผิด จึงได้แก้ไขข้อความให้ถูกต้อง โดยได้แก้ไขพื้นที่ร้องเรียนในโพสต์ของตนเป็นมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี และต่อมา กรมทหารพรานที่ 44 หน่วยงานในอำเภอสายบุรี ที่เกี่ยวข้องในประเด็นค่าน้ำประปา ได้โพสต์ชี้แจงต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่มีการค้างชำระค่าน้ำประปาให้กับมัสยิด ในตำบลบือเระ
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กองทัพเรือได้ส่งผู้รับมอบอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ต่ออัญชนาจากโพสต์เรื่องการทวงถามค่าน้ำประปาดังกล่าว โดยอ้างว่าโพสต์ของอัญชนาทำให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่ “อำเภอบาเจาะ” ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้พนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้ตั้งข้อหากล่าวอัญชนา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา แต่ต่อมาอัยการจังหวัดนราธิวาสได้มีความเห็นสั่งฟ้องอัญชนาในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ที่เกี่ยวกับเรื่องการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
กรณีของอัญชนาแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนอย่างสิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ คดีของอัญชนายังเป็นที่จับตาจากนานาชาติและแสดงความกังวลต่อรัฐบาลไทยในการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 The Asian Forum for Human Rights และ Development (FORUM-ASIA) and Front Line Defenders ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามประเทศไทยที่ใช้วิธีการกลั่นแกล้งทางกฎหมายต่ออัญชนา และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมดต่ออัญชนาโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข1https://www.frontlinedefenders.org/en/statement-report/thailand-stop-judicial-harassment-against-anchana-heemmina-defend-freedom
ต่อมาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แมรี่ ลอว์เลอร์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แสดงความกังวลต่อรัฐบาลไทยบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลต่อรายงานเกี่ยวกับการคุกคามทางกฎหมายต่ออัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงชาวไทย ซึ่งกำลังเผชิญข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อันเนื่องมาจากการทำงานของอัญชนาในการสะท้อนข้อกังวลของชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลไทยควรยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตน”2https://www.facebook.com/photo/?fbid=1204559735022195&set=a.402571115221065
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ProtectDefenders.eu ซึ่งเป็นกลไกผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (EU Human Rights Defenders Mechanism) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การปราบปรามเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างสิทธิในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการชุมนุม ต่อนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภา และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยในเนื้อหาได้กล่าวถึงกรณีของอัญชนาว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการนำกฎหมายหมิ่นประมาทและกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือคุกคามและฟ้องร้องเพื่อปิดปาก ส่งผลให้เกิดบรรยากาศความกลัวและการปราบปรามโดยรัฐ3https://protectdefenders.eu/pro-democracy-voices-in-thailand-at-risk/?fbclid=IwZnRzaANQd5RleHRuA2FlbQIxMQABHsdUpyWu-l0MVOl7kWkQaNfnVRs1cfxeCGCVY5O3Eg5j49tIZEPkptvCb8s__aem_a2pm8ccnz4EDJIi3Tom8tw
การตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐโดยการเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนไม่ใช่ความผิด ในทางกลับกันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมจากรัฐ ตามรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ย่อมจะตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของรัฐ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาองค์กรอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐเอง ประเทศไทยจะต้องแสดงความพยายามอย่างจริงจังที่จะยืนยันต่อประชาคมโลกได้ว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยึดถือคุณค่าสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และไม่ได้ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมี
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมให้กำลังใจอัญชนาและติดตามการสืบพยานในครั้งนี้ ซึ่งอัญชนาได้ใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างสุจริตและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนใต้จะสามารถทำงานเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่คนให้พื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องหวาดกลัวการข่มขู่คุกคามจากหน่วยงานใดๆ ด้วยวิธีการรูปแบบใดๆ และให้มั่นใจว่าประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่ควรจะเป็น
- 1
- 2
- 3

![[PR]CrCF ร้องศูนย์ป้องกันการทรมานฯ จ. ปราจีนบุรี กรณีทหารเสียชีวิตในค่าย และกรณีทหารถูกทำโทษให้ลงบ่อเกรอะ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/24-2-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]3 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างรอบด้านจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/23-2-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


![[PR]CrCF ส่งข้อเสนอต่อ CED-WGEID กรณีการบังคับให้สูญหายในบริบทการปราบปรามข้ามพรมแดน หนุนปฏิรูปกฎหมาย-รับรอง OPCAT](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/11-2-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)