27 ส.ค. 68 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา กรณีขอให้ไต่สวนการใส่โซ่ตรวนจำเลย 13 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกากรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ไม่รับไต่สวนและยกคำร้องการใช้เครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่เท้ากับจำเลย 13 คน ในคดีทรมาน ขณะพิจารณาคดีในชั้นศาล ระหว่างปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะ และระหว่างเดินทางมาศาล ศาลอุทธรณ์ฯ มีคำสั่งในทำนองว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ก่อนมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ในการฎีกานี้พรเพ็ญให้เหตุผลว่า “คำร้องนี้เป็นคำร้องที่ตั้งประเด็นใหม่ ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยกล่าวหาอธิบดีราชทัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดีหลัก และไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น แต่เป็นเหตุที่กระทำขัดต่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น ศาลชั้นต้นควรตั้งคดีนี้เป็นคดีใหม่ โดยเมื่อศาลไต่สวนมูลตามมาตรา 26 แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งรับไว้เป็นคดี และเรียกผู้ถูกร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้ยื่นคำคัดค้านคำร้องและดำเนินกระบวนการพิจารณาไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อกฎหมายตามคำร้องฯ
หลักการและสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจของรัฐ แม้จะสิ้นสุดการใส่เครื่องพันธนาการไปแล้วก็ตาม การไต่สวนฝ่ายเดียวหรือการนำพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจแก่ศาลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง ศาลควรมีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง (อธิบดีกรมราชทัณฑ์) ได้ละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 6 หรือไม่ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกละเมิดได้รับความเป็นธรรม”
การยื่นคำร้องขอให้ยุติการใส่โซ่ตรวนกับผู้ต้องขังโดยทันที เนื่องจากถือเป็นการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ทว่าในวันเดียวกัน ศาลได้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า จำเลยในคดีดังกล่าวมีจำนวนมากถึง 13 คน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยและป้องกันการหลบหนี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการควบคุมที่เหมาะสม ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมิได้เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการไม่ชอบแต่อย่างใด
ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้อง จากนั้นศาลได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งโดยชัดแจ้งว่าที่ศาลมีคำสั่งนั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอุทธรณ์ว่ามีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบในระหว่างการพิจารณาได้สิ้นสุดไปแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 มูลนิธิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องซึ่งต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้ผู้ถูกร้อง ทว่าเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า “เนื่องจาก คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้กรมราชทัณฑ์ยุติการใช้เครื่องพันธนาการแก่จำเลยทั้งสิบสามของผู้ร้อง ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง”
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 บัญญัติว่า ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ได้แก่ ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่จะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น, ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมหรืออาการส่อว่าเป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตไม่สมประกอบซึ่งอาจทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น, ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีการควบคุม, เมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ และเมื่ออธิบดีสั่งว่าเป็นการจําเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ เนื่องจากสภาพของเรือนจําสภาพของท้องถิ่น หรือเหตุจําเป็นอื่น ซึ่งกรณีที่จะใช้เครื่องพันธนาการมีสถานะเป็น “ข้อยกเว้น” ทว่าแนวปฏิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไป ข้อยกเว้นกลับกลายเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ นอกจากนี้ การใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังอย่างเป็นปกติ ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ที่ว่าด้วยหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) รวมไปถึงขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 อีกด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการสิทธิเสรีภาพในร่างกาย สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของประชาชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงเรียกร้องให้มีการไต่สวนตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกับติดตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกา รวมทั้งการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ของหน่วยงานยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สิทธิของผู้ต้องขังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

![[PR]ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ รับทำการสอบสวน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์-น้องสาวสยาม ธีรวุฒิ เข้าให้การต่ออัยการ กรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/01/21-1-69-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


