“ผมคิดว่ามันเป็นความโหดร้ายที่สุดที่ครอบครัวและพี่น้องลูกหลานเขายังจำได้แม่นยำว่าพ่อแม่ของเขาถูกจับไป”

นับเป็นเวลามากกว่า 20 ปี ที่สีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้ต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับพี่น้องของตน จากการที่พวกเขาต้องเผชิญกับการสูญเสียและการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในห้วงเวลาของสงครามยาเสพติดปี 2546 ที่รัฐมีความพยายามใช้นโยบายปราบปรามปัญหายาเสพติดขั้นเด็ดขาด แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าวกลับทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ตกเป็นเป้าหมายหลักที่นำไปสู่การบังคับสูญหายและการฆาตกรรมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นวงกว้างด้วยมายาคติและการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

สำหรับสังคม เรื่องดังกล่าวอาจถูกหลงลืมหรือถูกซุกไว้ใต้พรมอย่างเงียบเชียบมายาวนาน แต่สำหรับสีละและชุมชนปัญหาดังกล่าวไม่ได้จบลงไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเป็นบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา 

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้จัดงาน “Never Stop Remembering: ทรงจำ-เจือจาง-ไม่ลบเลือน”  ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “ชาติพันธุ์ ทรงจำ ความหวัง และเส้นทางสู่ความยุติธรรม” เนื้อหาของวงเสวนามีการนำความจริงที่เกิดในช่วงสงครามยาเสพติดมานำเสนอสู่สังคมอีกครั้ง รวมถึงสะท้อนปัญหาด้านอคติต่อชาติพันธุ์และการใช้อำนาจรัฐที่หยั่งรากลึกในสังคม เพราะการเริ่มต้นด้วยการค้นหาความจริงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมและทำให้สังคมไทยปราศจากการทรมานหรืออุ้มหายในที่สุด  

ปัญหารากเหง้า: อคติและการใช้อำนาจของรัฐ

แม้จะมีข้อมูลปรากฏว่าในช่วงเวลาที่รัฐไทยมีการประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ (1 ก.พ. 2546 – 30 เม.ย. 2546) มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นถึง 2,604 คดี มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,873 คนทั่วประเทศ1/https://lms.nhrc.or.th/ulib/document/Summary/S09696.pdf สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เชื่อว่าจำนวนของผู้เสียชีวิตอาจมีจำนวนมากกว่าที่ถูกบันทึกไว้ นอกจากตัวเลขผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ที่ถูกซ้อมทรมานอาจมีจำนวนหลายหมื่นคน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ถูกบังคับให้สูญหายอาจมีหลายร้อยคน โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ 

สุรพงษ์มองว่ารายงาน“เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่ได้มีการบันทึกกรณีการบังคับสูญหายที่ไม่เคยได้รับการบันทึกมาก่อน 11 กรณีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งในการริเริ่มการแก้ไขปัญหานี้ เพราะที่ผ่านมาปัญหาดังกล่าวไม่เคยมีการรับรู้ในสังคม

 “วันนี้ต้องขอขอบคุณคนทุกคนที่เราจะเอาเรื่องที่ชายขอบแต่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด เอามาสู่เมืองหลวง เอามาให้ทุกคนได้ทราบว่าเรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทยแล้วเราจะป้องกันแก้ไขเรื่องตรงนี้ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไร และนำไปสู่การจะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้อีกในสังคมไทยอย่างไร”

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าวเกิดจากมุมมองของผู้มีอำนาจ สุรพงษ์ชี้ให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังของรัฐถึงที่มาของความต้องการที่จะใช้นโยบายการปราบปรามขั้นเด็ดขาด เพื่อต้องการจะสื่อสารกับสังคมว่าสามารถจัดการ “คนไม่ดี” ได้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าผู้บริสุทธิ์และกลุ่มคนเปราะบางต้องตกเป็นแพะ

สุรพงษ์มองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องสังเวยชีวิตเพื่อให้เห็นความชอบธรรมของรัฐ เพื่อให้รัฐสามารถอ้างกับสังคมได้ว่าสิ่งไม่ดีได้ถูกกำจัดไปจากสังคมแล้วด้วยความสามารถของรัฐอันเป็นการสื่อสารทางด้านจิตวิทยาของผู้นำซึ่งอยู่ในสังคมทุกสังคมมาโดยตลอด  แต่คำถามสำคัญคือการใช้นโยบายดังกล่าวทำให้คนไม่ดีถูกกำจัดไปจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาในทุกสังคมคนที่ต้องสังเวยชีวิตต่อวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่คนไม่ดีแต่กลับเป็นคนที่ไร้เสียง

“คนสังเวยต้องเป็นคนที่ไม่มีปากไม่มีเสียง ไม่กล้าพูดอะไร เพราะว่าถ้าเขามีอิทธิพลเขาก็ส่งเสียงได้ กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดคือผู้บริสุทธิ์คือแพะที่มาประกอบการสังเวยในครั้งนี้”

สีละ ในฐานะตัวแทนของชุมชนชาวชาติพันธุ์ลาหู่ที่ต้องเผชิญปัญหาจากสงครามยาเสพติดโดยตรงสะท้อนถึงปัญหาอคติทางชาติพันธุ์และการเลือกปฏิบัติที่ทำให้พวกเขาตกเป็นแพะรับบาปในทุกปัญหาของสังคมเสมอ

“เพราะว่าเราอยู่แนวตะเข็บชายแดน เขาก็ต้องตั้งข้อสงสัยก่อนว่าพวกเราไม่ดี เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหมดเลย เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ เกี่ยวข้องกับการทำให้น้ำแล้ง เกี่ยวข้องกับการทำให้น้ำท่วม เกี่ยวข้องกับการทำให้ PM2.5 เพิ่มขึ้น ทุกอย่างพวกเราไม่มีพื้นที่ที่จะไปพูดให้สังคมได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วพวกเราอยู่ในพื้นที่ พวกเราก็มีสังคมวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลวัฒนธรรมประเพณี แล้วก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบ”

นอกจากอคติของสังคมแล้ว พิบูลย์ ธุวมณฑล เครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ยังเสริมว่าปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งปัญหาด้านการศึกษา การสื่อสารภาษาไทย ความไม่รู้เรื่องกฎหมายและตระหนักในสิทธิของตน รวมถึงปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและการเข้าถึงทรัพยากร ล้วนประกอบเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มักต้องเผชิญกับการกดขี่และความไม่เท่าเทียม 

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล แสดงให้เห็นบริบทสากลว่าเหตุการณ์เหล่านี้มีมานานแล้วและไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเดียว โดยพบว่าในหลายประเทศก็มีการใช้มาตรการคล้ายๆ กัน ในการใช้ความรุนแรงจัดการปัญหายาเสพติดที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง  โดยชนาธิปยกตัวอย่างกรณีประเทศฟิลิปปินส์ที่ปัญหาอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์นำไปสู่ความรุนแรงของรัฐเช่นกัน ในบริบทดังกล่าวมีการสังหารนอกระบบกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดทางใต้ของฟิลิปปินส์ที่ชื่อมินดาเนา (Mindanao) และมีการกล่าวหาว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่ต่างจากบริบทประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น

  “การเหมารวมชาติพันธุ์ไทยจริงๆ ก็มีรากฐานมาจากช่วงสงครามเย็นเช่นกัน ก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งการเหมารวมว่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ก็นำไปสู่การสังหารคนจำนวนมากในฟิลิปปินส์ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยที่มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Red-tagging”

นอกจากนี้อีกข้อสังเกตสำคัญคือ ชนาธิปมองว่าผู้เสียหายหลักของปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดในทุกบริบทจะเป็นคนยากจนหรือคนที่มีพื้นเพทางเศรษฐกิจเป็นชนชั้นล่างเสมอ ในบริบทประเทศไทยก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในไทยก็ถูกผลักให้กลายเป็นคนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน 

การปฏิรูปกฎหมายกับความหวังใหม่ในกระบวนการยุติธรรม 

ในแง่มุมทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แน่นอนว่าหากพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยกำหนดให้อายุความในคดีฆาตกรรมมีอายุความ 20 ปี กรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมชาวชาติพันธุ์ที่เกิดในช่วงสงครามยาเสพติดจึงหมดอายุความไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้แม้มีข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ กระบวนการยุติธรรมไทยก็ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้แล้ว อย่างไรก็ตามในกรณีการอุ้มหายยังคงมีความหวัง

 “พ.ร.บ. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำบุคคลให้สูญหาย ปี 2565 ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้ายังไม่เจอร่าง ยังไม่เจอคน อายุความยังไม่เกิด”

กฎหมายดังกล่าวจะทำให้กรณีการบังคับสูญหายชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในห้วงสงครามยาเสพติดที่เชื่อว่ามีจำนวนมากสามารถดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมต่อไปได้ โดยอย่างน้อยเริ่มต้นจาก 11 กรณีที่บันทึกไว้ในรายงานที่มีการเปิดตัวในงานวันนี้ ทำให้มีการค้นหาความจริงและบอกกับสังคมได้ว่ามีชาวชาติพันธุ์ถูกอุ้มหายจริงๆ ทั้งนี้ก่อนวงเสวนาเริ่มก็ได้มีการยื่นหนังสือร้องเรียนตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ให้กับผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ที่มาร่วมงานเพื่อจะได้มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไป 

นอกจากนี้ในเช้าวันเดียวกัน สีละ และและพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเดียวกันกับธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายแล้วเช่นกัน

สุรพงษ์เน้นย้ำว่านอกจากกรมการปกครองแล้ว หน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ก็ต้องรับผิดชอบในการช่วยกันค้นหาความจริงเพื่อให้สังคมไทยปราศจากเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อคำนึงว่าปัจจุบันประเทศไทยมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และกำลังจะมี พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สุรพงษ์ย้ำว่าเป็นโอกาสดีที่สังคมจะผลักดันให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริง 

“ผมคิดว่าเวลานี้เป็นวันที่เรามีกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ และ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ ออกมา น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่พวกเราจะถือโอกาสพูดเรื่องนี้แล้วช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ ให้กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดได้รับการดูแล ให้คนไม่ถูกอุ้มหาย ให้คนไม่ถูกซ้อมทรมานให้ทุกคนมีศักดิ์ศรีในความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน”

จากบาดแผลสู่การเยียวยา: สิทธิในการรู้ความจริงและการยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

พิบูลย์สะท้อนว่าปัจจุบันปัญหาทัศนคติของหน่วยงานรัฐและบุคลากรต่อกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงอยู่ โดยยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่ตนได้ช่วยประสานงานกรณีการบังคับสูญหายและต่อมาพบเป็นศพในภายหลังที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภออมก๋อย หลังเกิดเหตุครอบครัวผู้เสียชีวิตได้พยายามไปแจ้งความร้องทุกข์แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธหลายครั้ง การที่ครอบครัวไม่รู้กฎหมายทำให้เป็นการยากที่ครอบครัวจะสามารถยืนยันสิทธิของตนได้  การลดอคติในหน่วยงานรัฐจึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างและจะส่งผลในระยะยาว 

“การถูกปฏิเสธคือมาตรฐานในการในการดำรงชีวิตในพื้นที่ที่ต้องเผชิญ เราถูกมองว่าเเป็นชาติพันธุ์เป็นคนที่ไม่มีความรู้ เหล่านี้เป็นแนวคิดหลักของผู้ปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งหน่วยงาน หรือว่ารัฐบาล”

ชนาธิปได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอีกประการหนึ่งในแง่ที่สัมพันธ์กับมิติทางเศรษฐกิจ จากปัญหาที่พบว่าผู้เสียหายหลักของปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดในทุกบริบทจะเป็นคนยากจนหรือคนที่มีพื้นเพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่ากลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม รัฐจึงควรจะมองหาวิธีการแก้ไขปัญหาปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการหาวิธีที่ลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว

ในแง่หนึ่งการจัดการรากเหง้าปัญหาการอุ้มหาย หลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาเรื่องชนชั้นทางเศรษฐกิจไปไม่ได้ ในบริบทชาติพันธุ์ในไทย หนึ่งในปัญหาสำคัญคือเรื่องที่ดิน  และการแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าถึงที่ดินทำกินอันเป็นพื้นที่ของบรรพบุรุษได้และรักษาวิถีชีวิตไว้ได้อาจเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ตกอยู่ในสถานะเปราะบาง

“ภาครัฐสามารถทำยังไงได้บ้างเพื่อที่จะยกระดับฐานะแล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อที่จะทำให้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นอาชญากรรม แล้วก็ไม่ต้องมีความเสี่ยงในการถูกบังคับให้สูญหายหรือว่าถูกจับ และอาจถูกซ้อมทรมาน”

แม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยจะมีการพัฒนามาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตามเมื่อปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตยังไม่ได้รับการชำระล้างและข้อเท็จจริงหรือความจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงอยู่ในหลุม อาชญากรรมเหล่านี้จะยังคงไม่ได้หมดไปจากสังคมและอาจเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ สิทธิในการเข้าถึงความจริง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เป็นหน้าที่และพันธกรณีของรัฐที่จะต้องสืบสวนสอบสวนให้เกิดขึ้น

“แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมานานแล้ว แต่ว่าอย่างที่เรารู้กันว่าการบังคับให้สูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง ฉะนั้นเมื่อยังไม่ทราบชะตากรรม อาชญากรรมก็ยังไม่จบ”

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวปิดงานโดยย้ำเตือนว่าความพยายามในการค้นหาความจริงในครั้งนี้จะยังช่วยยุติการลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทยอันเป็นเสมือนกระดูกดำของสังคม  ข้อบกพร่องหลักของสังคมไทยคือ การไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือการปล่อยให้บุคคลที่มีอำนาจเหล่านั้นลอยนวลอยู่ในสังคมอย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆ นั่นเป็นสาเหตุให้งานในวันนี้ต้องเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เรื่องที่เกิดกับชาวชาติพันธุ์ถูกลืมและเพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบของรัฐให้ได้

“การที่เรายังปล่อยให้มีคนผิดลอยนวลและปล่อยให้ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยไม่ได้มีโอกาสที่จะถูกคัดกรองออกไปจากระบบเลยตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ของเรา เป็นความเจ็บช้ําของญาติ จนเรามักจะพูดว่าเหมือนเราเอาหลายสิ่งรวมทั้งเลือดเนื้อและน้ําตาและความสูญเสียซ่อนไว้ใต้พรม”

Author