29 ส.ค. ผู้นำเครือข่ายชาติพันธุ์ และ ผอ. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเข้ายื่นหนังสือถึงรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ กรณีบังคับให้สูญหายกว่า 10 ราย ที่ อ.ฝาง ในช่วงสงครามยาเสพติด

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. สีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต  และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนตามมาตรา 29 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ในฐานะผู้พบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ถึงธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  กรณีประชาชนในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรง กระทำทรมานและบังคับให้สูญหาย รวมถึงการบังคับให้สูญหายไปช่วงเวลาหนึ่งและถูกพบเป็นศพถูกฆาตกรรมในเวลาต่อมา ในขณะที่มีการใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามยาเสพติด”  เกิดขึ้นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2543 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานได้ปฏิบัติการอย่างกว้างขวางตามนโยบายสงครามยาเสพติด จับกุมและควบคุมตัวผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยพลการ และขาดการตรวจสอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ฝาง และพื้นที่ใกล้เคียงในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีทั้งการจับกุมโดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายเรียก และนำไปควบคุมตัวในสถานที่ลับ ส่งผลกระทบให้มีประชาชนถูกทรมาน อุ้มฆ่า อุ้มหาย และฆาตกรรมอย่างทารุณโหดร้าย อย่างน้อย 10 ราย นอกจากนี้ยังมีการกระทำเพื่อปิดบังอำพราง หรือซ่อนเร้นศพโดยไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และปัจจุบันยังคงมีอีกหลายครอบครัวที่ยังไม่ทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รักว่าเป็นตายร้ายดีอย่างใด 

แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี และมีบางกรณีทราบชะตากรรมแล้ว แต่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บัญญัติให้มาตรา 10 ความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่ยังไม่สามารถทราบตัวผู้กระทำความผิด รวมทั้งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ดังนั้น ย่อมต้องมีการสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ตัวแทนผู้เสียหายและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงมีความประสงค์ขอให้มีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเหล่านี้โดยใช้กลไกและอำนาจตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ การสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมยังเป็นการเยียวยาต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหมายถึงการยอมรับจากรัฐว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงจริงในอดีต ผู้เสียหายย่อมจะได้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐต่อไป 

นอกจากนี้ เวลา 13.30 น. วันเดียวกัน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้จัดงาน “Never Stop Remembering: ทรงจำ เจือจาง ไม่ลบเลือน” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ณ หอศิลป์จิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการเปิดตัวรายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” ซึ่งเป็นผลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลกรณีการบังคับสูญหายกลุ่มชาติพันธุ์ใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมการเสวนาหัวข้อ “ชาติพันธุ์ ทรงจำ ความหวัง และเส้นทางสู่ความยุติธรรม” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ สิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายสงครามยาเสพติด ร่วมให้ข้อมูล รวมทั้งชมนิทรรศการภาพถ่ายและเสียงของความทรงจำของชาวลาหู่

เพราะการบังคับสูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตัวบุคคล ครอบครัว และสังคม ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามการยื่นหนังสือในครั้งนี้ และจับตามองการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม รวมทั้งเข้าร่วมงานเสวนาและนิทรรศการดังกล่าว เพื่อรับทราบและเผยแพร่ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย และรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับสูญหาย อันจะนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

Author