ปี 2546 ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามยาเสพติด” โดยปรากฏข้อมูลว่าในช่วงเวลาของการดำเนินนโยบาย (1 ก.พ. 2546 – 30 เม.ย. 2546) มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นถึง 2,604 คดี ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าปกติหากเทียบกับสถิติคดีฆาตกรรมในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนและหลังการประกาศนโยบายดังกล่าว1https://www.thaipost.net/x-cite-news/240753/ 2https://lms.nhrc.or.th/ulib/document/Summary/S09696.pdf
ในห้วงสงครามยาเสพติด กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ในภาคเหนือต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและบาดแผลจากเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการอุ้มหายและการฆ่านอกระบบกฎหมายที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับบุคคลจากรุ่นสู่รุ่นและในระดับชุมชน หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการเลือกปฏิบัติและมายาคติของสังคมที่มองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องต่อสู้ในความเงียบกับเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ในหลุมดำมืดของสังคมไทยที่อาจจะไม่เคยแม้แต่รับรู้เรื่องราวของพวกเขา
นั่นคือเหตุผลให้ “สีละ จะแฮ” นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เคยละความพยายามที่จะออกมาพูดถึงปัญหาและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย เพื่อให้มั่นใจว่าฝันร้ายนี้จะไม่มาเยือนชาวลาหู่และพี่น้องชาติพันธุ์คนใดได้อีก
จุดเริ่มต้นของเรื่องที่ไม่ปกติ
“ถ้าจะมีผู้ค้าตายไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ บางทีถูกยิงตายแล้วต้องถูกยึดทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าเราต้องเหี้ยมพอกัน”
หนึ่งในประโยคที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ‘แม่ทัพใหญ่’ ในสงครามยาเสพติดในขณะนั้นได้กล่าวไว้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและโหดเหี้ยมในการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดในปี 2546
ไม่มีใครทราบว่าผู้ค้าที่แท้จริงตายไปจริงหรือไม่ แต่สำหรับชุมชนชาวลาหู่ พวกเขาทราบดีว่าพ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง พวกเขาตายหรือสูญหายไปอย่างไม่เป็นธรรมและไร้คำตอบคือเรื่องจริง
ไม่มีใครทราบว่าเจตนาที่เหี้ยมโหดนี้แก้ปัญหายาเสพติดได้จริงหรือไม่ แต่สำหรับสังคมแล้ว สิทธิและเสรีภาพของพลเมืองที่แตกสลายและนิติธรรมที่พังทลายคือเรื่องจริง

จุดเริ่มต้นของสีละในการทำงานช่วยเหลือชุมชนไม่ได้เริ่มต้นจากการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เดิมในปี 2545 การรวมกลุ่มของชาวลาหู่เป็นไปเพื่อช่วยพี่น้องลาหู่ในเรื่องความเป็นอยู่และการรักษาป่า โดยในขณะนั้นสีละได้ทำงานเป็นผู้ประสานงานให้กับเครือข่ายลาหู่รักษาป่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปี 2546 ทำให้งานของสีละต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพื้นที่ในภาคเหนือกลายเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจำนวนมาก และชาวลาหู่เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายครอบครัว
สีละเล่าย้อนไปถึงห้วงเวลาดังกล่าวที่ชุดเฉพาะกิจทหารพรานจู่โจมตระเวนไปยังหมู่บ้านต่างๆ บนดอย
“เขาเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านและเข้าไปไล่จับคนสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น อยากจับคนไหนก็จับไป บางคนถูกจับไปแล้วก็ซ้อม แล้วก็หายตัวไป สมมุติจับคนหนึ่งได้แล้ว คนนั้นบอกว่าคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องยาเสพติด พูดลอยๆ ไปอย่างนี้ บางทีชาวบ้านก็ตกใจหรือว่าไม่รู้จะพูดอะไรก็ไปกล่าวหาคนอื่น แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปจับคนนั้นต่อ ไปยึดทรัพย์สินโดยพลการ ยึดรถ ยึดเงิน ยึดสร้อยคอ”

ในการดำเนินนโยบายยาเสพติด ‘บัญชีดำ’ คือหนึ่งในเครืองมือสำคัญที่รัฐใช้ในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องสงสัยอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติการ แต่ด้วยความรีบเร่งในการจัดทำบัญชีดำและขาดการตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐาน ทำให้นำไปสู่การเข้าจับกุมหรือยึดทรัพย์ประชาชนโดยพลการ และการดำเนินการที่ข้ามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทุกประการส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับยาเสพติด ที่ต้องตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยไม่เป็นธรรม
ในช่วงนั้นมีชาวบ้านจำนวนมากที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามากระทำการละเมิด ทั้งจับตัวคนในครอบครัวไป การซ้อมทรมาน การจับขังในหลุมดิน หลายครอบครัวมีสมาชิกถูกจับและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่ได้กลับมาอีกเลย ชาวบ้านที่ไม่รู้ว่าจะต้องไปร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือกับสีละที่สามารถช่วยประสานงานได้ดีและสื่อสารภาษาไทยได้คล่อง เพื่อให้เขาช่วยในการตามเรื่องต่างๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สีละพบเห็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับชุมชนเพราะนโยบายการปราบปรามยาเสพติดที่ดำเนินไปอย่างเร่งรีบ รุนแรง และขาดความรอบคอบรัดกุม
ความทรงจำในหลุมดิน
การให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านของสีละเริ่มเป็นที่ถูกจับตาโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นเหตุให้ครั้งหนึ่งสีละต้องถูกจับตัวไปโดยพลการและถูกควบคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลากว่าสิบวัน เจ้าหน้าที่บอกกับเขาว่า สาเหตุที่เขาถูกควบคุมตัวไว้เพราะว่าเขา ‘หัวหมอ’ จากการพาน้องชายไปแจ้งความและติดตามคดีเพื่อต้องการนำทรัพย์ที่ถูกยึดไปคืน
“ครั้งแรกผมถูกจับกลางทางในระหว่างที่ไปตามคดีให้กับชาวบ้าน เขา (เจ้าหน้าที่) ไปค้นบ้านน้องชายผมแล้วก็ไม่ได้อะไร เขาเลยเอาสร้อยคอไป เอารถยนต์ไป แล้วก็เอาเงินไป ผมก็พาน้องชายไปแจ้งความที่ สภ. ฝาง พอระหว่างทางก็มีทหารพรานกับรถยนต์ประมาณ 3 – 4 คัน ดักรออยู่ ผมก็ถูกจับไปตอนนั้น จับไปแล้วก็ไปขังในหลุมดิน ผมอยู่ครั้งแรก 10 วัน ขังในหลุมดินก็คือ ปัสสาวะ อุจจาระในนั้น แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะผม ในหลุม หลุมหนึ่งมีประมาณ 7 – 10 คน มีหลายหลุม เห็นสภาพในหลุม แล้วก็สภาพทั่วไปในค่ายก็เห็นพี่น้องลาหู่อยู่ประมาณ 50 – 60 คน”
ในรายงานการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย โดยมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ปรากฏการบันทึกถึงหลุมดินในยุคสงครามยาเสพติดเช่นเดียวกัน โดยได้เขียนอธิบายไว้ว่า หลุมดินเป็นที่กักขังบุคคลต่างๆ จากหลายอำเภอ ในจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือมารวมไว้ด้วยกัน คนที่ถูกจับกุมมาใหม่จะถูกซ้อมก่อนจะถูกบังคับให้ปีนลงบันไดไปในหลุมที่ขุดลงไปในดินลึก 2 เมตร มีทางเข้าและออกเพียงทางเดียวคือการหย่อนบันไดลงมาและการถอนบันไดออก
“ผู้ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่จะอยู่ในหลุมเป็นเวลา 7 วันต่อเนื่องกัน โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่นๆ ที่ถูกถอดตรวนออกชั่วคราว เป็นคนที่นำอาหารไปให้วันละสองมื้อ ทหารจะไม่ลงไปในหลุม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีผู้ถูกควบคุมตัวรายใหม่ประมาณ 40 คน ถูกนำตัวมาที่ค่ายทหารเนื่องจากไม่มีหลุมมากพอไว้ควบคุมตัว เป็นเหตุให้ผู้ถูกควบคุมเดิมถูกบังคับให้ต้องขุดหลุมเพิ่ม”3http://justiceforpeace.org/wp-content/uploads/2012/06/Enforced_Disappearances_in-Thailand_Thai_version.pdf
สิ่งที่สีละบอกเล่าเป็นหลุมดินที่มีลักษณะคล้ายกับที่ปรากฏในรายงาน
“ที่ผมรู้มี 3 – 5 หลุม แต่ตอนนี้เขาถมกลบหมดแล้ว เป็นที่จอดรถของโรงพยาบาล หลุมดินหลุมหนึ่งมีตั้งแต่ 5 คน ไปถึง 10 คน อย่างที่ผมอยู่ในหลุมตอนนั้นมีอยู่ 7 คน ในหลุมมีโซ่ล่ามที่เท้าด้วย ล่ามพ่วงกัน อีกคนหนึ่งใส่กุญแจแล้วก็ล่ามต่อกันหมด เวลาจะไปปัสสาวะ อุจจาระก็ในนั้น เวลามีญาติมาเยี่ยม เขาก็เอาบันไดลงทาบลงไปแล้วก็ให้ขึ้นมา”

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในหลุมสีละไม่ได้ถูกนำตัวออกจากหลุมไปซักถามใดๆ เขาคิดว่าสาเหตุที่เขาถูกจับเป็นเพียงเพราะเจ้าหน้าที่ต้องการขู่ให้กลัว เพื่อให้เขาหยุดให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน แต่ในระหว่างที่อยู่ในหลุมเขาก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ถูกจับตัวมา หลายคนถูกจับมาเพียงเพราะถูกกล่าวหาหรือถูกคนอื่นกล่าวหาว่าพัวพันกับยาเสพติด พวกเขาเล่าให้สีละฟังว่า พวกเขาถูกนำตัวขึ้นจากหลุมเพื่อไปทำการสอบสวนโดยการใช้ไฟฟ้าช็อต หากสลบก็จะถูกราดน้ำให้ฟื้นขึ้นมาใหม่
สีละถูกควบคุมตัวอีกครั้งเป็นครั้งที่สองขณะที่เขากำลังจะประชุมชาวบ้านเครือข่ายลาหู่ ในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ขับรถยนต์มาพาสีละไปพูดคุยในค่ายทหาร สีละถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหารอีกครั้งเป็นเวลาสองคืน แม้ครั้งนี้จะไม่ได้ถูกควบคุมตัวในหลุมดิน แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับออกมาจากค่าย ต่อมามี ส.ส. ในพื้นที่มาช่วยเจรจา จนสีละได้รับการปล่อยตัวในที่สุด อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาถูกควบคุมตัวถึงสองครั้งและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตาตนเอง สีละคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเขาจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป
“จุดนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย ผมก็มีใจขึ้นมาว่าถ้าหากเราไม่ทำ สิ่งเหล่านี้จะผุดขึ้นมาอีก เลยคิดว่าเราต้องหันมาทำงานเพื่อสังคม”
ต่อสู้ด้วยบาดแผลและความทรงจำ
หลังจากได้รับการปล่อยตัวครั้งที่สอง สีละเริ่มรู้จักและร่วมงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ทำให้เขาได้รู้จักช่องทางในการเรียกร้องความเป็นธรรม นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไปเผยแพร่สร้างความตระหนักรู้กับหลายองค์กร และเป็นที่พึ่งพิงให้กับพี่น้องลาหู่ ต่อมาเพื่อให้การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เป็นทางการ และมีอำนาจมากขึ้นในการติดต่อ เครือข่ายชาวลาหู่จึงได้จัดตั้งและจดทะเบียนองค์กรสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องลาหู่ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติ รวมไปถึงเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา หรือประเด็นอื่นๆ
“ผมไม่เคยละความพยายาม เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดในพื้นที่นี้มันไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น มันเป็นสิ่งที่เราจะล้อกันเล่นๆ ไม่ได้ อยากให้สังคมรับรู้ว่าในแผ่นดินไทย ใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมายเดียวกัน มันมีการเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นจริง”

ในสังคมไทยกลุ่มชาติพันธุ์มักอยู่ในสถานะที่เปราะบางจากหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาการไม่ได้รับสัญชาติซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน เนื่องจากความห่างไกลและอุปสรรคทางภาษา นอกจากนี้ยังประสบปัญหาในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะอย่างสาธารณสุขและการศึกษา รวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน และปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางสังคม ที่เป็นผลมาจากมายาคติที่เหมารวมว่าพวกเขาเป็นผู้ทำลายป่าหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าของการถูกกล่าวหาและถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐและคนในสังคมไม่ว่าจะในยุคสมัยใด
สีละสะท้อนว่าการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนของพี่น้องชาติพันธุ์ไม่เคยง่าย ทั้งสถานะความเปราะบางของพวกเขาเป็นต้นทุน ความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับผู้เสียหายด้วยปัจจัยด้านการคมนาคมในพื้นที่ บางคนไม่มีโทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่อ นอกจากนี้อีกหนึ่งอุปสรรคคือสมาคมไม่ได้มีงบประมาณในการดำเนินการใดๆ แต่ที่การทำงานยังดำเนินไปได้เพราะชาวลาหู่ก็หวังว่าที่แห่งนี้จะเป็นที่พึ่งของทุกคน
“บางทีเราอยากจะจัดเวที หรืออยากจะให้ชาวบ้านมารวมกลุ่มกัน ติดตรงที่ว่าค่าอาหาร ค่าอะไรก็ดี งบประมาณเราไม่มี หลายๆ อย่าง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำงานของผม อีกอย่างคือ สมาคมลาหู่มีคณะกรรมการบริหารโดยที่ผมเป็นนายก แต่คณะกรรมการหลายๆ ท่านก็ไม่ค่อยรู้หนังสือ เขาเป็นกรรมการให้เราปกครองอยู่รอด เท่าที่จะเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องลาหู่”
หลังจากมีการส่งเรื่องร้องเรียนจึงเริ่มมีการค้นหาความจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่ถึงผลกระทบที่ได้รับจากนโยบายสงครามยาเสพติด ทั้งจากรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ รวมถึงการตรวจสอบภายในของหน่วยงานรัฐ
“พวกเราก็ยื่นข้อเสนอว่าให้ช่วยเหลือครอบครัวด้วยปัจจัยต่างๆ ทรัพย์สินที่ยึดไปขอให้คืนแก่ครอบครัว แต่ก็ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีการยืนยัน ไม่มีการดำเนินการอะไร ทุกอย่างไม่มี เหมือนกับว่าข้อมูลที่เราให้ไป ข้อเสนอ ความต้องการที่เราให้ไปก็เหมือนสูญเปล่า แต่ที่ดีอย่างหนึ่งคือไม่มีการกระทำลักษณะเช่นการซ้อมทรมาน ขังหลุมดิน พวกนี้หมดไป”
แม้ว่าการค้นหาความจริงจะทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในพื้นที่ลดลงได้บ้าง แต่การเข้าถึงความยุติธรรมยังคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบจึงไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะพวกเขายังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและความรู้สึกหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน
“(ปัญหาการเลือกปฏิบัติ) ยังอยู่แบบเงียบๆ ก็คือบางครั้งเขามาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับชาวบ้านแล้วข่มขู่ไว้ว่าไม่ต้องไปบอกใคร ชาวบ้านก็ยอมที่จะเงียบ”

ผลกระทบจาก “สงครามยาเสพติด” ยังคงเป็นบาดแผลในหลายระดับ ทั้งระดับครอบครัวที่ยังรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคนในชุมชนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นพลเมืองชั้นสาม นอกจากนี้ ความเจ็บปวดเหล่านี้ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านความทรงจำร่วมที่ยากจะลบเลือน
“สำหรับครอบครัวแน่นอนว่าส่งต่อรุ่นสู่รุ่น เพราะบางคนตอนที่พ่อถูกจับที่หายไป เขาก็จำความกันได้แล้ว บางคนก็สามีภรรยาก็ยังอยู่ เขาก็บอกต่อๆ ให้กับลูกหลานว่าพ่อของเธอ ปู่ของคุณ มีเจ้าหน้าที่จับตัวไป ก็ยังมีความฝังใจ ส่งต่อมาสู่ลูกหลาน”
บาดแผลและความทรงจำร่วมคือสิ่งเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่และเป็นเครื่องมือเดียวที่จะใช้ต่อสู้เพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้ไม่เงียบหายไป ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งความยุติธรรมจะมาถึง
เพราะในยามสงคราม ผู้ที่ต้องแบกรับภาระและความสูญเสียคือผู้ที่เปราะบางที่สุด เรื่องราวของสีละและชุมชนชาวลาหู่กำลังย้ำเตือนว่าสำหรับสงครามยาเสพติดก็ไม่ต่างกัน
- 1
- 2
- 3





