เรือนจำ-โซ่ตรวน-รองเท้า: เรื่องราวระหว่างบรรทัดของราชทัณฑ์ไทย

“ผมมองว่าการประท้วงของบุ้งไม่ได้นำไปสู่การเสียชีวิตนะ ความละเลยของสังคมและของรัฐเป็นเหตุให้เธอเสียชีวิต ความเฮงซวยของระบบการรักษาพยาบาลของราชทัณฑ์เป็นเหตุให้เธอเสียชีวิต การอดอาหารไม่ได้ทำให้บุ้งเสียชีวิต”

ส่วนหนึ่งของปาฐกถาโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ในงาน “บุ้ง เนติพร วันที่เธอหายไป Remembering her, Remember us” ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของ บุ้ง – เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำ และอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว จนกระทั่งเสียชีวิต 

ปาฐกถาของธงชัยในวันนั้นได้รับการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ จากการวิพากษ์กระบวนการยุติธรรม ที่เป็นเหตุให้เกิดความอยุติธรรม การลอยนวลพ้นผิด และประเด็นที่เขาเน้นย้ำอย่างมาก คือปัญหาในระบบราชทัณฑ์ ซึ่งเขาขยายความว่า การเสียชีวิตของบุ้งได้เปิดเผยธาตุแท้ที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของราชทัณฑ์ แม้กระทั่งหลังจากที่บุ้งเสียชีวิต ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตเผยแพร่ออกมาแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้อาจสะท้อนถึงความพยายามปกปิดความจริงบางอย่าง หรืออาจจะสะท้อนให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชทัณฑ์

“ราชทัณฑ์” กระบวนการยุติธรรมปลายน้ำที่ทุกคนมองข้าม

โดยทั่วไป เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรม เรามักจะนึกถึงศาลและตำรวจ ด้วยบทบาทที่เห็นได้ชัดเจนในสื่อต่างๆ ขณะที่เมื่อพูดถึงราชทัณฑ์ บทบาทเดียวที่คนเราจะนึกถึงอย่างชัดเจนคือการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ลงโทษผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะเรือนจำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนชั่วต้องเข้าไปชดใช้กรรม ชะตากรรมของผู้ต้องขังและนักโทษจะเป็นอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนนอกกำแพงนัก 

ในความเป็นจริง เรื่องที่หลายคนไม่รู้หรือไม่สนใจที่จะรู้ก็คือ ผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ ประกอบด้วยนักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง มีจำนวน 211,138 คน และผู้ต้องขังระหว่าง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีและยังไม่ถูกตัดสิน มีจำนวนถึง 80,224 คน นั่นหมายความว่า ผู้ต้องขังระหว่างยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่ากลับได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นนักโทษเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่ชุดนักโทษ การถูกล่ามด้วยกุญแจเท้าขณะเดินทางไปศาล หรือแม้แต่การเดินเท้าเปล่าขึ้นศาล รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะทั้งปวงในเรือนจำ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกตั้งคำถาม และเมื่อไม่มีการตั้งคำถาม ก็ไม่มีการตรวจสอบ กรณีการเสียชีวิตของบุ้งก็เป็นหนึ่งในผลกระทบจากการปิดหูปิดตา มองข้ามปัญหาของราชทัณฑ์

ธงชัยเรียกผู้ต้องขังและนักโทษในเรือนจำเหล่านี้ว่า “ผี” ที่พวกเขาเหล่านี้ไม่เคยมีตัวตนในสายตาคนในสังคม

“นักโทษในเมืองไทยตอนนี้กี่คน พวกคุณยังไม่รู้เลย ผมว่าอย่างน้อยที่สุดเหยียบแสน หรือว่าเกินแสนแน่นอน เรื่องแบบนี้คนเหล่านั้นหายไปจากความรับรู้ของสังคมไทยเลย และผมคิดว่านั่นคือค่านิยมของสังคมไทยที่เห็นมาตั้งแต่โบราณ เราเห็นมาตลอดว่านักโทษเป็นคนไม่เต็มคน และพวกเราก็รับมรดกเหล่านั้น ไม่ใช่แต่เพียงรัฐ คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราก็รับ พวกเขาเป็นผี เป็นเปรต เป็นอมนุษย์ ซึ่งเรามองข้ามไปได้” ธงชัยให้สัมภาษณ์กับ CrCF

มรดกการเห็นนักโทษเป็นคนไม่เต็มคน ไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านการเมินเฉยต่อชะตากรรมและความเป็นอยู่ของคนหลังกำแพงเท่านั้น แต่ยังสามารถมองเห็นได้จากเรื่องเล็กๆ อย่าง “รองเท้า” ที่โดยทั่วไป เมื่ออยู่ในเรือนจำ ทั้งผู้ต้องขังและนักโทษจะต้องสวมรองเท้าแตะ ทว่าเมื่อต้องขึ้นศาล พวกเขาต้อง “ถอดรองเท้า” คือเดินเท้าเปล่ามาขึ้นศาลนั่นเอง และที่น่าพิศวงยิ่งกว่านั้น คือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการสวมรองเท้ายังแตกต่างกันไปในแต่ละศาลด้วย

“พวกเรา ทนาย และผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ เราใส่รองเท้าไปศาล สมมติเกิดผมขึ้นเป็นพยาน พวกคุณว่าความให้ลูกความของคุณ คุณใส่รองเท้าไปแล้วคุณไปถอดต่อหน้าศาล คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หมิ่นศาลใช่ไหม แล้วทำไมนักโทษไม่ใส่รองเท้าไปถึงไม่หมิ่น”

“ถ้าการถอดเป็นการหมิ่นศาล หมิ่นตรงไหนล่ะ นักโทษที่ไปก็ไม่ใส่ มันคนละไวยากรณ์ ไวยากรณ์สำหรับคนอย่างเรา ออกจากบ้านเราต้องใส่รองเท้า นอกจากเหตุผลเรื่องอะไรจะตำเท้าแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือมันไม่สุภาพ คุณไปถอดต่อหน้าศาล ก็หมิ่นศาลเพราะไม่สุภาพ แต่ไวยากรณ์ที่ใช้กับนักโทษเป็นอีกชุดหนึ่ง เพราะมาจากในคุกคุณก็ไม่เคยเป็นคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คุณจะมา ผมก็ไม่เรียกร้องการเป็นมนุษย์ที่ศิวิไลซ์” ธงชัยอธิบาย

“ยกเลิกกุญแจเท้า” คืนความเป็นมนุษย์ให้นักโทษทุกคน

พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ระบุว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่จะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น, ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมหรืออาการส่อว่าเป็นบุคคลวิกลจริต, ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่น่าจะหลบหนีการควบคุม, เมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ, เมื่ออธิบดีสั่งว่าเป็นการจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้กลับยังปรากฏภาพผู้ต้องขังที่สวมเครื่องพันธนาการ ที่เรียกว่า “กุญแจเท้า” เมื่อเดินทางมาขึ้นศาล เพราะกลับกลายเป็นว่า การสวมกุญแจเท้าถือเป็นข้อปฏิบัติทั่วไป และหากต้องการยกเว้นไม่ให้ใส่กุญแจเท้าให้กับผู้ต้องขังคนใด ก็ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีไป ซึ่งอาจเรียกว่าตรงข้ามกับเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยสิ้นเชิง

การสวมกุญแจเท้าอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้กระทำความผิดต้องถูกควบคุมตัวเพื่อไม่ให้หลบหนี แต่เมื่อพวกเขายังถือว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” การสวมกุญแจเท้าจึงอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีของธงชัย เขาตระหนักถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นนี้จากการพบเห็น “อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุมขังในคดีการเมือง แต่กลับต้องสวมกุญแจเท้ามาสู้คดีในศาล ธงชัยมองว่าการใส่ชุดนักโทษ การใส่กุญแจเท้า หรือการใส่โซ่ล่ามระหว่างการพิจารณาคดี ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผิดหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดังนั้น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ธงชัยและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาไต่สวนโดยพลัน และทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ให้สอดคล้องกับข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 โดยใช้สิทธิตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่กำหนดสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย

เป้าหมายของการยื่นคำร้อง คือการทำให้นักโทษทุกคนต้องไม่ถูกใส่เครื่องพันธนาการ การใส่กุญแจเท้าต้องเป็นกรณียกเว้นตามกฎหมาย และต้องไต่สวนราชทัณฑ์ก่อนใส่กุญแจเท้านักโทษ

ในวันเดียวกันนั้น ผู้พิพากษาเวรได้เรียกธงชัยและทนายความเข้าไปพูดคุยเพื่อหารือและทำความเข้าใจ ธงชัยเล่าเหตุการณ์ในห้องวันนั้นว่า

“ท่านผู้พิพากษาที่เรียกเราเข้าไปคุย ท่านก็บอกว่า คุณรู้ไหม ถ้าพวกคุณชนะ มันกระเทือนทั้งระบบ”

สำหรับธงชัย สิ่งที่เขาเสนอไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เขามุ่งเสนอการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงระบบและการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ คือการไต่สวนก่อนการใส่กุญแจเท้าให้กับนักโทษและผู้ต้องขัง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก ทางออกทางหนึ่งก็คือ การเลิกใส่กุญแจเท้าให้กับนักโทษและผู้ต้องขังทุกคน และหันมาใส่กุญแจเท้าให้กับนักโทษหรือผู้ต้องขังที่เป็นกรณียกเว้น เช่น นักโทษอุกฉกรรจ์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมหลบหนี ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ต้องการพันธนาการหรือทรมานคน แต่ในความเป็นจริง การสวมเครื่องพันธนาการให้กับนักโทษและผู้ต้องขังทุกคนเป็นปัญหาทางการบริหารและทรัพยากรบุคคลที่ไม่เพียงพอ

“ผมตอบคำเดียว เราจะแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ แก้ปัญหาเชิงบริหาร ด้วยการกระจายการทรมานนักโทษ ไปให้เขาโดนทรมานด้วยโซ่ตรวนทุกคน นี่คือทางออกเหรอ ชัดๆ อยู่แล้วว่าทางออกแบบนี้ผิด คุณจะใช้เวลาเท่าไร เพิ่มนโยบายหรือเพิ่มคน เพิ่มงบประมาณ ผมไม่ทราบ ทางออกหนึ่งก็คือ เลิกใส่ตรวนเขาทุกคน เอาเฉพาะกรณียกเว้นแค่นั้น”

อย่างไรก็ตาม จากการค้นคว้าของธงชัย เขาพบว่าน้ำหนักของโซ่ตรวนที่ใช้พันธนาการนักโทษนั้นลดลงเรื่อยๆ ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และมีการเปลี่ยนวัสดุ จากโซ่เส้นใหญ่ที่ทำจากเหล็ก ค่อยๆ พัฒนาเป็นกุญแจเท้าที่ทำจากสเตนเลส

“40 ปีก่อน ตอนที่พวกผมขึ้นศาล เขายังใช้ตรวนแบบโซ่อยู่นะ แต่แบบวงเหล็ก ต้องใช้เชือกถือ เพราะมันหนัก เห็นไหม 40 – 50 ปี มันเล็กลง คุณอาจจะบอกว่าอย่างอานนท์ถือว่ากรุณาแล้ว ถ้าเกิดมีการเปรียบเทียบ อันนั้นไม่ถูก คุณต้องถามว่า ควรใส่หรือเปล่า ไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครเล็กกว่ากัน”

นอกเหนือจากภาระในทางปฏิบัติของผู้คุมและศาล การสวมกุญแจเท้าให้กับนักโทษและผู้ต้องขังยังสะท้อนให้เห็นทัศนคติของรัฐและสังคม ที่เคยชินกับการมองไม่เห็นนักโทษเหล่านี้เป็นคนเต็มคน ทั้งยังซ้ำเติมด้วยทัศนคติเหมารวม ที่มักมองว่านักโทษและผู้ต้องขังคือผู้ที่กระทำความผิด ซึ่ง “สมควร” แล้วที่จะถูกพันธนาการให้ขาดอิสรภาพ ไม่ให้กระทำความผิดซ้ำอีก ประเด็นนี้ ธงชัยอธิบายย้อนไปถึงชื่อ “กรมราชทัณฑ์” ซึ่งมีความหมายแตกต่างกับชื่อภาษาอังกฤษของกรม ที่ว่า “Department of Corrections”

“ราชทัณฑ์แปลว่าการลงโทษของหลวง หมายถึงกลับไปในจารีตโบราณ วิธีการทรมานที่เรามักจะได้ยินกันว่าบีบขมับ ตอกเล็บ จับคนใส่ตะกร้อ ให้ดำน้ำ หลักของมันมีอยู่ว่า สันนิษฐานว่าผู้ต้องหา นักโทษ มีความผิด จนกว่านักโทษเหล่านั้นจะพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ จึงให้ใช้การทรมาน เพื่อรีดคำสารภาพได้ นักโทษไม่ยอมสารภาพ เขาต้องพิสูจน์ว่าเขามีความสัตย์ ถือในความเที่ยงตรง ซื่อสัตย์สุจริต ยินดีดำน้ำลุยไฟ ยินดีทรมาน รอดได้ แปลว่าคุณบริสุทธิ์”

“การคิดว่าเหมาะสมแล้ว คนติดคุกต้องใส่ตรวน ผมอยากจะถกเถียงว่ามันเป็นมรดกมาจากระบบความเชื่อเกี่ยวกับราชทัณฑ์แบบเก่า ทุกวันนี้มันเลยยังปรากฏว่าราชทัณฑ์ ซึ่งมันมีนัยของการลงโทษของหลวงแบบเก่า”

แม้ว่าชื่อหน่วยงานในปัจจุบันจะหมายถึงการลงโทษของรัฐ แต่จุดประสงค์ในปัจจุบันของราชทัณฑ์คือการฟื้นฟูบำบัด ให้ผู้ที่กระทำความผิดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก่อนจะกลับคืนสู่สังคม 

“จุดประสงค์ของการราชทัณฑ์ในปัจจุบันมันคือการฟื้นฟูบำบัด การลงโทษประเภทนี้ คุณคิดดูว่ามันช่วยฟื้นฟูบำบัดสักแค่ไหนกัน แล้วถ้าหากตระหนักในสิ่งนี้เราจะเห็นว่า คนที่อยู่ในข่ายที่สมควรจะต้องเป็นกรณียกเว้น เพราะต้องฟื้นฟูบำบัดไม่ไหว มันจะเหลือน้อยมาก”

“คอมเมนต์หลายอย่างในโซเชียลมีเดียก็บอกว่าสมควรแล้ว ซึ่งผมว่าพูดเหมารวมแบบนี้ไม่ได้นะ เหมือนการเหมารวมว่านักโทษทุกคนจะหลบหนี ก็เลยใส่ตรวนให้หมด เหมารวมแบบนี้ไม่ได้นะ อย่างที่บอก กระจายการทรมานให้ทุกคนรับ เพื่อแก้ปัญหาการบริหาร อันนี้ไม่ถูก เหมารวมอย่างนี้ไม่ได้” ธงชัยกล่าว 

ราชทัณฑ์ในสายตานักโทษการเมือง 6 ตุลา 2519

ธงชัยไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเฉพาะในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เท่านั้น อีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก คือการเป็นหนึ่งในนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ในเรือนจำชั่วคราวบางเขน โดยเข้าต้องโทษอยู่นาน 2 ปี เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเขาในขณะนั้น เปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสถึงความทุกข์ยากของนักโทษในเรือนจำในแทบทุกประสาทสัมผัส 

“คดีผมอยู่ที่บางเขน มันดีตรงที่นักโทษไม่แออัด มันจะแออัดอยู่ประมาณ 4 – 5 เดือน หลังจากปล่อยตัวไปแล้วก็เหลือพวกผม 10 – 20 คน เขากลัวพวกเราจะไปก่อความวุ่นวายกับนักโทษคนอื่น เลยขังพวกเราแยกในห้องที่ใหญ่หน่อย ผมก็โอเค เพราะฉะนั้น ผมไม่ต้องเจอความแออัดในคุก ข้อเสียคืออยู่ที่บางเขน ผมไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย บางเขนเป็นตึก ไม่มีที่ ต้องขึ้นไปบนดาดฟ้า เราไม่เจอพื้นดินเลย ไปศาลก็ขึ้นรถ ลงรถก็ขึ้นศาล จำไม่ได้ว่าผ่านสนามหญ้าตรงไหนให้เหยียบบ้างไหม ผมว่าโดยสภาพแล้วเราดีกว่านักโทษทั่วไป แออัดน้อยกว่า แต่ว่ามันก็ไม่ได้ดีไปซะทุกเรื่อง”

เราถามธงชัยว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีอะไรที่ไม่เคยเปลี่ยนไปในระบบราชทัณฑ์บ้าง ธงชัยตอบว่า เรื่องแรกคือ “ขาใหญ่” ในคุก ซึ่งเป็นคำเรียกที่หมายถึงผู้มีอิทธิพลในส่วนต่างๆ ของเรือนจำ โดยส่วนมากเป็นนักโทษที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของผู้คุม มีทั้งขาใหญ่ประจำห้อง ขาใหญ่ประจำแดน หรือขาใหญ่ประจำคุก ซึ่งเรื่องราวของขาใหญ่มักปรากฏในลักษณะของภาพยนตร์ที่หลายคนเสพเพื่อความบันเทิง แต่กลับไม่ได้มีผู้ใดสนใจปัญหานี้ในชีวิตจริงนัก

อาหารก็เป็นอีกหนึ่งความทรงจำอันเลวร้ายของนักโทษ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี

“อาหารคุกไม่เปลี่ยน 40 – 50 ปี ไม่เปลี่ยน อย่าให้บอกว่าเป็นอย่างไร ผมจำกลิ่นมันได้จนทุกวันนี้ มันคือผักต้ม ผักมีกี่ชนิดจำได้เลย กะหล่ำ คุณอย่าหวังได้กินตำลึง มันมีแต่กะหล่ำ มันมีแต่ผักกวางตุ้ง เราก็ต้องบอกตัวเองว่ามันคือจับฉ่ายที่เขาไม่ได้ทำให้เป็นจับฉ่าย อย่างเก่งก็ใส่กุ้งเคยตัวเล็กๆ สีแดงๆ บ่อยครั้งจะไม่มี ถ้ามีก็มีไม่เยอะ อย่างเก่งก็นานๆ จะใส่เต้าหู้ ถ้าเป็นหมู คุณก็ต้องให้น้ำมันมันๆ ให้มันพอมีรสชาติ คุณจะเห็นมันหมูลอยอยู่บ้าง เวลาเขามาเสิร์ฟมันจะเย็นหมดแล้ว”

แต่ในบรรดาความโหดร้ายในเรือนจำ การรักษาพยาบาลน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ธงชัยพบเห็นปัญหานี้จากชะตากรรมของเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างโอริสสา ไอราวัณวัฒน์ นักเรียนช่างยนต์จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพในขณะนั้น โอริสสาถูกยิงขณะอยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กระสุนเข้าที่ปาก 2 นัด บาดเจ็บสาหัส เขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่นาน ก่อนถูกนำตัวกลับมายังเรือนจำ 

“หลังจากนั้นไม่นาน ไม่เกิน 2 – 3 เดือน ก็ดีขึ้น พูดง่ายๆ ว่าไม่ตาย ยังเป็นแผล แผลมันไม่หาย มันอักเสบ เขาขอตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ กว่าจะได้ไปหาหมอสักครั้งก็แสนยาก และทุกครั้งที่ไปก็ไม่ได้ไปอยู่โรงพยาบาล ไปหนึ่งครั้งกลับ ไปหนึ่งครั้งกลับ กว่าจะได้ไปแต่ละครั้งก็ยากเย็น บางครั้งมีศัพท์ในคุกว่า คุณห้ามป่วย ถ้าคุณป่วย คุณได้อย่างเดียว พารา คุณไม่ได้ยาแก้อักเสบ”

ความทุกข์ทรมานของโอริสสาทำให้เพื่อนนักโทษการเมืองลักลอบเขียนจดหมายและแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปยังองค์กรในต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงกดดันให้มีการส่งตัวโอริสสาออกไปรับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม และในที่สุด โอริสสาก็ได้ออกไปรักษาตัวในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แม้จะไม่หายขาด แต่มีอาการดีขึ้น จนสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ จนกระทั่งพ้นโทษ เขาได้รับการผ่าตัดศัลยกรรม และใช้เวลาราว 2 ปี จนกระทั่งหายเป็นปกติ

อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่นักโทษจำนวนมากต้องประสบพบเจอ คือ “โรคกระเพาะ” ซึ่งเกิดจากอาหารที่ไม่มีคุณภาพและมีปริมาณไม่เพียงพอ ยิ่งกว่านั้น ในการขอรับการรักษาพยาบาล นักโทษจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพวกเขาป่วยจริง เจ็บจริง จึงจะได้รับยาแก้อาการปวด 

“คนในคุกเป็นโรคกระเพาะ ขอไปรักษานี่ธรรมดามาก คุณให้พารา ยิ่งแย่กับโรคกระเพาะเข้าไปใหญ่เลย ไม่รู้เปลี่ยนไหม แต่ถ้าการให้ยาพารากับคนเป็นโรคกระเพาะ มนุษย์สามัญก็บอกว่ามันผิด” ธงชัยกล่าว

หากคนทั่วไปเจ็บป่วยต้องใช้เวลานานเป็นวันในการรอพบแพทย์ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข ลองคิดดูว่ากลุ่มคนไร้สิทธิไร้เสียงในเรือนจำ ต้องรอนานเพียงใดกว่าจะได้รับการรักษาพยาบาล เนื่องจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์เองก็มีแพทย์ประจำอยู่เป็นครั้งคราว และส่วนใหญ่เป็นแพทย์เวรที่เวียนมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และการมาประจำที่โรงพยาบาลแบบชั่วคราว แม้จะมองเห็นปัญหา แต่แพทย์เหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง

“หมอส่วนใหญ่เห็นใจนักโทษ พยายามจะแก้ แต่ด้วยข้อจำกัด เขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก ถ้าผมจะตำหนิ เขาก็เหมือนคนไทยทั่วไป ซึ่งตกอยู่ภายใต้ความกลัว ตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก ทำอะไรไม่ได้ ท่านผู้พิพากษาที่เรียกผมไปคุยเรื่องอานนท์ ท่านก็พูดหลายครั้ง ผมก็ตัวเล็ก เรื่องนี้ต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสิน ถ้าผู้พิพากษายังบอกว่าตัวเองตัวเล็ก คุณคิดว่าหมอในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตัวใหญ่สักแค่ไหน เขาก็ไม่กล้า

ปรับปรุงราชทัณฑ์ด้วยการยกเลิกกุญแจเท้า – ให้ใส่รองเท้าขึ้นศาล
ในอดีต เรือนจำแบบจารีตเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ปัจจุบันนี้ แม้วัตถุประสงค์ของเรือนจำคือการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่วิธีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและนักโทษกลับยังคงสืบทอดมรดกของการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเป็นคนไม่เต็มคน เป็นอมนุษย์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงต้องกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมนุษย์ อยู่ในพื้นที่แออัดที่ไม่เหมาะกับมนุษย์ และรับการรักษาพยาบาลที่ต่ำกว่าคนทั่วไป ดังเช่นชะตากรรมของบุ้ง ที่ต้องเสียชีวิตเพราะระบบที่เมินเฉยต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังและนักโทษ

“การต่อสู้เรื่องคุกเท่ากับสืบทอดเจตนารมณ์ของบุ้งด้วยนะในแง่นี้ เพราะสิ่งที่คุณจะเรียกร้องให้ปรับปรุงกระบวนการราชทัณฑ์ มีคนที่จะได้รับประโยชน์มากมายเกินกว่านักโทษการเมืองมากนัก ได้แก่นักโทษทั้งหมดในเรือนจำประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น หนึ่ง – ยกเลิกกุญแจเท้าได้ไหมครับ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังใส่ตรวนที่ข้อเท้า ในอเมริกาก็ยังมีนะ แต่ใช้เฉพาะกรณีพิเศษอย่างนักโทษอุกฉกรรจ์หรือมีประวัติการหลบหนี แต่ประเทศไทยใส่หมด สอง – เวลานักโทษมาขึ้นศาล ให้เขาใส่รองเท้าได้ไหมครับ


“สองกรณีนี้ คุณคิดว่าผู้รับประโยชน์ คุณคิดว่านักโทษในเรือนจำทั่วประเทศไทยจะมีกี่คนที่คัดค้าน? มีกี่คนที่ได้ประโยชน์จากการยกเลิกสองประการนี้ ผมเชื่อว่าทั้งเรือนจำจะโห่ร้องไชโย เพราะทั้งสองประการนี้มีไว้เพื่อลดทอนความเป็นคน จุดประสงค์ใหญ่ไม่ได้ต้องการป้องกันการวิ่งหนี นั่นเป็นข้ออ้าง แต่จุดประสงค์ใหญ่ของการตีตรวนและไม่ให้ใส่รองเท้า เพื่อลดทอนความเป็นคน” ธงชัยกล่าวปิดท้ายปาฐกถาในวันนั้น

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts