15 ก.ค. อัยการนราธิวาสนัดส่งตัวอัญชนา นายกสมาคมด้วยใจ ยื่นฟ้องศาล พ.ร.บ.คอมฯ  เหตุโพสต์ทวงถามค่าน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐติดค้างมัสยิด 

พรุ่งนี้ 15 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.30 น. อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเดินทางไปพบอัยการจังหวัดนราธิวาส ตามที่อัยการจังหวัดนราธิวาสนัด เพื่อนำตัวพร้อมสำนวนที่มีความเห็นสั่งฟ้องในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ยื่นฟ้องต่อศาลต่อไปในวันเดียวกัน ทั้งนี้ อัญชนาเตรียมยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักประกันใดๆ เพราะไม่มีพฤติกรรมจะหลบหนี อีกทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นอัยการก็ไม่มีการวางหลักประกัน เพื่อสู้คดีต่อไป โดยมูลเหตุคดีเกิดจากการที่อัญชนาโพสต์ข้อความใน เฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดของหน่วยงานรัฐ 

คดีนี้ เดิมพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้ตั้งข้อหากล่าวอัญชนา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา หลังผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กรณีที่อัญชนาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยงานรัฐ โดยเดิมอัญชนาระบุพื้นที่มัสยิดเป็นอำเภอบาเจาะ ต่อมาเมื่อทราบว่าได้ระบุพื้นที่ผิด จึงได้แก้ไขข้อความให้ถูกต้อง โดยแจ้งขอแก้ไขพื้นที่ร้องเรียนในโพสต์ของตนเป็นมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี

แม้ต่อมา กรมทหารพรานที่ 44 หน่วยงานในอำเภอสายบุรี ที่เกี่ยวข้องในประเด็นค่าน้ำประปา ได้โพสต์ชี้แจ้งต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่มีการค้างชำระค่าน้ำประปาให้กับมัสยิด ในตำบลบือเระ โดยอัญชนายังได้โพสต์ขอบคุณหน่วยงานที่ได้ออกมาชี้แจงและคลี่คลายปัญหา อย่างไรก็ตาม ต่อมากองทัพเรือได้ส่งผู้รับมอบอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ต่ออัญชนาจากโพสต์เรื่องการทวงถามค่าน้ำประปาดังกล่าว โดยอ้างว่าโพสต์ของอัญชนาทำให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่ “อำเภอบาเจาะ” ได้รับความเสียหาย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 อัญชนาได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด ณ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเน้นย้ำว่าข้อความที่โพสต์กระทำโดยสุจริต และเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เป็นประโยชน์ต่อสังคม อีกทั้งมีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้เป็นการนำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และไม่ได้เป็นการใส่ความผู้ใดแต่อย่างใด

คดีของอัญชนาเป็นอีกหนึ่งกรณีที่คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาชนคนหนึ่งที่ใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อน อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจมองได้ว่านี่เป็นอีกครั้งที่รัฐพยายามใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน สร้างความกลัวไม่ให้มีการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐหรือไม่ ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชน ร่วมติดตามนัดสั่งฟ้องและส่งตัวอัญชนาต่อศาลนราธิวาสอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการยืนหยัดเคียงข้างนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อรัฐได้

Author