อัญชนา นายกสมาคมด้วยใจฯ ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด กรณีถูกกองทัพเรือแจ้งความ พ.ร.บ.คอมฯ

วันนี้ (3 ก.ค. 2568) เวลา 10.30 น. อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) นักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในชายแดนใต้ เดินทางพร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด จากกรณีที่อัญชนาโพสต์ข้อความใน Facebook ตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ทว่ากลับถูกกองทัพเรือแจ้งความกลับ ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องอัญชนาในข้อหานำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) มาตรา 14 (1)

การยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเน้นย้ำว่าข้อความที่โพสต์กระทำโดยสุจริต และเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เป็นประโยชน์ต่อสังคม อีกทั้งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกันเป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้เป็นการนำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และไม่ได้เป็นการใส่ความผู้ใดแต่อย่างใด 

กรณีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนาได้โพสต์ข้อความใน Facebook ส่วนตัวว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” ซึ่งปรากฏว่าอัญชนาได้กล่าวอ้างถึงผิดพื้นที่ และได้มีการแก้ไขพื้นที่ร้องเรียนเป็นมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 

ต่อมา Facebook ของกรมทหารพรานที่ 44 ก็ได้โพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีนี้ว่า “…กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปา ที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งอัญชนารับทราบ และโพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารที่ชี้แจงความจริงต่อสาธารณชนด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 กลับมีผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวของอัญชนาเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย ทำให้อัญชนาต้องเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน และรายงานตัวต่อพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสต่อเนื่อง นับแต่นัดส่งตัวพร้อมสำนวนให้สำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 เป็นต้นมา โดยอัญชนาเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการครั้งแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 รวมระยะเวลากว่า 4 เดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา อัยการจังหวัดนราธิวาสมีความเห็นสั่งฟ้องอัญชนา ในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ

อัญชนากล่าวถึงการกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ว่า เป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม และตนรู้สึกว่ามีความพยายามปิดกั้นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก และสะท้อนถึงการควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง มีความรุนแรง มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการปกป้องสิทธิมนุษยชน  ซึ่งหลายกรณีของการออกมาเรียกร้องเช่นนี้นำไปสู่การกดปราบประชาชน อัญชนามองว่าการไม่ให้ประชาชนแสดงออกซึ่งสิทธิและเสียงของตน การไม่ส่งเสริมเรื่องกระบวนการสันติภาพ และหลักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถที่จะนำความสงบสุขกลับมายังพื้นที่ได้ 

“เราอยากเป็นตัวอย่างให้กับทุกคน และให้ทุกคนติดตามว่ากรณีเหล่านี้ ทุกคนก็มีสิทธิที่จะโดนได้ ถ้าคุณแสดงความคิดเห็นที่อาจถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์กับหน่วยงานความมั่นคง หรือหน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาล ซึ่งเราก็มองว่า รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานของรัฐ ไม่ควรที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกดปราบประชาชนแบบนี้อย่างไม่เป็นธรรม” อัญชนากล่าว

Author