ปาฐกถาปิดงาน “The Price of Truth ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” โดยพรรณิการ์ วานิช

อยากเริ่มด้วยอะไรเชยๆ อยากเริ่มด้วยบทกวี ซึ่งจะทดสอบความเป็นเด็กเนิร์ดภาษาไทยในตัวคุณ เคยได้ยินกวีบทนี้หรือเปล่า 

“เธอตายเพื่อปลุกให้คนตื่น

เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน

เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน

แต่จะหนักและจะแน่นเป็นแผ่นดิน”

บทกวีบทนี้ ดอกจันทน์ว่าแต่งโดยคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นบทกวีในยุคขวาพิฆาตซ้าย เป็นบทกวีที่ชื่อว่า “กระทุ่มแบน” บทกวีบทนี้ เธอคนนั้น คือคุณสำราญ คำกลั่น เป็นกรรมกรหญิง จากโรงงานกระเบื้องเคลือบที่อ้อมน้อย คุณสำราญเป็นกรรมกรหญิงที่ถูกฆ่า เธอไม่ใช่ผู้นำแรงงานนะคะ เป็นคนที่ไปร่วมชุมนุมอยู่ตรงนั้น และเป็นคนแรกที่เสียชีวิต มีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องในยุคขวาพิฆาตซ้าย กรรมกรนัดหยุดงาน ฝ่ายขวาก็เอานักเลงมาทำร้ายกรรมกร 

28 กรกฎาคม 2518 คุณเนาวรัตน์บอกว่า คุณสำราญ กรรมกรหญิงอายุ 15 อายุ 15 ปี ตอนที่เธอตาย จะเป็นคนที่ตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่นและเห็นถึงความเข้มข้นของการต่อสู้ของกรรมกรในขณะนั้น ช่ออยากให้คำกล่าวของช่อเป็นเรื่องนี้ค่ะ การตายที่ปลุกให้ทุกคนตื่น มีการตายอีกหลายครั้งค่ะ ที่ตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่น 

ทุกคนเคยเห็นภาพเด็กผู้ชายชาวเคิร์ดคนหนึ่งที่นอนอยู่ที่ชายฝั่งของอิตาลี อลัน เคอร์ดิช เด็กอายุไม่กี่ขวบ ความตายของเขาซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในคนจำนวนมากมายที่ตาย ผู้อพยพลี้ภัยชาวซีเรียที่เสียชีวิตหลังจากนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ยุโรป การตายของอลัน เคอร์ดิช ปลุกกระแสการปรับนโยบายรับมือผู้ลี้ภัยซีเรียครั้งใหญ่ในยุโรป เป็นการตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่น

การตายของจอร์จ ฟลอยด์ คนดำในสหรัฐอเมริกา ประโยคสุดท้ายของเขาเป็นประโยคสุดท้ายเดียวกับวันเฉลิม “I can’t breath” “ช่วยด้วย ผมหายใจไม่ออก” 

ก่อนหน้านั้นคือเอริก การ์เนอร์ คนดำเหมือนกัน ถูกตำรวจอเมริกันสังหาร โดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน เป็นการตายระหว่างถูกจับกุมแล้วก็ถูกล็อกคอ การตายของคนดำสองคนที่จบลงด้วยคำว่า “I can’t breath” เหมือนกัน ได้ปลุกกระแสการต่อสู้เรื่องสีผิวและความไม่เท่าเทียม และการใช้อำนาจ ใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้แต่การตายของคนเสื้อแดง เมษายน – พฤษภาคม 2553 การตายตรงนั้นถูกกวาดล้างความจริงไปด้วย Big Cleaning แต่ก็ถูกนำกลับมาโดยการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว 

หลายคนอาจจะมองว่าการตายเหล่านี้เป็นการตายที่สูญเปล่า จุดไฟขึ้นมาปังเดียว สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านกระแสขวาในยุโรปได้ การตายของคนเสื้อแดง ก็สูญเปล่า ดูรัฐบาลเพื่อไทยตอนนี้สิ พวกเราตายฟรี การตายของสำราญ คำกลั่น ปลุกให้คนตื่นตรงไหน ทุกวันนี้ค่าแรงยังขึ้นไม่ได้เลย 400 บาท ถ้าคุณมองแบบนั้น ช่อรู้สึกว่าคุณกำลังดูถูกการต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา 

ช่อคิดว่าวันนี้เรามาอยู่ที่นี่เพราะว่า ทุกการตายมีความหมาย และเมื่อมันปลุกให้ทุกคนตื่น คนที่ตาย ตายไปแล้ว การต่อสู้ของเขาจบลง แต่สำหรับพวกเราที่รับรู้การตายของเขา อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เรา ว่าเราจะสู้หรือเราจะยอมจำนน เราจะทำให้การตายนั้นเป็นการตายฟรี หรือเราจะทำให้การตายนั้น เป็นการตายที่ปลุกให้ทุกคนตื่น

กลับมาพูดถึงต้าร์ วันเฉลิม คน 99.99% ในประเทศนี้ไม่รู้จักต้าร์ วันเฉลิมมาก่อน จนกระทั่งมีโปสเตอร์สีเหลืองชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในเดือนมิถุนายน 2563 เข้าใจว่าชื่อทางการของโปสเตอร์ชุดนี้ ชื่อว่า Missing ตามหาคนหาย โปสเตอร์สีเหลืองถ่ายรูปสวยมาก Instagramable เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง 

บุคคลในโปสเตอร์ไม่ได้มีต้าร์ วันเฉลิมคนเดียวนะคะ มี 16 คน ไล่ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์อย่างหะยีสุหลง ไล่มาจนถึงครูเตียง ศิริขันธ์ มาจนถึงสุรชัย แซ่ด่าน สหายกาสะลอง สหายภูชนะ และคนอื่นๆ อีกมาก และคนสุดท้ายคือต้าร์ วันเฉลิม ไม่รู้ทำไม โปสเตอร์ของต้าร์ วันเฉลิม เป็นสิ่งที่ประทับจิตใจผู้คนมากที่สุด ให้ช่อเดานะคะ มันเป็นเพราะว่าหน้าตาของต้าร์ วันเฉลิม มันเหมือนกับพวกเรา มันเป็นคนหน้าซื่อๆ คนหนึ่ง เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ใส่แว่น ดู Geek ดูเนิร์ดๆ หน้าตาเหมือนเพื่อนเรา ใส่เสื้อฮาวาย นี่คือสิ่งที่ทรงพลัง และต้องชมคนที่จัดทำโปสเตอร์ว่า เขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม โปสเตอร์ 16 แผ่น 16 แบบ แต่แบบที่ทรงพลังที่สุด มันคือโปสเตอร์ของต้าร์ วันเฉลิม ไม่ใช่ว่าเขาพิเศษค่ะ แต่เป็นเพราะว่าเขาทำให้คนรู้สึกได้ว่า ถ้าคนหน้าตาแบบนี้โดนอุ้มหายได้ กูก็โดนอุ้มหายได้เหมือนกัน

ความตายอันเลวร้ายและฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่พี่น้องของต้าร์ วันเฉลิม เกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเรา เกิดขึ้นกับพี่สาวของเราได้ และนี่คือพลังที่ปลุกให้ทุกคนตื่น นี่คือการต่อสู้ที่จะส่งต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบเท่าที่เราไม่ยอมจำนน สำหรับช่อนะคะ นี่ไม่ใช่หนังสือค่ะ เหมือนที่โปสเตอร์เหลือง 16 แผ่นนั้น ไม่ใช่โปสเตอร์ สำหรับช่อ โปสเตอร์เหลือง 16 แผ่นนั้น เป็นแคมเปญการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษ เพราะว่ามันได้ปลุกให้คนตื่นขึ้นมารับรู้ว่ามีอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติที่เรียกว่าการบังคับสูญหายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีใครรับผิดชอบ ในประเทศไทย โปสเตอร์ 16 แผ่นนั้น คือแคมเปญค่ะ คือเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และหนังสือเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน ช่อเรียกสิ่งนี้ว่า การไม่ยอมจำนน 

มันมีตลกร้ายที่ชอบพูดกันว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คนพูดต่างหากที่ตาย” ไม่ตลกค่ะ เพราะมีคนตายจากการพูดความจริงเยอะแล้วในประเทศไทย แถมตายฟรีในแง่ที่ว่าคนทำไม่ต้องรับผิดชอบ เล่มบางๆ ค่ะ เล็กๆ อ่านแป๊บเดียวก็จบ ช่ออ่าน 20 นาทีจบเลยนะคะ แต่มันไม่ใช่หนังสือค่ะ มันคือการพิสูจน์ว่า ความจริงไม่มีวันตาย และคนที่พูดก็จะไม่ตาย ถ้ามีคนพูดมันเป็นล้านๆ คน 

คนพูดที่ตายเพราะว่าพูดอยู่คนเดียว พูดคนเดียว ตายในประเทศบัดซบนี้ แต่ถ้าพูดเป็นล้านคน ไม่ตาย และความจริงจะส่งต่อ ขยายไปเรื่อยๆ นี่คือพลังของแคมเปญที่ช่อคิดว่าจะเป็นแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษต่อไป เพราะว่าของทศวรรษนี้เป็นของโปสเตอร์สีเหลืองแล้ว เพราะฉะนั้น อันนี้จะเป็นของทศวรรษต่อไป 

สำหรับช่อ การที่จะทำให้ความจริงไม่ตาย และคนพูดต้องไม่ตาย เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ในความเป็นจริง การส่งต่อความจริง การรักษาความจริงเอาไว้ควรเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจใช่ไหมคะ เวลาที่เขาจะสมานฉันท์ (Reconciliation) เขามีคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆ ในประเทศบัดซบนี้ค่ะ เราอาจจะไม่ได้เห็นมันในอนาคตอันใกล้ จากผู้มีอำนาจรัฐ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไม่ฝันถึง หรือไม่เรียกร้องถึงมัน 

ในระยะปัจจุบันเฉพาะหน้า ช่อคิดว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่จะต้องช่วยกันรักษาความจริง และพูดความจริงให้คงอยู่ ตัวเราจะเป็นหนึ่งในแสน หนึ่งในล้าน หนึ่งในสิบล้านคนที่รักษาและส่งต่อความจริงนี้ แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยอย่าทำแบบนี้มากเกินไปนะคะ พวกเราถูกเลี้ยงดูมาในประเทศที่บุฟเฟต์เกินไป ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเอง ช่วยเหลือกันเองมากจนเกินไป ในขณะที่วันนี้เราเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อความจริง เรามาช่วยกันเรียกร้องอีกอย่างหนึ่งค่ะ นั่นก็คือการเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจทำหน้าที่ของเขาค่ะ 

ช่อรอค่ะ ในวันที่คุณทักษิณพูดเป็นครั้งแรกที่เนชั่นว่า เรื่องในกัมพูชาไม่มีอะไรหรอก เคลียร์ได้ สนิทกัน ดิฉันรอมากว่า ฉันจะหาจังหวะไหนที่ดีที่สุดในการตอบประเด็นนี้ ในวันที่แพทองธารพูดว่า ก็ยอมรับว่าครอบครัวทั้งสองประเทศสนิทสนมคุ้นเคยเป็นเพื่อนกัน ดิฉันตั้งใจมากเลยว่าดิฉันต้องมาพูดสิ่งนี้ที่งานนี้ให้ได้ ไม่ใช่พูดให้ต้าร์ วันเฉลิมนะคะ พูดให้กับคนไทยทุกคน ที่เป็นประชาชนผู้เสียภาษีให้กับรัฐบาล 

รูปที่อยู่ข้างหลังนี้ เมื่อสักครู่ได้ถูกพูดไปแล้ว สนิทกันจริงค่ะ วันนี้เรื่องนี้ไม่ต้องพิสูจน์ ถูกยอมรับอย่างเปิดเผย ฮุนเซนเป็นคนแรกที่มาเยี่ยมทักษิณถึงบ้านในวันที่ทักษิณกลับถึงประเทศไทย คุณแพทองธารไปกัมพูชาเป็นประเทศแรก ตอนที่เป็นนายกฯ ฮุนมาเนตมาประเทศไทยเป็นประเทศแรกตอนที่เป็นนายกฯ เป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สิ่งที่เราเรียกร้องก็คือ ช่วยพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ความแน่นแฟ้นนี้จะนำมาซึ่งความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนในชาติ

คนในรูปนี้คือคนที่สนิทกับอดีตนายกฮุนเซน คนในรูปนี้ปรากฏตัว มีหลักฐานว่าปรากฏตัวในวันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป คนในรูปนี้ปรากฏรูปในวันที่ทักษิณสวมกอดฮุนเซน ถ้าสนิทกัน ขอท่านจงพิสูจน์ตัวเองค่ะว่า ความสนิทสนมนั้นจะนำมาซึ่งความเป็นธรรมให้กับคดีของต้าร์ วันเฉลิม ท่านต้องพิสูจน์ว่าความสนิทสนมของท่านจะรับใช้ประชาชนคนไทย ถ้าไม่คิดว่าทำให้ประชาชนคนไทย ขอให้คิดว่าทำให้คนที่รับใช้พรรคเพื่อไทยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

คือรัฐบาลควรจะทำเพื่อประชาชนคนไทย แต่ท่านไม่คิดแบบนั้น คิดว่าทำให้กับข้าเก่าเต่าเลี้ยงที่รับใช้ท่านจนวันสุดท้ายของชีวิต ขอให้ใช้ความสนิทสนมที่ท่านพูดถึงอย่างภาคภูมิใจ หลายครั้งหลายหน ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อำนวยความเป็นธรรมให้กับคดีของต้าร์ วันเฉลิม และช่วยการันตีว่าความสนิทสนมนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “โสมมประชาคมอาเซียน” แต่เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความผาสุกและประโยชน์สุข

ขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องไปถึงคุณแพทองธาร ชินวัตร และคุณทักษิณ ชินวัตร พิสูจน์ให้ประชาชนคนไทยเห็นว่าคุณคือผู้นำที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวคุณ และเพื่อนสนิทของครอบครัวคุณค่ะ

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts