22 พฤษภาคม 2568 ครบรอบ 11 ปี การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ย้อนไปเมื่อ 11 ปีก่อน ในช่วงเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กระทำการรัฐประหาร โค่นล้มอำนาจของรัฐบาลนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประวัติศาสตร์ไทย และยังเกิดขึ้นห่างจากรัฐประหารครั้งก่อนหน้าเพียง 8 ปีเท่านั้น

รัฐประหารโดย คสช. เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปลาย พ.ศ. 2556 ที่มีการชุมนุมในกรุงเทพมหานคร นำโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการเสนอกฎหมายร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง” ของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งการก่อตั้ง “สภาประชาชน” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพื่อดูแลการปฏิรูปการเมือง ขณะเดียวกัน ก็มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ส่งผลให้มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ความโกลาหลดังกล่าว เปิดทางให้ คสช. ทำการรัฐประหาร โดยประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ และให้ยุบวุฒิสภา จากนั้นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนรัฐสภา โดยในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ภายหลัง พลเอกประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Time ว่า การตัดสินใจยึดอำนาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต ตนใช้เวลามากกว่า 6 เดือนเพื่อตัดสินใจ ไม่ได้ตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะทำการรัฐประหาร เพียงแต่ตนไม่สามารถปล่อยให้ประเทศชาติเสียหายไปมากกว่านี้

หลังจากการรัฐประหาร มีการสั่งให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ทุกแห่งหยุดออกอากาศรายการปกติและให้แพร่สัญญาณรายการของกองทัพบกเท่านั้น รวมทั้งสั่งห้ามจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีการเรียกตัวนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือมีแนวคิดที่แตกต่างจาก คสช. ให้เข้าไปรายงานตัวต่อ คสช. ยิ่งกว่านั้น ยังมีการดำเนินคดีทางการเมืองต่อผู้ที่เห็นต่างจำนวนมาก

ผลกระทบที่สำคัญจากการรัฐประหาร 2557 คือมีผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวนมาก โดยในวาระครบรอบ 6 ปี รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ศูนย์ทหารความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่รายงาน ระบุว่า มีผู้ถูกผลักดันให้ลี้ภัยจากสถานการณ์ทางการเมืองและการไล่ล่ากวาดล้าง ภายใต้ประกาศและคำสั่ง คสช. อย่างน้อย 104 ราย ทั้งด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง ความหวาดกลัวจากการถูกติดตามและคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ทหาร หรือการถูกออกหมายจับในคดีมาตรา 112 

ยิ่งกว่านั้น มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลายรายถูกสังหาร และถูกบังคับสูญหายในระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกอุ้มหายไปในประเทศกัมพูชา, สยาม ธีรวุฒิ ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในเวียดนาม ทว่าไม่มีใครทราบชะตากรรม, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ที่ถูกอุ้มหายในประเทศลาว รวมทั้งชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ ซึ่งหายตัวไปในประเทศลาว และถูกพบร่างไร้วิญญาณในแม่น้ำโขง ที่ จ.นครพนม และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดถูกดำเนินคดีจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้

แม้หลายคนจะถูกทำให้เชื่อว่าการรัฐประหารนำมาซึ่งความสงบสุข ดังชื่อของ คสช. และคำมั่นสัญญาว่าจะ “คืนความสุข” ให้แก่ประชาชน แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากการรัฐประหาร คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม ไปจนถึงสิทธิในการมีชีวิต ความสงบที่เกิดขึ้น แท้จริงคือ “ความเงียบสงัด” ที่มาจากความกลัว เศรษฐกิจที่ถดถอย ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ผู้ก่อรัฐประหารยังคงลอยนวลพ้นผิด และยังคงทิ้งมรดกซึ่งกีดขวางการเติบโตของประชาธิปไตยเอาไว้

เพราะฉะนั้น รัฐประหารไม่ใช่หนทางสู่สันติสุข และไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts