การบังคับสูญหายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: วิกฤตแห่งการพ้นผิดลอยนวลและเหยื่อที่ถูกลืม
ในการประชุมครั้งที่ 136 ของคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายแห่งสหประชาชาติ (United Nations Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances – WGEID) ที่กรุงเทพมหานคร องค์การต่อต้านการบังคับสูญหายสากล (OMCT) ร่วมกับครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย องค์กรภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการบังคับสูญหายที่ฝังรากลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การบังคับสูญหายถือเป็นข้อกังวลสำคัญในภูมิภาคนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังคงอยู่ได้ด้วยวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่งบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ บั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง และกัดกร่อนการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จากข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดย WGEID กรณีการบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,324 กรณี ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงไม่ได้รับการคลี่คลาย ขณะที่ตัวเลขเหล่านี้เป็นกรณีเฉพาะที่ยื่นเรื่องต่อ WGEID อย่างเป็นทางการเท่านั้น นั่นหมายความว่า ยังมีกรณีที่เชื่อว่าเป็นการบังคับสูญหายที่ยังไม่ถูกนับรวมอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นตัวชี้วัดที่ชัดแจ้งถึงความล้มเหลวในเชิงระบบของรัฐบาลต่างๆ ในการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันหรือจัดการกับการบังคับสูญหาย แม้ว่าจะมีการเรียกร้องความรับผิดรับชอบอย่างต่อเนื่อง แต่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ทราบความจริง ไม่ได้รับความยุติธรรม และไม่ได้รับการเยียวยา
รูปแบบการบังคับสูญหาย ประกอบด้วย การบังคับสูญหายในระยะสั้น ที่มุ่งปิดปากผู้เห็นต่าง การลักพาตัวนักกิจกรรมหรือผู้เห็นต่างจากรัฐข้ามพรมแดน และการพุ่งเป้าอย่างเป็นระบบไปยังนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้ที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ครอบครัวของผู้สูญหายมักจะต้องทนทุกข์กับการล่วงละเมิด การสอดส่องจับตาดู และการแก้แค้นเอาคืนจากการที่พวกเขาพยายามค้นหาความจริงและเรียกร้องความรับผิดรับชอบจากรัฐ
ท่ามกลางความรุนแรงของประเด็นปัญหานี้ มีเพียงสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย ที่ได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED) ประเทศอินโดนีเซียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ลงนาม แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาฉบับนี้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมีความคืบหน้าไม่มากนัก หรือไม่มีความคืบหน้าเลย ในการใช้อนุสัญญาฉบับนี้ หรือจัดตั้งกลไกภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ การเรียกร้องการปฏิรูปจากครอบครัวของผู้สูญหาย องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ โดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกัน ความรับผิดรับชอบก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกยกเว้น
ประเทศฟิลิปปินส์ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับสูญหายมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการบังคับสูญหาย (Anti-Enforced or Involuntary Disappearance Act (RA 10353)) เมื่อปี 2012 แต่การบังคับใช้กลับไม่เพียงพอ ในขณะที่การสืบสวนในกรณีต่างๆ ก็มักจะยืดเยื้อ หรือไม่ปรากฏว่ามีการสืบสวนใดๆ
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เข้ารับตำแหน่งในปี 2022 องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน Families of Victims of Involuntary Disappearance (FIND) รายงานว่า มีกรณีการบังคับสูญหายอย่างน้อย 45 กรณี – เฉลี่ยมากกว่า 1 กรณีต่อเดือน โดยผู้ถูกบังคับสูญหายส่วนใหญ่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้ที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และการปกป้องสิ่งแวดล้อม
การเปิดงานของ WGEID ครั้งนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวกับวาระครบรอบสองปีการหายตัวไปของนักปกป้องสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างบาซู เดอ เฮซุส (Bazoo de Jesus) และเด็กซ์เตอร์ คาปูยาน (Dexter Capuyan) ผู้ซึ่งหายตัวไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2023 และยังคงไม่ทราบชะตากรรม เช่นเดียวกันกับเจมส์ แจสมินส์ (James Jazmines) และเฟลิกซ์ ซาลาวาเรีย จูเนียร์ (Felix Salaveria Jr.) วิลเลียม ลาริโอซา (William Lariosa) เดนัลด์ เมียเลน (Denald Mialen) และ เรเนล เดลอส ซานโตส (Renel Delos Santos) ซึ่งครอบครัวของพวกเขายังคงต้องเผชิญกับการคุกคาม การถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และการปฏิเสธที่จะให้ความยุติธรรม การเยียวยาทางกฎหมายที่ครอบครัวเรียกร้อง รวมถึงการยื่นขอความคุ้มครอง ยังคงถูกชะลอไว้หรือไม่ได้รับการจัดการ
ในประเทศอินโดนีเซีย มีรายงานว่าการบังคับสูญหายในระยะสั้นถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ในการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 มีรายงานว่า บุคคลจำนวนมากถูกควบคุมตัวโดยไม่ทราบสถานที่ควบคุมเป็นเวลานานหลายวัน และหลายคนในกรณีนี้ถูกปฏิเสธสิทธิในการติดต่อตัวแทนทางกฎหมายหรือสมาชิกในครอบครัว เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในการชุมนุมต่อต้านการแก้ไขกฎหมายกองทัพอินโดนีเซีย เมื่อปี 2025 ซึ่งนักกิจกรรมหลายคนถูกคุมตัวและตกเป็นผู้เสียหายในกรณีการบังคับสูญหายระยะสั้น เหตุการณ์เหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่กว้างขวางขึ้นที่หน่วยงานรัฐใช้การบังคับสูญหายเป็นวิธีการหนึ่งในการขัดขวางผู้เห็นต่างทางการเมืองและจำกัดพื้นที่ของพลเมือง แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะแสดงความตั้งใจในการให้สัตยาบันต่อ ICPPED ในปี 2022 แต่ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าใหญ่ๆ ในกระบวนการนี้แต่อย่างใด
ในประเทศไทย การบังคับสูญหายยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะมีการปฏิรูปทางด้านกฎหมายครั้งสำคัญ เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 และการให้สัตยาบันในอนุสัญญา ICPPED เมื่อปี 2024 ขณะที่การปฏิรูปเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกและการวางกรอบการดำเนินงานด้านกฎหมายที่เฝ้ารอคอยกันมานาน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่ได้ลงมือปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเป็นรูปธรรม การสืบสวนคดียังคงเป็นไปอย่างมืดมน ขาดความโปร่งใส และการเปิดเผยต่อสาธารณชน กรณีของนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง พอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ซึ่งถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2014 และประเด็นเรื่องการฆาตกรรมยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ในเดือนกันยายน 2023 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของไทยได้ยกฟ้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 4 นาย ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมทั้งหมด มีเพียงอดีตหัวหน้าอุทยาน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่ต้องโทษจำคุก 3 ปี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่คดีแพ่งที่ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยครอบครัวของบิลลี่นั้นถูกระงับพร้อมกับการสืบพยานฝ่ายโจทก์ ที่เดิมกำหนดไว้เป็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 ก็ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับกรณีฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้นจากการใช้การบังคับสูญหายเป็นเครื่องมือในการกดปราบทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2014 ที่มักจะพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อรัฐหรือสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งผู้ที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยในระหว่างปี 2016 – 2019 ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทย ซึ่งลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ได้หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ หนึ่งในกรณีที่เป็นสัญลักษณ์มากที่สุด คือการหายตัวไปของวันเฉลิม “ต้าร์” สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมผู้สนับสนุนประชาธิปไตยชาวไทย ที่ถูกลักพาตัวในช่วงกลางวันในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นช่วงเวลาที่เขาถูกลักพาตัว ทว่าการสืบสวนกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย ทั้งยังถูกขัดขวางจากการขาดความโปร่งใสและขาดความร่วมมือจากทั้งรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย ความพยายามในการค้นหาความจริงโดยครอบครัวของวันเฉลิมถูกขัดขวางโดยการคุกคามและละเมิดสิทธิซ้ำๆ ส่วนนักกิจกรรมผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ได้แก่ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, สยาม ธีรวุฒิ และกฤษณะ ทัพไทย ก็หายตัวไปในลักษณะที่มีเงื่อนงำเช่นเดียวกัน ในเดือนมิถุนายน 2024 รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า การหายตัวไปเหล่านี้สะท้อนให้เห็นรูปแบบที่สอดคล้องกับการปฏิบัติการที่สั่งการโดยรัฐ
ในกัมพูชา ข้อกังวลต่างๆ อยู่ที่การขาดความคืบหน้าในการจัดการกับปัญหาการบังคับสูญหาย ทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน หนึ่งในกรณีสำคัญที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย คือกรณีของ Khem Sophat เยาวชนวัย 16 ปี ที่หายตัวไปในการสลายการชุมนุมของคนงานโรงงานเย็บผ้าโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2014 พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นเขานอนอยู่ที่พื้นหลังจากถูกยิง เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ไม่มีความคืบหน้าใหญ่ๆ ในการสืบสวนเกี่ยวกับการหายตัวไปของเขา หรือควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐกัมพูชายังล้มเหลวในการติดตามการสืบสวนกรณีของนักกิจกรรมชาวไทย วันเฉลิม “ต้าร์” สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่กล่าวไปข้างต้น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โฆษกรัฐบาลอ้างว่าได้ยุติการสืบสวนแล้ว เนื่องจากไม่พบหลักฐานเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2025 ยังไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึงทนายความชาวกัมพูชา ที่เป็นตัวแทนครอบครัวของวันเฉลิม ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลถึงความโปร่งใสและกระบวนการสืบสวน
ประเทศเวียดนามก็เผชิญกับการตรวจสอบอย่างละเอียดเช่นกัน เกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกับการปราบปรามข้ามชาติ โดยเฉพาะการพุ่งเป้าที่ผู้เห็นต่างทางการเมืองในต่างประเทศ กรณีที่เป็นที่สนใจ ได้แก่ กรณีของเจือง ซุย เญิ๊ต (Trương Duy Nhất) สื่อมวลชนที่หายตัวไปในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2019 ขณะที่ลี้ภัย และภายหลังพบว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเวียดนาม ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการลักพาตัวข้ามพรมแดน และแม้จะมีข้อแนะนำจากกลไกการทบทวนสิทธิมนุษยชนตามระยะเวลา (Universal Periodic Review – UPR) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลเวียดนามก็ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันใน ICPPED
ส่วนในลาว กรณีของสมบัด สมพอน ยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญที่สุดของกรณีการบังคับสูญหายที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย สมบัด นักเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาชุมชนชื่อดัง ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2012 ที่ด่านตรวจในกรุงเวียงจันทน์ ภาพจากกล้องวงจรปิดในด่านตรวจเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสมบัดหยุดรถและถูกนำตัวไปต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศ และกลไกของสหประชาชาติ แต่ทางการลาวก็ยังคงยืนยันว่ากรณีนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 12 ปีแล้ว และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ รวมทั้งไม่มีการควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตาม
จากการประชุมของ WGEID ที่กรุงเทพฯ รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องก้าวข้ามวาทกรรมและมุ่งมั่นที่จะลงมือปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ร่วมมือ และยั่งยืน ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค เพื่อยืนยันความรับผิดรับชอบและรับรองสิทธิในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาในการบังคับสูญหายทุกกรณี รวมถึงการบังคับสูญหายในระยะสั้น ซึ่งมักจะถูกละเลยหรือมองข้ามไป
ขั้นแรก ต้องมีการให้สัตยาบันและปฏิบัติตามอนุสัญญา ICPPED อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การให้สัตยาบันเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องมีการรับรองโดยการบังคับใช้ผ่านกฎหมายภายในประเทศอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับความพยายามในการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและสถาบันในประเทศ ที่ซึ่งการป้องกันยังไม่เพียงพอหรือยังขาดอยู่ ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการสร้างกลไกการสืบสวนที่เป็นอิสระ เชี่ยวชาญ และเป็นกลาง ผู้เสียหายและครอบครัวจะต้องได้รับการรับรองการเข้าถึงความยุติธรรม การเยียวยา และการปกป้องคุ้มครองจากการคุกคามและการแก้แค้นเอาคืน
การบังคับสูญหายข้ามพรมแดนที่เพิ่มมากขึ้นยังเรียกร้องความใส่ใจอย่างเร่งด่วน กรณีผู้ลี้ภัยทางการเมือง นักกิจกรรม และผู้เห็นต่างที่ตกเป็นเป้า ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะต้องได้รับความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการร่วมกันสืบสวนข้ามแดน การแบ่งปันข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ และความช่วยเหลือทางกฎหมายร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กระทำจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ผู้แปล : ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

![[PR]ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ รับทำการสอบสวน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์-น้องสาวสยาม ธีรวุฒิ เข้าให้การต่ออัยการ กรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/01/21-1-69-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


