วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก จะนัดไต่สวนคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดเพื่อความยุติธรรม  (Montagnards Stand for Justice – MSFJ) ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนา นายเบดั๊บ เป็นผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์โดยได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยและได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR)  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เข้าจับกุมตัวนายเบดั๊บด้วยหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน ในคดีที่นายเบดั๊บถูกรัฐบาลเวียดนามตั้งข้อหาก่อการร้ายจากเหตุจลาจลเมื่อปี 2566 ซึ่งนายเบดั๊บให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของตนเป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรงตลอดมา ทั้งในขณะเกิดเหตุการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ตัวเขาก็ไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม และศาลเวียดนามได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาลงโทษเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ปรากฎตัวที่ศาลโดยไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนามแต่อย่างใด การที่ทางการเวียดนามขอให้ทางการไทยจับกุมตัวนายเบดั๊บอาจทำให้เขาถูกส่งตัวกลับประเทศเวียดนาม ภายใต้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและต้องเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากทางการเวียดนาม 

เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน มีความห่วงกังวลว่า กรณีของนายเบดั๊บเป็นกรณีการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามซึ่งแม้ว่า ประเทศไทยและประเทศเวียดนามไม่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่รัฐบาลเวียดนามก็สามารถร้องขอให้ประเทศไทยส่งตัวบุคคลที่กระทำความผิดเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ โดยอาศัยช่องทางการทูตตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่นายเบดั๊บ เป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งตกเป็นเป้าหมายของทางการเวียดนามในการคุกคามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดกลุ่มคนที่เห็นต่างในการนับถือศาสนาที่รัฐบาลเวียดนามไม่ยอมรับ หากรัฐไทย ผลักดันกลับ อาจเป็นการผลักดันที่ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ในอันตรายและเสี่ยงต่อการถูกกระทำทรมาน กระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งขัดกับหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulment)  ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติข้อ 6 และข้อ 7 ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) บทบัญญัติข้อ 3 ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (The Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT)  และบทบัญญัติข้อ 16 ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) รวมถึงพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 อีกด้วย1 ข้อสังเกตเชิงสรุปต่อรายงานรวมฉบับที่ 4-8 ของประเทศไทย คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ  เอกสาร ยูเอ็น   ฉบับที่  CERD/C/THA/CO/ 4-8 คณะกรรมการ CERD ได้พิจารณารายงานตามวาระฉบับที่ 4-8 ของประเทศไทย(CERD/C/THA/4–8) ซึ่งส่งมอบในคราวเดียว ระหว่างการประชุมครั้งที่ 2847 และ 2848 (CERD/C/SR. 2847; CERD/C/SR. 2848) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2564 โดยในการประชุมครั้งที่ 2861 ของคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ได้มีการรับรองข้อสังเกตเชิงสรุปดังต่อไปนี้

ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย

คณะกรรมการรับทราบถึงความพยายามของรัฐภาคีในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก และการตัดสินใจเริ่มต้นใช้กลไกคัดกรองสำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ทั้งนี้ เรายังมีความกังวลว่ารัฐภาคียังไม่มีหลักประกันที่เพียงพอว่าจะดำเนินการตามหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย (non-refoulement) และเรายังได้รับรายงานกรณีการเนรเทศและใช้กำลังส่งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยซึ่งต้องการความคุ้มครองในระดับนานาชาติกลับไป เช่นที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา นอกจากนั้น คณะกรรมการยังมีข้อกังวลในกรณีการคุมตัวแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และผู้ลี้ภัยเป็นเวลายาวนานและทำให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ รวมถึงการคุมตัวเด็กและผู้อุปถัมภ์ในห้องขังร่วมกับผู้ถูกคุมตัวที่เป็นผู้ใหญ่ (ข้อ 5)

คณะกรรมการเน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะครั้งก่อนหน้าอีกครั้ง (CERD/C/THA/CO1-3, วรรค 25) นั่นคือให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการทางนิติบัญญัติในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และให้การรับรองทั้งทางกฎหมายและการปฏิบัติด้วยความเคารพในหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย คณะกรรมการยังได้เสนอแนะให้รัฐภาคีปฏิบัติใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อสร้างทางเลือกอื่น ๆ แทนการคุมขังแรงงานที่ไม่มีเอกสาร ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย และรับประกันว่าสภาพความเป็นอยู่ในขณะคุมตัวนั้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ



มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หรือสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 ณ ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา รัชดา เพื่อให้มั่นใจว่านายเบดั๊บ จะไม่ถูกผลักดันกลับไปเผชิญภัยอันตรายใดๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาจะมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ เพื่อป้องกันไม่เกิดกรณีการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง


Author

  • 1
     ข้อสังเกตเชิงสรุปต่อรายงานรวมฉบับที่ 4-8 ของประเทศไทย คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ  เอกสาร ยูเอ็น   ฉบับที่  CERD/C/THA/CO/ 4-8 คณะกรรมการ CERD ได้พิจารณารายงานตามวาระฉบับที่ 4-8 ของประเทศไทย(CERD/C/THA/4–8) ซึ่งส่งมอบในคราวเดียว ระหว่างการประชุมครั้งที่ 2847 และ 2848 (CERD/C/SR. 2847; CERD/C/SR. 2848) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2564 โดยในการประชุมครั้งที่ 2861 ของคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ได้มีการรับรองข้อสังเกตเชิงสรุปดังต่อไปนี้

    ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย

    คณะกรรมการรับทราบถึงความพยายามของรัฐภาคีในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก และการตัดสินใจเริ่มต้นใช้กลไกคัดกรองสำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ทั้งนี้ เรายังมีความกังวลว่ารัฐภาคียังไม่มีหลักประกันที่เพียงพอว่าจะดำเนินการตามหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย (non-refoulement) และเรายังได้รับรายงานกรณีการเนรเทศและใช้กำลังส่งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยซึ่งต้องการความคุ้มครองในระดับนานาชาติกลับไป เช่นที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา นอกจากนั้น คณะกรรมการยังมีข้อกังวลในกรณีการคุมตัวแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และผู้ลี้ภัยเป็นเวลายาวนานและทำให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ รวมถึงการคุมตัวเด็กและผู้อุปถัมภ์ในห้องขังร่วมกับผู้ถูกคุมตัวที่เป็นผู้ใหญ่ (ข้อ 5)

    คณะกรรมการเน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะครั้งก่อนหน้าอีกครั้ง (CERD/C/THA/CO1-3, วรรค 25) นั่นคือให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการทางนิติบัญญัติในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และให้การรับรองทั้งทางกฎหมายและการปฏิบัติด้วยความเคารพในหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย คณะกรรมการยังได้เสนอแนะให้รัฐภาคีปฏิบัติใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อสร้างทางเลือกอื่น ๆ แทนการคุมขังแรงงานที่ไม่มีเอกสาร ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย และรับประกันว่าสภาพความเป็นอยู่ในขณะคุมตัวนั้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ