เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจคนเข้าเมืองได้จับกุมตัว นายอี ควิน เบอดั้บ (Mr. Y Quynh Bdap) นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาชาวเวียดนาม อายุ 32 ปี ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์โดยได้รับสถานะผู้ลี้ภัย และการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR)  นายอีฯ เป็นแกนนำเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนาให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ถูกรัฐบาลเวียดนามตั้งข้อหาก่อการร้ายจากเหตุจลาจลปีที่ผ่านมา ซึ่งนายอีฯ ให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิของนายอีฯ เป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรง โดยนายอี ควิน เบอดั้บ  ถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ หลังจากสัมภาษณ์กับสถานทูตประจำประเทศแคนาดาเพื่อการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สาม และอาจจะถูกส่งตัวกลับเวียดนาม โดยใช้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ทางเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจึงใคร่ขอแสดงความห่วงใยว่าการจับกุมผู้ลี้ภัยกรณีดังกล่าวเป็นการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ทำข้อตกลงกันไว้ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งผิดหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติข้อ 6 และข้อ 7 ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) บทบัญญัติข้อ 3 ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (The Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT)  และบทบัญญัติข้อ 16 ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) และหลักนี้ยังถือเป็นหลักกฎหมายบังคับเด็ดขาด (jus cogens) และเป็นสิทธิเด็ดขาด (Absolute Right) ที่รัฐมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติโดยไม่มีข้อยกเว้นในทุกกรณี และในทุกสถานการณ์  รวมถึงพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 ระบุไว้ว่าห้ามมิให้หน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคล เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะตกไปอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกกระทำให้สูญหาย

เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้ทางการไทยพิจารณาข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. ขอให้รัฐบาลไทยตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศเข้าทำการสืบสวนหรือทำการใดที่ไม่ถูกกฎหมายในไทยในการจับกุมนักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยรายนี้และรายอื่นๆหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นการละเมิดกฎหมายไทย ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบการใช้อำนาจได้เพื่อป้องกันการกดปราบข้ามชาติ
  2. ไม่ส่งตัวนายอี ควิน เบอดั๊บให้กับทางการเวียดนาม ตามหลักการไม่ส่งกลับ และมาตรา 13 ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 
  3. ให้การจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการกระบวนการจับกุมตามมาตรา 22 ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบแจ้งพนักงานอัยการและผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 
  4. นายอี ควิน เบอดั๊บ พึงได้รับสิทธิการประกันตัวเพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างมีความเป็นธรรม เนื่องจากมีการตั้งข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจทำให้นายอี ควิน เบอดั๊บไม่ได้รับการประกันตัวเนื่องจากหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าว 
  5. ประสานงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในการส่งตัวนายอี ควิน เบอดั๊บไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ตามที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุมเวทีผู้ลี้ภัยโลก ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2566 ว่าจะขยายความร่วมมือกับประเทศที่สามในการหาทางออกที่ยั่งยืนให้แก่ผู้หนีภัยกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศไทย

แถลง ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2567

  1. มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ
  2. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
  3. Manushya Foundation
  4. ALTSEAN
  5. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
  6. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) 
  7. เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ

Author