เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม สมาคมเพื่อป้องกันการทรมาน (APT) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดงาน “1 ปี พ.ร.บ. ซ้อมทรมานฯ ข้อท้าทายและความความคาดหวัง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ในงานครั้งนี้หลายภาคส่วนได้มาร่วมแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียน สะท้อนปัญหารวมถึงความคาดหวังต่อกฎหมายฉบับดังกล่าวในอนาคต
วงเสวนาแรก: 1 ปีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
งานเสวนาวิชาการในวันนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยวงเสวนาวงแรกในหัวข้อ “1 ปีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ” โดยมีตัวแทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด สี่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหาย โดยตรงมาร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย ดำเนินรายการโดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบรออนุมัติ-เตรียมร่างระเบียบค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน-การตีความควบคุมตัวยังท้ายทาย นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เริ่มวงเสวนาเป็นคนแรก นรีลักษณ์ กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินงานของกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรมตลอดระยะเวลามากกว่าสิบห้าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2550 ที่ได้ดำเนินการผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายฉบับดังกล่าว หนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของกรมคุ้มครองสิทธิฯ คือปัจจุบันได้มีการสร้างกลไกอนุกรรมการขึ้นมาสองชุดภายใต้พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย และได้จัดทำระเบียบสองเรื่อง ได้แก่ ระเบียบแนวทางปฏิบัติในการใช้กฎหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจับกุมควบคุมตัวและการรวบรวมข้อมูล ประกาศใช้เมื่อ 21 กันยายน 2566 และระเบียบช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งกำลังจะให้กรรมการพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย พิจารณาในวันที่ 20 มีนาคม 2567 นี้ โดยแผนการดำเนินงานในอนาตคต ได้จัดเตรียมร่างระเบียบค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานต่อไป
ในเชิงสถิติปัจจุบัน กรมคุ้มครองสิทธิฯ รับเรื่องร้องเรียนตามพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายแล้ว 13 กรณี แบ่งเป็นกรณีทรมาน 6 กรณี การกระทำที่โหดร้าย 7 กรณี แต่ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีอุ้มหาย นอกจากนี้ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้มีการตรวจสอบการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวรวม 316 กรณี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นกรณีที่เสียชีวิตผิดธรรมชาติ
ข้อท้าทายที่สำคัญ คือ ปัญหาการตีความบทบัญญัติกฎหมาย การกระทำที่ให้ถือเป็นการควบคุมตัวและต้องบันทึกภาพและเสียง เนื่องจากกฎหมายนี้ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย เช่น เทศกิจ กรมกิจกการเด็กและเยาวชน กรมป่าไม้ หรือรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เป็นต้น

จัดซื้ออุปกรณ์สำเร็จ-อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงเตรียมส่งมอบเดือนมีนาคมนี้- สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อม พ.ต.อ. วีร์พล ใหญ่อรุณ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวย้อนถึงเมื่อหนึ่งปีก่อนที่กฎหมายพึ่งมีการบังคับใช้ ในมุมปฏิบัติของหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิด มองว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายโดยฉับพลัน อย่างไรก็ตามสตช. ได้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งการให้ความรู้และจัดอบรมให้หน่วยงานกำลังพลทั่วประเทศ จัดซื้ออุปกรณ์ในการบันทึกภาพและเสียงและฮาร์ดดิสก์เป็นเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล โดยในตอนแรกเป็นการออกคำสั่งให้หน่วยงานในสังกัดจัดซื้อกันเอง อย่างไรก็ตามเมื่อ 19 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการจัดซื้อกล้องส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว และจะมีการส่งมองภายในเดือนมีนาคม 2567 นี้ อีกทั้งได้มีการจัดซื้อระบบคลาวด์ (Cloud) เพื่อให้เจ้าหน้าที่อัพโหลดข้อมูลไปจัดเก็บไว้ตามระยะเวลาในระเบียบของกระทรวงยุติธรรม
สำหรับปัญหาและข้อท้าทายพ.ต.อ. วีร์พล มองว่าสตช.ยังไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติงานมากนัก เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ ข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือในส่วนการแจ้งการจับกุมไปยังสำนักงานอัยการและกรมการปกครองตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ. ซ้อมทรมาน ยังไม่เป็นไปตามระบบเดียวกันนัก โดยเฉพาะการแจ้งการจับกุมไปสำนักงานอัยการ ยังค่อนข้างไม่สะดวกต่อการทำงาน
ระบบรับแจ้งการควบคุมตัวออนไลน์ 24 ชั่วโมง-ประชุมความพร้อมเจ้าหน้าที่ทุกระดับทั่วประเทศ-นโยบายสำคัญของกรมการปกครอง สมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอว่ากรมการปกครองให้ความสำคัญต่อกฎหมายฉบับนี้มาก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ปัจจุบันกรรมการปกครองได้ตั้งศูนย์รับแจ้ง 878 อำเภอ ครอบคลุมทุกอำเภอ และส่วนกลาง 1 รวมเป็น 879 อำเภอ และมีระบบรับแจ้งการควบคุมตัว (Arrest DOPA) ผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ ระบบดังกล่าวมีการขอเข้าใช้จาก 23 หน่วยงาน ครอบคลุมเกือบทุกหน่วยงานในประเทศ นอกจากนี้ได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมผ่านระบบ DOPA VCS กับปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ฝึกจับกุมแก่ปลัดอำเภอทั่วประเทศ อบรมผู้นำชุมชน รวมถึงทำสื่อเพื่อให้ความรู้ กรมการปกครองได้มีการจัดซื้อกล้องบันทึกภาพและเสียง (Body Cam) กว่า 5,000 ตัวให้พนักงานฝ่ายปกครอง สมชัยย้ำช่วงท้ายของการนำเสนอว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเชื่อมั่น ฝ่ายปกครองก็จะขับเคลื่อนเพื่อไม่ให้ภาคประชาชนผิดหวัง
หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน-คดีบังคับสารภาพลุงเปี๊ยกเป็นคดีพิเศษ-การทำงานแบบบูรณาการหน่วยงาน อังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่าปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษมีการปรับและทบทวนรูปแบบการทำงาน เนื่องจากกรมควบคดีพิเศษเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน แต่ไม่ใช่หน่วยงานรับแจ้งการจุบกุม จึงยังไม่มีเรื่องร้องเรียนตาม พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายเข้ามามากนัก ปัจจุบันมีคดีลุงเปี๊ยก หรือนายปัญญา คงแสนคำ ถูกบังคับสารภาพ กรณีเดียวที่เกี่ยวกับการซ้อมทรมาน ในคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการทำงานแบบบูรณาการหน่วยงานโดยเชิญสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองร่วมเป็นพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษนี้ด้วย

บทบาทสำคัญของอัยการ-ตัวชี้วัดและเอกสารที่อยู่ต่างประเทศเป็นอุปสรรคสำคัญ-แนวคิดและวิธีการทำงานยังต้องปรับ สุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงบทบาทใหม่ของอัยการภายใต้พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวทำให้อัยการมีหน้าที่มากกว่าส่วนงานอื่น เพราะมีหน้าที่ตั้งแต่ดำเนินคดี จัดเก็บข้อมูล รวมถึงการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวน สุรยนได้พูดถึงกรณีอุ้มหายที่ควรจะตรวจสอบให้จบและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรม แต่ยังติดอยู่กับเรื่อง “ตัวชี้วัด” และ “เอกสารที่อยู่ต่างประเทศ” ที่จะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศต้นทาง แม้อัยการจะเป็นผู้แทนในการขอข้อมูลของทางการไทยก็ตาม
เมื่อพูดถึงปัญหาและอุปสรรคยังคงมีอยู่มาก ทั้งเรื่องของกำลังคน แนวคิดวิธีการที่ไม่ตรงกัน เช่น ในประเด็นของการ “รับแจ้ง” เนื่องจากอัยการเป็นหน่วยงานที่ต้องมีการรับแจ้งต่อ กฎหมายฉบับใหม่นี้มองว่า “ควรดำเนินการทันที” ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานรับแจ้งเรื่องตลอดเวลา เมื่อเปรียบเทียบกับระบบของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้พนักงานอัยการรับแจ้งเรื่องผ่านทางระบบฐานข้อมูลออนไลน์อย่างระบบคลาวน์ (Cloud) ได้
วงเสวนาที่สอง: ข้อท้าทายและความคาดหวังต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย
หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐได้มานำเสนอและแลกเปลี่ยนความคืบหน้าในการดำเนินการและข้อท้าทายจากการปฏิบัติงานแล้ว วงเสวนาที่สองของวันจึงได้เริ่มขึ้น โดยเป็นการพูดคุยภายใต้หัวข้อ “ข้อท้าทายและความคาดหวังต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย” ในวงเสวนาดังกล่าวนี้เป็นการพูดคุยระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงตัวแทนจากครอบครัวผู้เสียหาย ดำเนินรายการโดยวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเคารพเจตนารมย์ของกฎหมาย-หนึ่งปีมีเพียงหนึ่งคดีสะท้อนภาพรวมองค์กร-รัฐละเมิดสิทธิเมื่อมีการใช้ข้อยกเว้นรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากการซ้อมทรมาน หม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดวงเสวนาเป็นคนแรก โดยสะท้อนว่า ข้อท้าทายของกฎหมายฉบับใหม่นี้ มาจากเจตนารมณ์การใช้กฎหมายที่ต้องการเคารพความเป็นคน สิทธิ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ มีเพียงสามข้อหาเท่านั้น “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ควรยึดเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ “เคารพ” ศักดิ์ศรีของบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปรับตัวและปรับทัศนคติ โดยเฉพาะอัยการที่กฎหมายให้อำนาจโดยตรงในการสอบสวนตามกฎหมายนี้ แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เพิ่งมีการสอบสวนเพียงหนึ่งคดีเท่านั้นซึ่งสะท้อนทัศนคติภาพรวมขององค์กร ตลอดจนความกล้าที่จะแจ้งเมื่อพบเห็นการกระทำความผิดเช่นกัน
นอกจากนี้ในช่วงท้ายหม่อมหลวงศุภกิตต์ได้พูดถึงข้อท้าทายที่สำคัญและความหวังว่าจะได้เห็นการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หม่อมหลวงศุภกิตต์แลกเปลี่ยนว่าข้อท้าทายที่สำคัญที่สุดของไทยคือการสร้างสมดุลดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ หากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงใช้ข้อยกเว้นรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ ก็จะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ “รัฐละเมิดสิทธิ” ของประชาชน

พ.ร.บ.ซ้อมทรมานฯจะเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม-นำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้ากระบวนการ -ทำอย่างไรให้ตื่นตัวต่อไป นายสมชาย หอมลออ ทนายความและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน มองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่ป้องกันสิทธิของประชาชนเท่านั้น แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้ให้แนวคิดเรื่อง“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีผลในทางปฏิบัติ และขยายไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การสมรสเท่าเทียม ฯลฯ
กฎหมายดังกล่าวมีแนวคิดหลักการใหม่ๆ ที่จะส่งผลต่อการปฏิรูปวงการยุติธรรม เช่น การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาไม่ควรขึ้นอยู่กับหน่วยงานเดียว การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและผู้เสียหายที่มีมากขึ้น การตรวจสอบการปฏิบัตงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยศาล รวมถึงกระบวนการเยียวยาโดยยึดหลัก“ฟื้นฟูให้กลับสู่สถานะเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” การควบคุมอาชญากรรมต้องทำแต่ต้องไม่ลืมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รัฐจะต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ เช่น การสัมภาษณ์แทนการสอบปากคำผู้ต้องหาหรือพยาน
สมชายกล่าวทิ้งท้ายถึงกรณีการละเมิดที่เกิดขึ้นในอดีตก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ แม้ว่ากรณีเหล่านี้จะไม่สามารถเยียวยาได้ในเชิงกระบวนการยุติธรรม แต่สามารถทำได้ในเชิงนโยบายซึ่งสามารถเยียวยาผู้ถูกละเมิดได้โดยมาตรการของฝ่ายบริหาร ซึ่งการเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เป็นหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

การต่อสู้ที่ยาวนานก่อนมีกฎหมาย-ผู้เสียหายสูญเสียทุกอย่าง-ความหวังใหม่ที่จะอำนวยผู้เสียหายให้เข้าถึงความยุติธรรม นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ผู้เสียหายจากคดีซ้อมทรมานกรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม ร่วมวงเสวนาเพื่อสะท้อนเสียงจากผู้เสียหายที่ต้องต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมมาอย่างยากลำบากในกรณีการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวตน นริศราวัลถ์เล่าถึงประสบการณ์การเดินหน้าตามหาความยุติธรรมให้กับพลทหารวิเชียรมากว่า13 ปี นริศราวัลถ์สะท้อนว่าก่อนที่จะมีพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ผู้เสียหายต้องแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมทั้งเวลา สุขภาพจิต อีกทั้งยังรู้สึกว่าถูกเหยียบย้ำจากกระบวนการยุติธรรม จากที่ตนต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าของกระบวนการ การที่ผู้เสียหายต้องหาหลักฐานและติดต่อหน่วยงานด้วยตนเอง ไม่สามารถเข้าเป็นคู่ความหรือเข้าถึงเอกสารสำนวนในคดีได้เนื่องจากเป็นคดีในศาลทหาร รวมไปถึงการที่ตนถูกกลั่นแกล้งฟ้องหมิ่นประมาทจากคู่กรณี
เมื่อพูดถึงความคาดหวังต่อกฎหมายฉบับใหม่นี้นริศราวัลถ์มองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการยกระดับความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย ช่วยลดช่องว่างไม่ให้ผู้เสียหายต้องเผชิญความยากลำบากจากความอยุติธรรมและช่วยให้เข้าถึงทั้งกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาได้ สำหรับตนคาดหวังให้ทุกคนยึดความยุติธรรม กฎหมาย การดำเนินการโดยสุจริต มากกว่าการช่วยพวกพ้องของตน

เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ-ความพยายามพัฒนากลไกของกสม.-หลักฐานทางการแพทย์สู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แลกเปลี่ยนข้อท้าทายและความคาดหวังเป็นคนสุดท้ายของวงเสวนา ปิติกาญจน์ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในเรื่องการเยียวยา ปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงการเยียวยามักนึกถึงเพียงการเยียวยาทางการเงิน แม้ว่ากฎหมายจะพูดถึง “การเยียวยาให้กลับสู่สภาพเดิมที่สุด” จึงควรคำนึงถึง “การเยียวยาด้านจิตใจ” ด้วย ซึ่งควรดำเนินการเชิงระบบ นอกจากนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยังมีความพยายามพัฒนากลไกให้องค์กรอิสระเข้าไปตรวจตราในสถานที่ควบคุมตัว การพัฒนากลไกประชาชนเฝ้าระวังตามมาตรา 29 รวมถึงการพัฒนาระบบและเทคโนโลยีในการแจ้งการจับกุมให้ไม่เป็นภาระของเจ้าหน้าที่เกินสมควร อย่างไรก็ดีตนยังเห็นช่องว่างของกฎหมายฉบับนี้อีกประการหนึ่งคือ หลักฐานทางการแพทย์ที่ควรนำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน ปิติกาญจน์ย้ำว่าจะต้องมีการพัฒนาให้ความเห็นทางการแพทย์ให้นำไปใช้เป็นพยานหลักฐานที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้ เพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม
วงเสวนาที่สาม: ก้าวต่อไปกับการป้องกันการทรมาน
วงเสวนาวงสุดท้ายของวันในหัวข้อ “ก้าวต่อไปกับการป้องกันการทรมาน” ได้ชวนมองไปยังเส้นทางข้างหน้าของพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย โดยมีวิทยากรไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ตัวแทนเยาวชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และองค์กรสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป
บทบาทเครือข่ายเยาวชน-การกระจายและสื่อสารข้อมูลระหว่างเยาวชน-รัฐควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงความเห็น นายอัรฟาน ดอเลาะ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนจากเสียงของเยาวชน แลกเปลี่ยนสิ่งที่เยาวชนอยากเห็นและความคาดหวังต่อการป้องกันทรมาน โดยอัรฟานกล่าวว่าที่ผ่านมาสภาเด็กและเยาวชนได้มีแนวทางในการขับเคลื่อน ปัญหาที่พบเจอคือการสื่อสารระหว่างเยาวชนกับภาครัฐยังไม่เพียงพอ โดยสภาเด็กและเยาวชนมีความพยายมจะผลักดันในหลายประเด็น ได้แก่ การประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มการสื่อสารและการสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ระหว่างเยาวชน รวมถึงการเฝ้าระวังและการประสานเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยระบบการเฝ้าระวังจะประสานกับสภาเด็กและเยาวชนทั่วประเทศซึ่งขณะนี้กำลังหาเครือข่ายทั่วประเทศอยู่
อัรฟานสะท้อนว่าที่ผ่านมาสำหรับฎหมายฉบับนี้ เด็กและเยาวชนยังไม่มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตนเองเท่าไหร่นัก อีกทั้งตนมองว่าเด็กและเยาวชนต้องการสร้างองค์ความรู้สำหรับเยาวชน เพราะปัจจุบันเยาวชนที่รู้เรื่องกฎหมายดังกล่าวและตระหนักเรื่องสิทธิมีจำนวนน้อยมาก

ต้องรับฟังผู้เสียหาย-การสัมภาษณ์อย่างมีประสิทธิภาพ-ความเป็นอิสระในกระบวนการของฝ่ายตุลาการ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและทนายความสิทธิมนุษยชน ได้สะท้อนถึงปัญหาการซ้อมทรมานอุ้มหายและแนวทางการป้องกันในอนาคต พรเพ็ญย้ำในช่วงต้นของการพูดคุยว่า การป้องกันการทรมานที่ได้ประโยชน์ดีที่สุดคือ “การรับฟังผู้เสียหาย” ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานรัฐไม่ประสงค์จะรับฟัง ทั้งนี้ การดำเนินการตามกฎหมายนี้ควรรับฟังผู้เสียหายก่อน ไม่ว่าการร้องเรียนจะมีมูลหรือไม่มีมูล ควรให้สิทธิการร้องเรียนก่อน และรับเรื่องร้องเรียนไว้
นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ พรเพ็ญมองว่าต้องมีการรับฟังผ่านการสื่อสารในระนาบเดียวกันโดยใช้ “การสัมภาษณ์อย่างมีประสิทธิภาพ” แทนการสอบสวน เพื่อรวบรวมข้อมูลด้วยการปฏิบัติต่อพยาน ผู้เสียหาย และผู้ต้องสงสัยแบบเดียวกัน เพื่อไม่ให้ไม่มีอคติ นอกจากนี้พรเพ็ญยังเน้นย้ำในช่วงท้ายถึงประเด็นสำคัญอย่างการรับฟังของกระบวนการของฝ่ายตุลาการที่จะต้องเป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

OPCAT มาตรการป้องกันเหตุลดอัตราการทำผิดซ้ำ-การลงทุนที่ส่งผลดีระยะยาว-ผู้มีอำนาจต้องมีเจตจำนงทางการเมือง ผศ.ดร. รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พูดถึงอนาคตของการป้องกันการทรมานผ่านการเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) โดยได้ให้ความเห็นถึงประโยชน์และข้อท้าทายของการเข้าเป็นสมาชิก ในภาพรวมผศ.ดร. รณกรณ์ มองว่าความท้าทายสำคัญของการเข้าเป็นภาคี OPCAT คือเจตจำนงทางการเมือง (political view) ของผู้มีอำนาจและการสนับสนุนงบประมาณ
อนุสัญญาอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) มีเป้าหมายในการตอบสนองต่อการสร้างกฏเพื่อลงโทษ ส่วนOPCAT มีเป้าหมายคือการป้องกัน การตรวจตราที่คุมขังหรือที่เตรียมที่จะกักขังเพื่อป้องกันเหตุและสื่อสารกับรัฐโดยให้มุ่งเน้นให้ความเห็นมากกว่าการประนาม ผศ.ดร. รณกรณ์ มองว่าข้อท้าทายของของ OPCAT คือข้อกำหนดที่ไม่สามารถปฏิเสธการตรวจเยี่ยมจาก OPCAT ได้ เว้นแต่จะเกิดวิกฤติความปลอดภัย ส่วนข้อเสียของOPCAT คือ แรงกกดดันและความเป็นอิสระของหน่วยงาน รวมถึงการใช้งบประมาณที่สูงเพื่อปรับปรุงมาตรฐาน อย่างไรก็ตามประโยชน์จาก OPCAT มีหลายประการ ที่สำคัญคือ การกดดันจากนานาชาติผ่านการตรวจตราจะทำให้หน่วยงานต้องปรับตัวตลอดเวลาและหามาตรการปรับปรุง ซึ่งถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิดซ้ำ โดยการลงทุนจะไม่เพียงแต่ยกระดับการป้องกันการทรมานเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีทางด้านสังคมด้านอื่นๆ ในระยะยาวหากคนกระทำความผิดซ้ำมีจำนวนลดลง
ในช่วงท้ายผศ.ดร. รณกรณ์ ย้ำว่า ปัจจุบันการขยับของ OPCAT ในประเทศไทยยังไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก การจะทำสำเร็จได้ไม่ได้มาจากภาคประชาสังคมอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐเป็นสำคัญด้วย

ยุทธศาสตร์กสม.-การตรวจเยี่ยมที่คุมขังและกลไกระดับชาติเพื่อป้องกันการทรมาน-ความพยายามผลักดันให้ไทยเข้าเป็นภาคีOPCAT ก่อนจบวงเสวนาสุดท้ายของวัน ชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอในประเด็นที่ต่อเนื่องจากผศ.ดร. รณกรณ์ คือมุมมองการป้องกันการซ้อมทรมาน การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับงานด้านการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวและทิศทางในอนาคต โดยปัจจุบันกสม.ได้ดำเนินงานในประเด็นดังกล่าวในสามด้านหลัก
ประเด็นแรก กสม.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์สามเรื่อง ได้แก่ หนึ่งการขับเคลื่อนเน้นการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาความรู้และการเผยแพร่ สองการส่งเสริมการบังคับใช้พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย สามการส่งเสริมประสิทธิภาพในการป้องกัน โดยการพัฒนาเครือข่ายในการเฝ้าระวัง
ประเด็นที่สอง กสม. ได้มีการศึกษาวิจัย จัดทำวิจัยแนวทางการจัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อป้องกันการทรมาน (National Preventive Mechanism: NPM) ในประเทศไทย แนวทางกลไกการตรวจเยี่ยมโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และการตั้งองค์กรใหม่ เป็นต้น
ประเด็นที่สาม กสม.มีการดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านการตรวจเยี่ยมที่คุมขัง และผลักดันให้รัฐบาลไทยเข้าเป็นภาคี OPCAT

![[PR]CrCF ร้องศูนย์ป้องกันการทรมานฯ จ. ปราจีนบุรี กรณีทหารเสียชีวิตในค่าย และกรณีทหารถูกทำโทษให้ลงบ่อเกรอะ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/24-2-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]3 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างรอบด้านจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/23-2-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
