ความรุนแรงโดยรัฐต่อ LGBTQ+: เมื่อการเมืองแทรกแซงชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
แม้ปัจจุบันนี้ ชุมชน LGBTQ+ ในหลายประเทศจะมีความก้าวหน้าทั้งทางด้านกฎหมาย สิทธิเสรีภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ รัฐที่มีธรรมชาติเป็นผู้ควบคุม ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบและการขยายจำนวนประชากร ก็พัฒนากลยุทธ์มากมายในการควบคุมหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQ+ ไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในบริบทของประวัติศาสตร์ จะพบว่าไม่ว่ายุคสมัยใด LGBTQ+ มักจะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างโดยตรงต่อกลไกต่างๆ ที่ธำรงอำนาจของรัฐไว้ เช่น ในยุคที่แรงงานและกำลังพลในกองทัพหมายถึงแสนยานุภาพของรัฐ กลุ่มคนรักเพศเดียวกันถือเป็นพลเมืองที่บริโภคทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ไม่อาจให้กำเนิดประชากรเพิ่มได้ หรือในกรณีที่รัฐพึ่งพาหน่วยครอบครัวเดี่ยวแบบดั้งเดิม (ครอบครัวต่างเพศ) ในฐานะแม่พิมพ์หลักในการสร้างเศรษฐกิจและสังคม กลุ่ม LGBTQ+ ได้ท้าทายแนวคิดครอบครัวต่างเพศ และอาจทำให้รัฐเกรงว่าเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจทั้งหมดจะพังทลายลงจากครอบครัวที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามขนบ
นอกจากนี้ ระบอบอำนาจนิยม จักรวรรดิ และรัฐที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมักจะเติบโตได้ดีจากการที่ประชาชนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานของสังคม ประชากรที่คิด ทำ มอง และรักในสิ่งเดียวกันนั้นง่ายที่จะปกครองและควบคุม ทว่ากลุ่ม LGBTQ+ กลับเป็นตัวแทนของความหลากหลายและไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม การท้าทายอำนาจรัฐโดยการใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบทางวัฒนธรรมหลักหรือทางศาสนา ทำให้การมีอยู่ของคนกลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมร่างกายและจิตใจของประชาชนได้ทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตการณ์ภายในประเทศ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การแพ้สงคราม หรือการลุกฮือทางสังคม ชนชั้นปกครองมักจะสร้างศัตรูร่วมภายในสังคม เพื่อเบนความสนใจของประชาชน ชุมชน LGBTQ+ ก็เป็นหนึ่งในแพะรับบาป ที่ถูกตีตราให้เป็น “พวกเบี่ยงเบน” หรือ “พวกที่ทำให้ศีลธรรมเสื่อมทราม” ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนรักต่างเพศหันมาโจมตี LGBTQ+ แทนที่จะตั้งคำถามกับประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐ
เมื่อการเมืองแทรกแซงชีวิตของ LGBTQ+
ในประวัติศาสตร์ ความรุนแรงโดยรัฐที่กระทำต่อ LGBTQ+ เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกายภาพที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายหรือการสังหารกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ, ความรุนแรงทางการแพทย์ เช่น การบังคับทำหมัน การบังคับแปลงเพศด้วยสารเคมีหรือการผ่าตัด และการลบตัวตนทางกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นความรุนแรงที่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุนทั้งสิ้น เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน LGBTQ+ และคนทั่วไป ไม่ให้ประชาชนตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์รัฐ หรือลุกฮือเพื่อแสดงออกทางการเมือง
โดยทั่วไป องค์ประกอบหลักที่ผลักดันให้เกิดความรุนแรงโดยรัฐอย่างเป็นระบบต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้แก่ ความชอบธรรมทางกฎหมาย โดยรัฐมักจะใช้กฎหมาย คำสั่งทางปกครอง หรือบทบัญญัติต่างๆ ในการเลือกปฏิบัติหรือกระทำความรุนแรงตามที่กฎหมายอนุญาต โดยผู้กระทำไม่ได้กระทำในฐานะอาชญากร แต่กระทำในนามของกฎหมาย และผู้ที่กระทำความรุนแรงมักจะเป็นองคาพยพของรัฐ เช่น กองกำลังตำรวจ กองทัพ ตุลาการ หรือคณะแพทย์ที่ดำเนินการโดยรัฐ ส่วนลักษณะของความรุนแรง มักจะเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์และการผลักให้ “เป็นอื่น” โดยรัฐมักจะสร้างวาทกรรมที่ทำให้ชุมชน LGBTQ+ กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง ภัยต่อระบบสาธารณสุข หรือศีลธรรมดั้งเดิม โดยสร้างความชอบธรรมให้การใช้มาตรการอันสุดโต่งเป็นการ “ปกป้อง” สังคม
มาตรา 175 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (นาซีเยอรมนี 1933–1945)
มาตรา 175 คือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาของเยอรมนี ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1871 ซึ่งกำหนดให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายเป็นความผิดทางอาญา บทบัญญัตินี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางและรุนแรงในยุคนาซีเยอรมนี ในปี 1935 โดยมีการตีความให้แม้กระทั่งการที่ผู้ชายชำเลืองมองกัน สัมผัสกัน หรือมีข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ชายรักชาย ถือว่ามีโทษตามกฎหมาย ส่งผลให้ประชาชนเพศชายราว 100,000 คน ถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้องแขวนป้ายรูปสามเหลี่ยมสีชมพู เพื่อแสดงตัวว่าเป็นเกย์ และเผชิญกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงมากจากการตกเป็นเป้าการถูกทำร้ายโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในค่าย
แม้ว่าในท้ายที่สุด ผู้ที่ถูกกักขังอยู่ในค่ายกักกันจะได้รับอิสรภาพจากกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ผู้ที่ถูกกักขังหลายคนกลับถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำต่อ เนื่องจากความผิดตามกฎหมายมาตรา 175 ที่ยังคงอยู่ในกฎหมายของเยอรมนีตะวันตก จนกระทั่งยกเลิกไปในปี 1969
The Lavender Scare (สหรัฐอเมริกา ทศวรรษ 1950s)
ปรากฏการณ์ Lavender Scare คือการกวาดล้างลูกจ้างของหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นเกย์และเลสเบียน ออกจากงานในระบบราชการ ซึ่งเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับขบวนการต่อต้านคอมมิวนิสต์ หรือ “Red Scare” ในช่วงสงครามเย็น
นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 1953 โดยประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์ ได้ลงนามในคำสั่งทางปกครองที่ 10450 ซึ่งกำหนดให้ “ความวิปริตผิดเพศ” เป็นเหตุผลหลักในการไล่ลูกจ้างของรัฐบาลกลางออกจากตำแหน่ง และปฏิเสธการรับรองประวัติความปลอดภัย รัฐได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สืบสวนในการสอบสวนประชาชนกว่าพันคน โดยติดตามชีวิตส่วนตัว อ่านจดหมายของลูกจ้างเหล่านั้น และบังคับให้พวกเขาออกจากงานในหน่วยงานของรัฐ กองทัพ และหน่วยงานฝ่ายพลเรือน ลูกจ้างกว่า 5,000 คน ถูกไล่ออกหรือบีบให้ลาออก ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและฆ่าตัวตาย
การบังคับ “บำบัดเกย์” และการทำหมัน
ความรุนแรงโดยรัฐหลายกรณีมีลักษณะของการทรมานทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งผู้พิพากษามักจะให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเลือกระหว่างการถูกจำคุก หรือการบำบัดทางเคมีหรือผ่าตัด เช่น กรณีของอลัน ทูริง (สหราชอาณาจักร, 1952) นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากการถอดรหัสอีนิกมาของกองทัพนาซี และช่วยชีวิตคนหลายล้านคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ภายหลังกลับถูกจับกุมตัวโดยรัฐบาลอังกฤษ ในข้อหา “ประพฤติอนาจารอย่างร้ายแรง” หลังจากที่เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ชาย ศาลบังคับให้เขาเลือกระหว่างการถูกจำคุกหรือการทำหมันด้วยสารเคมี ทูริงเลือกการทำหมัน ทว่าสารเคมีที่ใช้นั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของทูริง ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา
นอกจากนี้ การบังคับทำหมันยังปรากฏในชื่อโครงการ “Aversion Project” ที่เกิดขึ้นในช่วงนโยบายการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในแอฟริกาใต้ ทศวรรษ 1970 – 1980 โดยกองกำลังทหารได้ใช้อำนาจรัฐในการระบุตัวตนของทหารเกณฑ์ที่เป็นเกย์ แพทย์ของรัฐบังคับให้ทหารเกณฑ์ที่เป็นเกย์เหล่านี้ทำหมันด้วยวิธีการใช้สารเคมี การใช้ยาระงับประสาทในปริมาณสูง และถูกนำตัวไปทดลองผ่าตัดแปลงเพศในโรงพยาบาลค่ายใกล้กับกรุงพริทอเรีย เพื่อ “บำบัด” อาการรักเพศเดียวกัน
กฎหมายมาตรา 28 (สหราชอาณาจักร, 1988 – 2003)
ในยุคของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ของอังกฤษ กฎหมายมาตรา 28 ในพระราชบัญญัติรัฐบาลท้องถิ่น ปี 1988 ห้ามไม่ให้องค์กรท้องถิ่นและโรงเรียน “สนับสนุนกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน” หรือสอนเรื่องการยอมรับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นตัวตนของชุมชนเควียร์โดยมีกฎหมายรองรับภายในโรงเรียนหลายแห่ง กลุ่มผู้สนับสนุน LGBTQ+ สลายตัว ครูถูกบังคับให้มองข้ามการกลั่นแกล้งนักเรียน LGBTQ+ เนื่องจากกลัวถูกไล่ออกจากงาน และนักเรียนทั้งรุ่นนั้นเติบโตภายใต้ความโดดเดี่ยวที่บังคับโดยรัฐ ในช่วงการระบาดของโรคเอดส์
การทรมานผู้มีความหลากหลายทางเพศในสาธารณรัฐเชเชน
ต้นปี 2017 องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งและสื่อมวลชนเปิดเผยกรณีการกวาดล้างเกย์โดยรัฐบาลท้องถิ่นของสาธารณรัฐเชเชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการได้เรียกรวมตัวชายกว่าร้อยคนที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ และคุมตัวไว้ในเรือนจำลับที่ไม่เป็นทางการ ผู้ถูกคุมตัวจะถูกทรมาน ช็อตไฟฟ้า และบังคับอดอาหาร ผู้นำเชเชนปฏิเสธการมีอยู่ของเกย์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม “การฆ่าเพื่อเกียรติยศ” (honor killings) โดยครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของรัฐบาลท้องถิ่นในการพยายามลบตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
กรณีจับกุมและทรมานควีนโบ๊ต (อียิปต์, 2001)
แม้ทศวรรษ 2000 จะถือเป็นยุคสมัยแห่งความก้าวหน้าของสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในภูมิภาคตะวันตก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นทศวรรษแห่งการใช้ความรุนแรงที่สนับสนุนโดยรัฐอย่างเข้มข้นต่อ LGBTQ+ ทั่วโลกด้วย โดยในยุคนี้ ความรุนแรงโดยรัฐที่กระทำต่อ LGBTQ+ เปลี่ยนจากการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารขนาดใหญ่เป็นการกวาดล้าง LGBTQ+ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยุทธวิธี การทรมานที่สนับสนุนโดยรัฐ และการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย ประกอบกับการใช้สื่อมวลชนเผยแพร่เหตุการณ์ปราบปรามกลุ่ม LGBTQ+ การพิจารณาคดีแบบเปิดเผย การประจานในที่สาธารณะ และการเผยแพร่กฎหมายต่อต้านเกย์อย่างแพร่หลาย เพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาชนฝ่ายอนุรักษนิยม
หนึ่งในกรณีสำคัญที่สะท้อนถึงการสร้างความหวาดกลัวโดยรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ได้แก่ กรณีการจับกุมและทรมานเกย์ในไนต์คลับควีนโบ๊ต (Queen Boat) ซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2001 ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัว 52 คน โดยผู้ถูกควบคุมตัวเหล่านี้ถูกทำร้ายร่างกาย บังคับตรวจทวารหนัก และบังคับให้อดนอน ก่อนจะส่งไปขึ้นศาลความมั่นคงแห่งรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐยังเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของผู้ที่ถูกควบคุมตัว โดยกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” และคนนอกศาสนา เพื่อทำลายสถานะทางสังคมของคนกลุ่มนี้อย่างถาวร
ความรุนแรงโดยกองกำลังกึ่งทหารและการเพิกเฉยของรัฐ (อิรัก, 2004–2009)
หลังจากการบุกอิรักโดยกองทัพสหรัฐฯ เมื่อปี 2003 และการล่มสลายของรัฐบาลอิรัก องคาพยพของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่และกองกำลังของกระทรวงมหาดไทยถูกแทรกแซงอย่างรุนแรงจากกองกำลังติดอาวุธอนุรักษนิยมทางศาสนา เช่น กองทัพมาห์ดี (Mahdi Army) โดยระหว่างปี 2006 – 2009 มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในการลักพาตัว ทรมาน และประหารชีวิตเกย์และผู้ที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศในกรุงแบกแดด
กฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันและวาทกรรมสร้างความหวาดกลัวโดยรัฐ (ยูกันดา, 2009)
ความรุนแรงโดยรัฐไม่ได้จำกัดแค่ความรุนแรงทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความหวาดกลัวที่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวโดยใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ
ในปี 2009 ยูกันดามีการเสนอ “กฎหมายสังหารเกย์” หรือกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน ปี 2009 ต่อรัฐสภา กฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาที่ขยายขอบเขตความผิดทางอาญาให้ครอบคลุมถึงโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดฐาน “รักร่วมเพศอย่างร้ายแรง” (เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่แสดงออกว่าเป็นคนรักเพศเดียวกัน) และกำหนดโทษจำคุกสำหรับประชาชนที่ไม่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบผู้ที่เป็นเกย์ ด้วยวาทกรรมของรัฐ กฎหมายนี้จึงเอื้อให้เกิดลัทธิศาลเตี้ยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ การแขวนคอประจาน และการรีดไถโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ
จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองในระดับโลกซึ่งส่งผลต่อการวางนโยบายทางการเมืองของรัฐในแต่ละประเทศ ได้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของชุมชน LGBTQ+ อย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น จึงอาจเรียกได้ว่า ความพยายามของรัฐในการปราบปรามและจำกัดสิทธิของ LGBTQ+ จึงไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังระดับปัจเจกบุคคล แต่เกิดจากความกลัว เนื่องจากอัตลักษณ์เควียร์นั้นท้าทายโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางประชากร และโครงสร้างทางอุดมการณ์ ที่รัฐจำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้นั่นเอง






