3 ปีแห่งความท้าทายในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

การลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) เมื่อปี 2550 ตามด้วยการลงนามในอนุสัญญาอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) เมื่อปี 2555 นำไปสู่การร่าง “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565” ซึ่งมีสาระสำคัญคือการกำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำทรมานหรือบังคับสูญหาย, มาตรการป้องกัน ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกวิดีโอหรือเสียง ขณะจับกุมและควบคุมตัว รวมทั้งแจ้งการจับกุมต่อฝ่ายปกครองและอัยการทันที และความรับผิดรับชอบของผู้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม การใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3 ปี กลับต้องเผชิญกับความท้าทายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคำจำกัดความของการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ยังคงไม่ชัดเจน และมีการตีความแตกต่างกันไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่, กรณีการบังคับสูญหายที่ไม่เพียงแต่ “อุ้มหาย” ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังไม่ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานใดที่ชี้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งคำนิยามของผู้ที่จะสามารถแจ้งเหตุกรณีการทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งแม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งเหตุได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่สามารถดำเนินการได้

ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในการใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นธรรมชาติของการทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน ที่ผู้ใช้งาน พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนการใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน การจะวิ่งไปถึงเส้นชัยก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยเจตจำนงอันแรงกล้าของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

และนี่คือการเดินทางและความท้าทายในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ CrCF ในฐานะผู้ที่ใช้งานกฎหมายฉบับนี้ได้ประสบ และนำมาเป็นบทเรียนในการเปลี่ยนแปลงสังคม

2565

25 ตุลาคม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

2566

22 กุมภาพันธ์ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้

19 เมษายน มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565 (ฉบับ พ.ศ. 2566) เพื่อขอเลื่อนการบังคับใช้ 4 มาตราสำคัญ คือมาตรา 22 – 25 เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงตลอดเวลาขณะจับกุมและควบคุมตัว โดยอ้างเหตุผลด้านความพร้อมของอุปกรณ์ และให้เลื่อนไปบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 แทนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

18 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. เลื่อนการบังคับใช้ดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ “ไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้น” ทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ฉบับเต็ม กลับมามีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ตามกฎหมายเดิม

4 สิงหาคม คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตจากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังจากเข้ารับการฝึกทหาร เป็นคดีแรกที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่

27 ธันวาคม ครูฝึก 2 นาย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร เป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้ายฯ ตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แต่ทั้งสองปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

2567

8 มกราคม สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือแจ้งการยุติการสอบสวนกรณีบังคับสูญหายชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในลาวที่ต่อมาถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ โดยพบศพที่ริมแม่น้ำโขง จ. นครพนม ในปี 2561 โดยให้เหตุผลว่ากรณีการบังคับสูญหายนี้เกิดขึ้นสำเร็จก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายบังคับใช้ อัยการจึงไม่มีอำนาจสอบสวน

27 มิถุนายน สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณากรณีการบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ลี้ภัยไปยังประเทศเวียดนาม โดยระบุว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปของสยามมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และยังไม่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งจะเข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการดำเนินการสืบสวนต่อไป จึงมีความเห็นไม่รับทำงานสอบสวนและมีคำสั่งยุติเรื่อง

27 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยในคดีกิตติธรไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เนื่องจากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 

9 กันยายน จำเลยทั้งสองในคดีพลทหารกิตติธรได้ยื่นคำร้องขอวินิจฉัยเขตอำนาจศาล และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดหรือแย้งตามมาตรา 121 แต่ศาลยกคำร้องทั้งสอง เนื่องจากจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวมาเพื่อขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลแล้ว จึงให้รอการสั่งคดีเกี่ยวกับคำร้องไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

11 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยในคดีพลทหารกิตติธร เนื่องจากเห็นว่า กรณีที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งนั้นเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาล จึงสามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โดยตรง
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจส่งไปที่ศาลทหาร หากทั้งสองศาลเห็นตรงกัน การพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลจะยุติ ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป แต่หากความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาล จะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยคำสั่งของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด

23 ธันวาคม สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณากรณีการหายตัวไปของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศลาว โดยระบุว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และยังไม่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งจะเข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการดำเนินการสืบสวนต่อไป จึงมีความเห็นไม่รับทำงานสอบสวนและมีคำสั่งยุติเรื่อง

2568

26 กุมภาพันธ์ ชาวอุยกูร์ จำนวน 48 คน ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน

27 กุมภาพันธ์ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการ CrCF ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565   เพื่อขอให้ยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้ายฯ และยุติการขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนชาวอุยกูร์ 48 คน โดยทันที แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมไม่ใช่บุคคลตามที่ระบุไว้หรือมีคุณสมบัติ เช่นเดียวกับบุคคลที่ระบุไว้ตามบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง

22 มีนาคม ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 บังคับใช้

24 มีนาคม ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จังหวัดเชียงราย มีหนังสือแจ้งผลการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ระบุว่า กรณีนายไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง ถูกพบเป็นศพบริเวณริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่ากรณีการเสียชีวิตของนายไกรเดช เป็นการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7 จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง

เมษายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดชลบุรี สืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย ในคดีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่เสียชีวิตจากการถูกครูฝึกและรุ่นพี่ รวม 13 คน ทรมานขณะเข้ารับการฝึกทหาร เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567

27 พฤษภาคม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษาลงโทษครูฝึกกรณีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล โดยจำเลยที่ 1 จำคุก 20 ปี, จำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี และผู้ช่วยครูฝึก คือจำเลยที่ 3 – 13  จำคุก 10 ปี ฐานกระทำความผิดตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

28 พฤษภาคม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ พร้อมตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้ยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่เครื่องพันธนาการ อานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกจำคุกในคดีทางการเมือง

8 กรกฎาคม ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 แจ้งว่าคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยังไม่ส่งกลับมา จึงทำให้ต้องเลื่อนนัดฟังคำสั่ง

16 กรกฎาคม DSI แจ้งยุติการช่วยเหลือกรณีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี เสียชีวิตในขณะเข้ารับการฝึกทหารเมื่อปี 2567 เนื่องจากเห็นว่ากรณีของพลทหารศิริวัฒน์ไม่เข้าความผิดที่จะเป็นการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

21 กรกฎาคม ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอให้มีการไต่สวนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ กรณีใช้เครื่องพันธนาการกับอานนท์ นำภา ผู้ต้องขังในคดีการเมือง โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในมาตรา 21 พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และข้อเท็จจริงชั้นไต่สวนเบื้องต้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่มีมูลเพียงพอที่ศาลจะออกหมายเรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้องมาไต่สวน

15 กันยายน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 เลื่อนฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล กรณีการเสียชีวิตในค่ายทหารของพลทหารกิตติธร ออกไปอีก เป็นวันที่ 20 ตุลาคม 2568

20 ตุลาคม คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาลมีคำสั่งว่าคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต “อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน”

26 พฤศจิกายน ศาลอาญาอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐบาลเวียดนาม โดยศาลมีคำสั่งยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ส่งกลับนายอี ควิน เบดั๊บ ไปยังประเทศเวียดนาม

18 ธันวาคม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 มีคำพิพากษาในคดีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต โดยตัดสินลงโทษจำคุก 1 ปี ครูฝึก 2 นาย ในความผิดฐานปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงพิพากษาลดโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 8 เดือน

22 ธันวาคม สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบกลับ กรณีที่ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ลูกชายของชัชชาญ บุปผาวัลย์ ได้ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่มีคำสั่งให้ยุติการสืบสวนสอบสวนคดีการบังคับสูญหายและฆาตกรรมชัชชาญ  โดยอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่มีเหตุให้รับเรื่องขอความเป็นธรรมของก่อการไว้พิจารณา จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งเดิม และมีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้อง

Author