วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 13.00 น. ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจะเดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565   เพื่อขอให้ยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้ายฯ และยุติการขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนชาวอุยกูร์ 48 คนโดยทันที  โดยให้ศาลมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุอื่นใดประกอบการไต่สวน หรือสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้ 

สืบเนื่องจากกรณีที่มูลนิธิฯ ได้รับรายงานข่าวผ่านสื่อออนไลน์หลายสำนัก ในทำนองว่า ประเทศไทยจะมีการผลักดันชาวชาวอุยกูร์ ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพ กลับไปยังประเทศต้นทาง  ซึ่งปัจจุบันมีชาวอุยกูร์ 48 คนที่ยังคงถูกกักตัวและถูกควบคุมตัวมาแล้วกว่า 10 ปี ในสภาพที่เลวร้าย ขาดสุขอนามัยและขาดการรักษาพยาบาลที่เพียงพอภายใต้ ความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่องว่าอาจถูกส่งตัวไปให้ทางการจีน

การควบคุมตัวชาวอุยกูร์มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการปล่อยตัว หรือส่งไปยังประเทศที่ 3  ถือเป็นการกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  และเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งหากรัฐบาลไทยจะดำเนินการผลักดันหรือส่งกลับชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งอาจจะทำให้ชาวอุยกูร์ต้องตกอยู่บนความเสี่ยงที่จะถูกทรมาน อุ้มฆ่า อุ้มหาย ขัดกับหลักการตามมาตรา 13 พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ได้ 

เพื่อให้สังคมอยู่บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมต่อไปประเทศไทยต้องไม่ผลักดันหรือส่งกลับชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจจับตากรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนและผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ อีกทั้งยังได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระหว่าง พ.ศ. 2568 – 2570 การดำเนินการของประเทศไทยในกรณีนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทของประเทศไทยในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในสายตาของประชาคมโลก

Author