รายงานข้อแสนอแนะ: มาตรการป้องกันและส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิสำหรับกลุ่มเปราะบางตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

31 พฤษภาคม 2566 กรุงเทพฯ ประเทศไทย 1ข้อมูลที่ใช้ในรายงานรวบรวมมาจากการจัดอบรมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 และการอภิปรายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยอไซลัมแอคเซสประเทศไทย (AAT) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย จะมีการนำรายงานนี้ไปใช้ภายใต้โครงการ #SafeInCustody โดยความร่วมมือกับ สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, Suara Rakyat Malaysia (SUARAM) และ Task Force Detainees for the Philippines (TFDP)

ที่มาและความสำคัญ 

มาตรการป้องกันสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ครอบคลุมถึงการเข้าถึงทนายความ การเข้าถึงบุคคลที่สาม การได้รับการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการใช้ความรุนแรงอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงแรกๆ และวันแรกๆ หลังจากบุคคลถูกควบคุมตัว ทั้งนี้ตามงานวิจัยเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันการทรมานเรื่อง “การป้องกันการทรมานใช้ได้ผลหรือไม่?” ระบุว่ามาตรการป้องกันเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเป็นเป้าหมายหลักในการรณรงค์ภายใต้โครงการ “Safe in Custody” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (Association for the Prevention of Torture – APT) 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ทำงานวิจัยถึงการปฏิบัติที่มีความเสี่ยงและอาจนำไปสู่การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในประเทศไทย เราพบว่าผู้เข้าเมือง ผู้ลี้ภัย และโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ มักเป็นกลุ่มเสี่ยงมากสุดที่จะถูกจับกุมและควบคุมตัวและถูกเรียกรับเงินอย่างเป็นระบบเนื่องจากระบบกฎหมายไทยเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการได้และปราศจากการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นทั้งฝ่ายบริหารและตุลาการ 

ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติคนเหล่านี้เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตามหลักกฎหมายไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากเป็นพิเศษเนื่องจากปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายหน้า นายจ้าง ล่าม ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในกรณีที่ถูกควบคุมตัว พวกเขามักไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ เลยในแง่สิทธิตามกฎหมายขั้นพื้นฐาน แม้ว่าจะมีการคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในฐานะผู้ถูกจับ (มาตรา 7/1 ได้รับสิทธิพบทนายความ สิทธิที่จะแจ้งญาติ สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาล) หลายกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายก็มักเกิดขึ้นก่อนที่ขั้นตอนการจับ การส่งตัว การเดินทาง ก่อนกระบวนการทางอาญาจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอุปสรรคด้านภาษาและความรู้เกี่ยวกับสิทธิ แม้ในบันทึกการจับกุมจะมีการระบุถึงสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างชัดเจน แต่เพราะพวกเขาเป็นคนต่างชาติ ไม่สามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทยได้ ไม่มีล่าม ไม่เข้าใจกฎหมาย จึงมักถูกสั่งให้ลงชื่อในเอกสาร แม้จะไม่เข้าใจเนื้อความในเอกสารนั้นเลย เป็นเหตุให้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมของพวกเขาถูกเพิกเฉย ผู้เข้าเมืองเหล่านี้มักถูกดำเนินคดีที่เป็นลหุโทษ เช่น ลักเล็กขโมยน้อย ไม่มีบัตรประจำตัว หรือมีเอกสารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยในประเทศไทย การดำเนินคดีในคดีเหล่านี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการได้ภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ต้องหาต่างชาติเหล่านี้ไม่มีจังหวะหรือโอกาสได้พบกับทนายความเพื่อขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย 

ประการต่อมา ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในประเทศไทยยังเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับ หลักการไม่ส่งกลับเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความคุ้มครองที่จำเป็น ทำให้บุคคลไม่ต้องถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศ ซึ่งเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การลงโทษ หรืออันตรายที่ไม่อาจเยียวยาอย่างอื่น แม้หลักการพื้นฐานนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ (absolute prohibition) เป็นสิทธิเด็ดขาดที่เราทุกคนต้องได้รับการเคารพสิทธิในชีวิตและการห้ามทรมาน แต่ยังมีช่องว่างในการปฏิบัติในประเทศไทย ดังกรณีของนักกิจกรรมแรงงานชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุมและส่งกลับไปเมื่อปี 2561 แม้ว่า UNHCR ได้ตรวจสอบและให้สถานะผู้ลี้ภัยกับเธอแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการลี้ภัยไปประเทศที่สาม 2Refugee-Rights-Network-in-Thailand_en.pdf (asylumaccess.org) ดังนั้น เพื่อประกันว่าบุคคลจะไม่ถูกส่งกลับไปยังประเทศที่เสี่ยงจะเผชิญกับอันตรายและการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เราจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการป้องในทางปฏิบัติตามกฎหมายให้เป็นไปตามคือตาม พรบ.ทรมาน-อุ้มหายฉบับใหม่

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นการประกาศใช้กฎหมายตามพันธกรณีของประเทศไทยต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (UNCAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (ICPPED *ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันจนในปัจจุบัน) แม้จะมีความพยายามชะลอการบังคับใช้มาตรา 22-25 ผ่านการออกพระราชกำหนดโดยอดีตรัฐบาลนำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติ 8 จาก 9 เสียงเห็นว่า พระราชกำหนดนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้กฎหมายทั้งฉบับมีผลบังคับใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคล และประกันให้บุคคลปลอดภัยจากการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อย่างไรก็ดี การตีความและดำเนินงานตามหลักการห้ามส่งกลับนี้ในประเทศไทย ยังคงถูกตั้งคำถามและอยู่ระหว่างการถกเถียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะทนายความสิทธิมนุษยชนซึ่งทำงานเพื่อคุ้มครองผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย 

ก่อนจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติใหม่นี้ การอภิปรายเกี่ยวกับมาตรการป้องกันในกรณีการควบคุมตัวบุคคลผู้เข้าเมือง และสถานที่ที่จะถูกนำตัวไปหลังการจับกุมของตำรวจตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง มักไม่เป็นผลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกกัก ไม่มีรายชื่อขอผู้ถูกกักที่เปิดเผยต่อสาธารณะได้ ไม่สามารถเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวโดยเฉพาะห้องกักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กรุงเทพและตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ  แต่ในปัจจุบัน หลายมาตราของกฎหมายพรบ.ทรมานอุ้มหายใหม่นี้ จะสามารถป้องกันการปฏิบัติมิชอบในกระบวนการส่งกลับได้ด้วยการเข้าใจร่วมกันว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักตามพรบ.คนเข้าเมืองอาจเข้าข่ายละเมิดพรบ.ทรมานอุ้มหายฉบับใหม่นี้ เช่น มาตราเกี่ยวกับเงื่อนไขการควบคุมตัวในห้องกักอาจเข้าข่ายการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม (มาตรา 6), การไม่ส่งกลับ (มาตรา 13), มาตรการป้องกัน (มาตรา 22-25), การแจ้งการกระทำความผิดภายใต้พ.ร.บ. (มาตรา 29) และอำนาจการสอบสวนโดยหน่วยงานอื่น เป็นต้น

จนถึงวันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีมาตรการห้ามส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยอย่างจริงจัง  การศึกษาในครั้งนี้เราได้ร่วมกับ อไซลัมแอคเซสประเทศไทย (AAT) โดยความร่วมมือกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดการระดมความคิดกันเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัตินี้ และแลกเปลี่ยนกับนักกฎหมายซึ่งทำงานเพื่อให้มีการเคารพต่อสิทธิและให้มีมาตรการป้องกันสิทธิของลูกความของตน เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการตีความหลักการไม่ส่งกลับตามพระราชบัญญัตินี้ และสำรวจแนวทางเพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยจะมีการระบุถึงรายละเอียดการอภิปรายในบทต่อไป 

บริบทและสถานการณ์ในปัจจุบัน 

ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก

  1. กลุ่มที่พักพิงชั่วคราว (Temporary sheltered): มีที่พักพิงประมาณ 9 แห่ง จำนวนกว่า 90,000 คน ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงของเมียนมาร์
  2. กลุ่มผู้ลี้ภัยในเมือง (Urban refugees): มีมากกว่า 40 สัญชาติ ส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ปากีสถาน กัมพูชา ซีเรีย โซมาเลีย
  3. บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่พักพิงและไม่ถือว่าเป็นผู้ลี้ภัย แต่หลบหนีการประหัตประหารจากประเทศของตน แต่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศ เช่น โรฮิงญา อุยกูร์ ประชาชนที่หนีออกจากพม่าหลังรัฐประหาร กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ บางคนถูกค้ามนุษย์

ซึ่งกลุ่มที่ทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ลี้ภัยมักเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งให้คำแนะนำทางกฎหมาย ความรู้ด้านกฎหมาย การประกันตัว การสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในงานเหล่านี้ และยังให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการติดตามครอบครัวในระหว่างการย้ายถิ่นฐานและถูกควบคุมตัว อย่างไรก็ดี การทำงานช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวมักประสบกับอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากของทนายความในการเข้าถึงผู้ถูกควบคุมตัว การเข้าถึงข้อมูล การระบุตัวตน ดังกล่าวถึงต่อไปในบทที่เกี่ยวกับกรณีศึกษา

กรอบกฎหมายและบทวิเคราะห์: การจับกุมและมาตรการป้องกัน 

ในประเทศไทย ไม่อนุญาตให้มีการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกจับกุมเกินกว่า 48 ชั่วโมง (หรือสองวัน) นับแต่เวลาที่นำตัวมาถึงสถานีตำรวจ กรณีที่มีความจำเป็นต่อการสอบสวน หรือความจำเป็นอย่างอื่น อาจขยายเวลาการควบคุมตัวเกินกว่า 48 ชั่วโมงได้ กฎหมายบางฉบับอนุญาตให้สามารถควบคุมตัวบุคคลเกินกว่า 48 ชั่วโมงได้ก่อนจะมีการตั้งข้อหา ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายปราบปรามยาเสพติด ซึ่งอนุญาตให้สามารถควบคุมตัวบุคคลก่อนตั้งข้อหาได้ไม่เกินสามวัน เป็นการควบคุมตัวไม่เกินสามวันนอกเหนือจากเวลาที่ถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจ ตามกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน อนุญาตให้ควบคุมตัวบุคคลก่อนตั้งข้อหาได้ไม่เกินเจ็ดวัน และ 30 วันตามลำดับ 

เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มเปราะบางที่กล่าวถึงในบทนำนี้ (ผู้เข้าเมือง ผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ) ประเทศไทยมีกฎหมายสามฉบับเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของพวกเขาระหว่างที่เกิดความเสี่ยงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งความเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย การถูกบังคับให้สารภาพ และการควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก กฎหมายเหล่านี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 นอกเหนือจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ. 2565 จะมีบทบาทสำคัญในแง่การคุ้มครองบุคคลจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

มาตรา 87 – การควบคุมผู้ถูกจับให้เป็นไปตามความจำเป็นและพฤติการณ์แห่งคดี 

ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใครและที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น

ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวนหรือการฟ้องคดี ให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ โดยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

มาตรา 7/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดว่า ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิดังต่อไปนี้ 

(1) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
(2) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคําตนได้ในชั้นสอบสวน
(3) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร
(4) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

มาตรา 54 – คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้

ถ้ามีกรณีต้องสอบสวนเพื่อส่งตัวกลับตามวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา 19 และมาตรา 20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วในระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตให้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ใด โดยคนต่างด้าวผู้นั้นต้องมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โดยต้องมีประกัน หรือมีทั้งประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นไว้ ณ สถานที่ใดเป็นเวลานานเท่าใดตามความจำเป็นก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการกักตัวนี้ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสีย

บทบัญญัติในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรก่อนวันที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พุทธศักราช 2480 ใช้บังคับ

พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สามารถใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางในการกักขังคนต่างด้าว กฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาขั้นสูงที่บุคคลอาจถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสั่งกักขังได้ 

พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองยังเอาผิดทางอาญากับการพำนักอาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ได้รับโทษจำคุกไม่เกินสองปี กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม รับผิดชอบในการดูแลสภาพของเรือนจำและสถานที่ควบคุมตัว อย่างไรก็ดี อำนาจหน้าที่เหล่านี้ไม่ครอบคลุมถึงผู้ถูกควบคุมตัวตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ดูแลศูนย์กักตัวคนต่างด้าวประมาณ 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ตามพื้นที่ชายแดนของประเทศไทย และตามชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย โดยศูนย์กักตัวเหล่านี้ไม่ตกอยู่ใต้ข้อบังคับสำหรับระบบทัณฑสถานทั่วไป ส่งผลให้ทั้งขั้นตอนปฏิบัติและสภาพการควบคุมตัวผู้เข้าเมืองอาจแตกต่างกันไปอย่างมาก รวมทั้งผู้ถูกส่งกลับจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการส่งกลับเอง 

พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 

มาตรา 51 กำหนดว่า คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับในกรณีที่คนต่างด้าวซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามวรรคหนึ่งยินยอมเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในเวลาที่พนักงานสอบสวนกำหนดซึ่งต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวัน พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับและดำเนินการให้คนต่างด้าวนั้นเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้ 

ในคดีเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ แม้ว่ากฎหมายนี้มีข้อบทอย่างรอบด้านเกี่ยวกับลักษณะของความผิดและบทลงโทษ แต่ไม่บรรยายถึงการคุ้มครองตามกฎหมายซึ่งสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว โดยเฉพาะผู้ถูกควบคุมตัวในระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งการเข้าไปตรวจสอบมักทำได้ยาก และผู้ถูกควบคุมตัวไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายได้ เป็นประเด็นที่จะมีการพูดถึงโดยละเอียดในบทต่อไป 

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
(“พ.ร.บ.ทรมานอุ้มหาย”)

ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และให้คำมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศที่จะป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ 

ข้อบทสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ ไม่เพียงจะช่วยป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าพนักงานของรัฐเท่านั้น หากยังทำให้ระบบยุติธรรมของไทยดีขึ้น บทบัญญัติที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ครอบคลุมถึง 

  • มาตรา 5-7 กำหนดนิยามของความผิดตามกฎหมายนี้ รวมทั้งการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย
  • มาตรา 13 ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย 
  • มาตรา 22 กำหนดให้ในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องมีกล้องติดลำตัว เพื่อป้องกันการกระทำอันเป็นการทรมาน หรือการปฏิบัติมิชอบอย่างอื่น ทั้งเจ้าหน้าที่ยังจะต้องแจ้งให้หน่วยงานอื่นทราบโดยพลันเกี่ยวกับการจับกุม รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานฝ่ายปกครองและพนักงานอัยการ
  • มาตรา 23 ระบุถึงหน้าที่ในการจัดทำรายงานการจับกุมและควบคุมตัวอย่างละเอียด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากไม่เพียงในแง่ของมาตรการป้องกันสิทธิของผู้ถูกจับกุมเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่เองกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบ 
  • มาตรา 24-25 อนุญาตให้มีการเผยแพร่รายงานกับครอบครัวและทนายความของผู้ถูกจับกุม เพื่อป้องกันการกระทำอันเป็นการทรมานหรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งหากไม่ดำเนินการเช่นนั้น ศาลอาจมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น ในแง่ของเขตอำนาจศาล มีการกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี เพื่อสนับสนุนความไม่ลำเอียงและความเป็นอิสระในกระบวนการพิจารณา 
  • มาตรา 26 เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูลเมื่อมีข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นการทรมาน, การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยระบุถึงผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึง “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” ซึ่งอาจรวมถึงบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม มาตรา 26 ครอบคลุมถึงบทบาทของหน่วยงานเหล่านี้ ทนายความ และบุคคลซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ ทั้งกฎหมายยังระบุว่าบุคคลที่แจ้งข้อมูลจะไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แม้ภายหลังปรากฏว่าไม่มีการกระทำความผิดตามที่แจ้ง 

บริบทและกรณีศึกษาการนำพ.ร.บ.ทรมานอุ้มหายมาใช้ในทางปฏิบัติ 

เด็กที่ถูกจับกุมพร้อมกับครอบครัว 

ในการจับกุมหลายกรณีของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เด็กอาจถูกควบคุมตัวพร้อมกับครอบครัว อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อาจอ้างว่าเด็กไม่ได้ถูกควบคุมตัว แต่เพียงอยู่ร่วมกับผู้ถูกจับกุม เป็นเหตุให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อการไต่สวนเบื้องต้น

บทวิเคราะห์

มาตรา 3 ของพ.ร.บ.ทรมานอุ้มหายนิยาม “ควบคุมตัว” หมายความว่า การจับ คุมตัว ขัง กักตัว กักขัง หรือกระทำด้วยประการอื่นใดในทำนองเดียวกันอันเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคล การจำกัดเสรีภาพในรูปแบบใดย่อมถือว่าเป็น “การควบคุมตัว” หรือ “การกักขัง” ตามกฎหมายนี้ หากเจ้าหน้าที่เชิญให้บุคคลมายังที่ใดที่หนึ่ง และบุคคลนั้นไม่อาจปฏิเสธคำเชิญได้ การกระทำเช่นนี้ย่อมถือเป็นการควบคุมตัวในรูปแบบหนึ่ง และเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการแจ้งให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ต้องเริ่มต้นบันทึกภาพและเสียงตั้งแต่การจับกุม และอื่น ๆ เพื่อการดำเนินงานตามกระบวนการนี้ จึงมีการจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยสำนักงานอัยการสูงสุด โดยสามารถติดต่อได้ที่กรมการปกครอง ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง และสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมสามารถติดต่อไปยังหน่วยงานเหล่านี้ผ่านโทรศัพท์ 

หากเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่านำตัวบุคคลนั้นไปที่ใด หรือไม่ระบุว่าได้มีการจับกุมบุคคลนั้นหรือไม่ หน่วยงานที่กำกับดูแล รวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด อาจเข้ามาแทรกแซงและดำเนินคดีกับพวกเขาตามความผิดที่เกี่ยวข้องในกฎหมายนี้ได้ 

ปัญหาในการจำแนกตัวบุคคลและการส่งกลับ

ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยอาจถูกจับกุมตั้งแต่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย กรณีที่พบว่าได้ละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง หรือกรณีที่ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดอื่นใดจากประเทศของตน จากนั้นจะมีการสั่งให้เนรเทศบุคคลออกไป ในช่วงระหว่างรอการเนรเทศ พวกเขาจะถูกควบคุมตัวจนกว่ากระบวนการส่งกลับจะสำเร็จ การควบคุมตัวในกรณีเหล่านี้ มักเกิดขึ้นในศูนย์กักตัวคนต่างด้าว ซึ่งทนายความมักประสบปัญหาในการเข้าถึงตัวลูกความ นอกจากนั้น ระยะเวลาการส่งกลับจะไม่มีขอบเขตชัดเจน ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR หรือได้รับสถานะดังกล่าวมาแล้วก็ตาม 

กรณีที่ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย หรือผู้ลี้ภัยมีหมายจับมาจากประเทศของตน เจ้าหน้าที่อาจเห็นว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องส่งกลับบุคคล ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีส่วนใหญ่ การจำแนกตัวผู้ถูกจับกุมทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย ในเดือนมีนาคม 2566 ชาวเมียนมาสามคนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยจับกุม มีการเผยแพร่ชื่อและภาพถ่ายของพวกเขา ซึ่งมีลักษณะที่สะท้อนว่าพวกเขาได้ถูกทรมานในเมียนมา ทำให้สังคมมีความสนใจต่อกรณีนี้ อย่างไรก็ดี ไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าไปเก็บข้อมูล หรือเข้าถึงความจริง และเข้าถึงบุคคลที่ถูกจับกุมเหล่านี้ได้  

บทวิเคราะห์

ขั้นตอนแรกคือความพยายามจำแนกบุคคลผู้ถูกจับกุม และพิสูจน์ว่าพวกเขาเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับ อย่างเช่น การหาหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายหรือวีดิโอของบุคคลระหว่างที่ถูกบังคับส่งกลับ หรือการระบุว่าพวกเขาอยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นจะต้องมีหลักฐานว่าพวกเขาเสี่ยงจะได้รับอันตราย แม้ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงผู้ถูกจับกุม และจำแนกอัตลักษณ์ของพวกเขา แต่ตามพรบ.ซ้อมทรมานเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องบันทึกข้อมูลการจับกุม ทั้งยังขึ้นอยู่กับหน่วยงานและนโยบายของรัฐเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ต้องมีการเปลี่ยนทัศนคติของรัฐเพื่อให้จัดทำนโยบายที่มีเป้าหมายสนับสนุนสิทธิของคนกลุ่มเหล่านี้ กรณีที่เป็นหน้าที่การส่งกลับบุคคลที่มีหมายจับ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา พ.ศ.2535 ซึ่งให้อำนาจสำนักงานอัยการสูงสุดวินิจฉัยว่า จะมีการส่งกลับบุคคลหรือไม่ กรณีที่เป็นบุคคลที่ไม่ได้มาจากรัฐภาคีตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีหน้าที่ต้องส่งกลับบุคคล นอกจากนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งกลับบุคคล มาตรา 26 ของพรบ.ซ้อมทรมาน อนุญาตให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้ยุติการดำเนินงานเช่นนั้นได้  

การกักขังโดยไม่มีเวลากำหนด และสภาพการกักขังที่ไม่เหมาะสม

หลายคนถูกกักขังเป็นเวลากว่า 10 ปี และยังต้องเผชิญกับสภาพการกักขังที่ไม่เหมาะสมและการปฏิบัติที่โหดร้าย รายงานก่อนหน้านี้ชี้ว่า ผู้ต้องกักบางส่วนที่เจ็บป่วยจะไม่ได้รับหรือไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ หลายคนต้องการเดินทางไปอาศัยในประเทศที่สาม แต่เนื่องจากข้อบัญญัติตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ทางการอาจไม่อนุญาตให้พวกเขาเดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศที่สามได้ 

บทวิเคราะห์

มาตรา 6 ว่าด้วยการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี จะมีผลบังคับใช้ในบริบทนี้ โดยเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานว่าได้เกิดการปฏิบัติที่โหดร้าย รวมทั้งการปฏิเสธไม่ให้ได้รับการรักษาพยาบาล ตามมาตรา 26 ที่กล่าวถึงข้างต้น ศาลยุติธรรมยังมีอำนาจสั่งให้ไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน โดยให้ศาลมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุอื่นใดประกอบการไต่สวน หรือสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้

ข้อแสนอแนะ

จากการอภิปรายระหว่างการอบรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ผู้เข้าร่วมจากหลายองค์กรที่ทำงานให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ ระบุถึงประสบการณ์การจับกุม ปัญหาท้าทายด้านกฎหมายและหลักการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนสำหรับกลุ่มเปราะบางตามที่กล่าวถึง และเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นผลมากขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พวกเขาได้มีข้อแสนอแนะโดยสรุปดังนี้ 

ข้อแสนอแนะทั่วไป

  • ทบทวนและแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการคัดกรองคนต่างด้าว พ.ศ. 2562 3v36_24_01_2563.pdf (ago.go.th)
  • ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย (Convention relating to the Status of Refugees)
  • ให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (OPCAT) เพื่อส่งเสริมอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลในการเข้าเยี่ยมสถานกักตัว 
  • ป้องกันการเลือกปฏิบัติหรือกีดกันจากกลไกการคัดกรองบุคคลเข้าเมือง บทบัญญัติของกลไกการคัดกรองระดับชาติ (National Screening Mechanism – NSM) กำหนดให้แรงงานข้ามชาติและบุคคลที่อยู่ภายใต้มาตรการพิเศษได้รับการยกเว้นจากกลไกดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองหากเหตุผลหลักที่พวกเขาอยู่ในประเทศไทยคือเพื่อหลบหนีจากการประหัตประหาร การยกเว้นควรได้รับการตัดสินใจในภายหลัง
  • ส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกควบคุมตัว โดยเฉพาะการให้สิทธิเข้าถึงทนายความ
  • ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยไม่ควรถูกมองว่าเป็นอาชญากร แม้พวกเขาอาจเข้ามาในประเทศอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่พวกเขาไม่ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงใดๆ ในทางปฏิบัติ บุคคลจำนวนมากถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันแต่กลับไม่ได้ไปยังประเทศที่สาม
  • ให้สิทธิในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งจะช่วยลดภาระของรัฐและภาคประชาสังคม เนื่องจากพวกเขาสามารถรับผิดชอบในการดำรงชีวิตของตนเองได้ สิทธิเหล่านี้จะเอื้อประโยชน์ต่อสังคมสูงวัย นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเป็นแรงงานมีฝีมือ บางคนเคยเป็นหมอ ทนายความ ครู ก่อนจะกลายเป็นผู้ลี้ภัย สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้
  • สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนของผู้เสียหาย เพื่อให้ทราบและสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ ให้ความรู้พวกเขาเกี่ยวกับกฎหมายและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง 
  • พัฒนากระบวนการขึ้นทะเบียนสถานะบุคคลที่เรียบง่ายมากขึ้น สามารถจำแนกเป็นสถานะต่าง ๆ ของบุคคลที่เข้าเมือง รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย หรือผู้ลี้ภัย ในแง่ของหลักการไม่ส่งกลับ มาตรฐานสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ รวมทั้งกฎหมายในประเทศ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 
  • รัฐบาลในส่วนกลางต้องประกันว่านโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยที่มาจากประเทศที่มีวิกฤตรุนแรง อย่างเช่น ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา จะต้องเคารพหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและหลักการไม่ส่งกลับ

ข้อแสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 

  • ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ต้องมีการจัดทำข้อบังคับใหม่ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง 
  • จัดให้มีการเยียวยาและชดเชยอย่างเป็นผล สำหรับผู้ลี้ภัย ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นในอดีตและอนาคต และที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษ การบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมถึงการส่งกลับ 
  • หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องจัดอบรมและเสริมสร้างศักยภาพเกี่ยวกับกฎหมายให้กับองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในประเด็นนี้ ไม่ใช่ส่งเสริมแต่เฉพาะเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ให้รวมถึงนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน ฯลฯ 
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคม ในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือ โดยการเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนขององค์กรภาคประชาสังคมหรือผู้เสียหาย สามารถแลกเปลี่ยนความต้องการของตน และทำให้กฎหมายครอบคลุมกับกลุ่มบุคคลมากขึ้น สอดคล้องตามหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่างเช่น ในแง่การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิของผู้ลี้ภัยเป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้

Author

  • 1
    ข้อมูลที่ใช้ในรายงานรวบรวมมาจากการจัดอบรมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 และการอภิปรายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยอไซลัมแอคเซสประเทศไทย (AAT) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย จะมีการนำรายงานนี้ไปใช้ภายใต้โครงการ #SafeInCustody โดยความร่วมมือกับ สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, Suara Rakyat Malaysia (SUARAM) และ Task Force Detainees for the Philippines (TFDP)
  • 2
  • 3