Article: บทสะท้อนอุปสรรคในการแก้ไขสถานการณ์รุนแรงที่ปตานีจากบันทึกชีวิตไกรศักดิ์ ชุณหะวัน

หนังสือ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ชีวิต มุมมอง ความคิด”

อาทิตย์ ทองอินทร์
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

“อาจารย์โต้ง” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชีวิตโลดโผนและทำงานขับเคลื่อนการเมืองมามากมาย ทั้งในสภา บนท้องถนน โต๊ะเจรจา มิติงานต่างประเทศ และการทำงานระดับพื้นที่ หนึ่งในภารกิจที่ อ.โต้ง บอกเล่าว่าภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของท่าน คือ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในคณะกรรมการพูดคุยเพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นชวนคุยของผมในบทความชิ้นนี้ คือ เมื่ออ่านผ่านบันทึกการเดินทางทางการเมืองของ อ.โต้ง เราเห็นปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ปตานี (จังหวัดชายแดนภาคใต้) และเป็นพันธกิจที่คนทำงานเกี่ยวกับพื้นที่นี้จักต้องร่วมกันสลาย ก้าวข้าม รับไม้เดินทางต่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน อันที่จริงแล้ว ผมมีหลายประเด็นที่อยากชวนสนทนาต่อจากการอ่านหนังสือเรื่อง “ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาและภารกิจที่ต้องรับผิดชอบอยู่จึงขอยกประเด็นชวนอภิปรายมาสองประเด็นเป็นเบื้องต้น ดังนี้

1. ข้อจำกัดของประชาธิปไตยแบบตัวแทน

“…มาคิดดูแล้ว ไม่อยากเป็น ส.ส.อีกเลย…”[1] คือ คำกล่าวในบางช่วงตอนของ อ.โต้ง บันทึกชีวิตของท่านชี้ให้เห็นอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับข้อจำกัดของระบบรัฐสภาไทยในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนด้วยเหตุที่ความเป็นตัวแทนประชาชนนั้นดูเหมือนจะดำรงอยู่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภาแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “…แทนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนดันเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นตัวแทนของอำนาจ…”[2] ยิ่งไปกว่านั้น เรามักเห็นปรากฏการณ์อยู่ร่ำไปของการเป็น “ตัวแทนพรรค” ผสานร่วมเข้าไปอีก ในแง่ที่นักการเมืองจำต้องดำเนินการตามมติและนโยบายของพรรคที่สังกัด ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพรรคและแต่ละประเด็นนโยบาย ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนความอ่อนแอของประชาธิปไตยแบบตัวแทนของประเทศไทย ที่ทั้งอนุญาตกลายๆ ให้การใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และทั้งกัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในสายตาของประชาชนเสียเอง

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญประการหนึ่งที่สร้างภาวะตีบตันให้กับการแก้ปัญหาการเมืองที่ปตานี และเรากำลังเห็นพลวัตของความพยายามสลายปัจจัยปัญหาข้อนี้ผ่านบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ ที่แม้จะสังกัดคนละพรรคการเมือง แม้จะอยู่คนละฝั่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็มีการทำงานใกล้ชิดกันที่จะเป็นปากเสียงสะท้อนแทนคนในพื้นที่มากขึ้น พลวัตนี้ต้องการแรงหนุนเชิงบวกให้เดินต่อไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ กับการปรับดุลอำนาจในการออกแบบอนาคต การตัดสินใจนโยบายสาธารณะและการงบประมาณให้อยู่กับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ความเป็นตัวแทนประชาชนเข้มข้นชัดเจนยิ่งขึ้น ลดภาวะทับซ้อนอิหลักอิเหลื่อของการที่นักการเมืองคนหนึ่งจะต้องสร้างดุลยภาพระหว่างความเป็นตัวแทนประชาชน ตัวแทนพรรคและตัวแทนอำนาจรัฐ กล่าวอย่างกระชับคือ พลวัตในปัจจุบันดังกล่าวสะท้อนเค้าลางถึงตัวแบบหนึ่งในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานีว่าอาจจะเป็นไปได้ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตยแบบตัวแทนพร้อมกับขยับดุลอำนาจของความเป็นตัวแทนนั้นไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น[3]  

ในสายตา อ.โต้ง ซึ่งบอกเล่าว่าตนมีมุมมองแบบสังคมนิยม แสดงทรรศนะว่า “What went wrong?” ของประชาธิปไตยไทยประการสำคัญ นอกจากการที่ ส.ส. ไม่ทำตัวให้เป็นตัวแทนประชาชน คือ การที่รัฐรับใช้ทุน มิใช่คนตัวเล็กตัวน้อย เป็นประชาธิปไตย “…ภายใต้การผูกขาดอำนาจทางธุรกิจ…”[4] ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาอันบ่อนทำลายตัวระบอบประชาธิปไตยเสียเองว่า “…ประชาธิปไตยของไทยมันไม่ได้ให้ทางเลือกกับประชาชนที่ดีไปกว่าเผด็จการ…”[5] การปรับดุลอำนาจมาสู่ท้องถิ่นมากขึ้นอาจช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อยด้วยการยักย้ายสนามของการต่อสู้ต่อรองทางอำนาจมาอยู่ในสังเวียนระดับพื้นที่ซึ่งทั้งตัวแทนและประชาชนเองในพื้นที่มีส่วนร่วมเกาะเกี่ยวมากกว่าโครงสร้างที่ดุลอำนาจรวมศูนย์ไว้มากที่ส่วนกลาง   

2. ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการใช้ความรุนแรงต่อความเป็นอื่นของสังคม

อ.โต้งเป็นบุคคลที่ยืนหยัดแน่วแน่ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เพื่อคนชายขอบที่ถูกเบียดขับเอารัดเอาเปรียบมาอย่างยาวนาน ทั้งการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532, การตอบโต้นายชวน หลีกภัยในประเด็น “ปล่อยหมากัดม็อบ”, ท่าทีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, ท่าทีต่อสงครามต่อต้านยาเสพติดในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, ท่าทีต่อการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทุกฝ่ายในการเมืองระดับชาติ ตลอดจนท่าทีต่อเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ รวมทั้งความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปตานี หลายเหตุการณ์ อ.โต้ง แสดงออกถึงการมีส่วนรับผิดรับชอบกับเรื่องราวต่างๆ ซึ่งบทบาททางการเมืองของท่านก็ให้เชื่อได้ว่าท่านรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

คู่ขนานไปกับการต่อสู้ของ อ.โต้งในวาระประเด็นเหล่านี้ เราจะเห็นจุดร่วมบางอย่างอันอาจสรุปได้ว่าเป็นเงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมของสังคมไทย นั่นคือ ภาวะความไม่เป็นสากลของสิทธิมนุษยชน หรือที่มิตรสหายท่านหนึ่งเรียกว่าภาวะ “สิทธิมนุษยชนเป็นหย่อมๆ” ผมเขียนถึงแง่มุมนี้อย่างละเอียดไว้ในบทความที่เผยแพร่ใน Way Magazine[6] ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับที่กล่าวในบทความนี้ เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้มีเหตุสำคัญมาจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมผ่านสถาบันพื้นฐานทางสังคมต่างๆ ในสังคมไทย กระทั่งยังผลให้ “ม็อบบางม็อบสมควรถูกสลายด้วยกำลัง” “คนบางคนสมควรตาย” “การละเมิดชนบางกลุ่มไม่ถือว่าผิด” ฯลฯ กลไกการทำงานนี้ทำหน้าที่เสมือนใบอนุญาตฆ่าจากสังคมให้กับรัฐและผู้ใช้ความรุนแรงรายย่อยอื่นในนามของ “ชาติ” และคุณค่าที่ดีงามของ “อัตลักษณ์ความเป็นไทย”

เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้เองปกคลุมบังคับวิถีและลดทอนพลังในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของตัวกระทำการต่างๆ ทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มองค์กร ข้อนี้ชี้ถึงนัยสำคัญของการที่ผู้ขับเคลื่อนงานสันติภาพและสิทธิมนุษยชนทั้งในปตานีและพื้นที่อื่นของประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบกำหนดภารกิจงานการเมืองของสุนทรียศาสตร์ (politics of aesthetics) ไว้เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของพันธกิจ เพื่อรบกวน เขย่า สั่นคลอน สลายและลากเส้นแบ่งการรับรู้ทางสังคมการเมืองแบบใหม่ ที่ประกอบสร้างสำนึกร่วมยึดโยงระหว่างสมาชิกในชุมชนการเมืองไทยเสียใหม่ให้สามารถโอบกอดผนวกรวม “ส่วนที่เคยถูกนับเพื่อไม่นับให้รวมส่วนในสังคมไทย (the uncounted)” [7] คือ กลุ่มคนชายขอบในมิติต่างๆ เข้าไว้ให้มากขึ้น ภารกิจงานนี้เรียกร้องการออกแบบยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองที่ทั้งเข้มข้นและทั้งละเอียดลออมากกว่าที่เป็นอยู่


[1] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, 2563. หน้า 75.

[2] เพิ่งอ้าง, หน้า 83.

[3] งานชิ้นสำคัญของดันแคน แม็คคาร์โก เสนอว่า ตัวแบบเดียวที่พอจะเป็นไปได้ที่สุดในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานี คือ การอาศัยฐานความชอบธรรมเชิงการมีส่วนร่วม อันหมายถึง การขยายพื้นที่ทางการเมืองและพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมปกครองตนเองของคนในพื้นที่ โปรดดู, Duncan McCargo. Tearing Apart the Land: Islam and Legitimacy in Southern Thailand. NY: Cornell University Press, 2008; บทความชิ้นนี้ของผมเขียนขึ้นให้หลังจากงานชิ้นสำคัญของดันแคนนับเป็นทศวรรษ แน่นอนว่าบริบทของพื้นที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปในด้านต่างๆ ทำให้เมื่อทบทวนประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยเฉพาะจุดยืนและบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ที่มาจากการเลือกตั้งระดับชาติรอบล่าสุด ความตื่นตัวทางการเมืองและท่าทีต่อการเลือกตั้งรวมทั้งรูปแบบการเคลือนไหวทางสังคมการเมืองของผู้คนในพื้นที่ปัจจุบัน จึงเห็นว่า ตัวแบบการสถาปนาความชอบธรรมผ่านฐานของความเป็นตัวแทนยังคงพอจะเป็นไปได้และเป็นอีกตัวแบบที่น่าสนใจศึกษาพัฒนาต่ออย่างละเอียด รอบด้าน และเป็นรูปธรรมต่อไป.

[4] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. หน้า 72.

[5] เพิ่งอ้าง, หน้า 71.

[6] อาทิตย์ ทองอินทร์ และณขวัญ ศรีอรุโณทัย. ““I can’t breathe” จาก จอร์จ ฟลอยด์ ถึงมุสลิมที่ตากใบ: ทำไมเราจึงมีมนุษยธรรมหลายมาตรฐาน,” Way Magazine. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2563, https://waymagazine.org/double-standard-humanright/.

[7] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. ว่าด้วยความคิดทางการเมืองของฌาคส์ ร็องซีแยร์: การเมืองของสุนทรียศาสตร์ / กวีนิพนธ์ของความรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมมติ, 2553.

คดีไต่สวนการตายนายอับดุลเลาะฯ เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว ศาลจังหวัดสงขลานัดพร้อม 29 มิ.ย.

เผยแพร่วันที่ 28 มิถุนายน 2563

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดสงขลานัดพร้อม 29 มิ.ย.

คดีไต่สวนการตายนายอับดุลเลาะฯ เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว

ในวันที่ 29 มิถุนายน 2563  เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสงขลานัดพร้อม เพื่อตรวจพยานหลักฐานของทั้งฝ่ายพนักงานอัยการและฝ่ายญาติผู้ตาย แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป

คดีนี้ ตามหลักการถือว่าทั้งพนักงานอัยการและฝ่ายญาติของผู้ตายโดยทนายความของนางสาวซูไมยะห์ฯ  ร่วมกันค้นหาความจริงด้วยการนำสืบพยานบุคคลและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำต่อนายอับดุลเลาะฯ ตั้งแต่การควบคุมตัวจากบ้านไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร  วิธีการซักถามซึ่งฝ่ายทหารเรียกว่า ดำเนินกรรมวิธี  การควบคุมดูแลภายในค่ายฯ  ตลอดจนการรักษาพยาบาล  เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงถึงที่มาของการหมดสติของนายอับดุลเลาะฯภายในห้องควบคุมในค่ายอิงคยุทธบริหาร และต่อมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล  และทนายความของญาติผู้ตายจะนำสืบถึงพยานหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งแต่งตั้งโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ (กอรมน.ภาค๔) ได้สอบข้อเท็จจริงกรณีนายอับดุลเลาะฯ ด้วย

คดีชันสูตรพลิกศพนายอับดุลเลาะฯ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาขอให้ศาลไต่สวนการตาย และนางสาว   ซูไมยะห์ มิงกะ ภรรยาของนายอับดุลเลาะฯ ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้ร้องซักถามโดยแต่งตั้งทนายความเพื่อซักถามพยานที่พนักงานอัยการนำมาเบิกความต่อศาล และจะได้นำพยานที่ฝ่ายญาติผู้ตายอ้างมาเบิกความด้วย คดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2563 ของศาลจังหวัดสงขลา    

นักศึกษามุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรมยื่นจดหมาย การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อ UN และนายกรัฐมนตรี

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ต่อองค์การสหประชาชาติ และนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยเนื้อหาจดหมายเรียกร้องให้มีการยุติการซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….

เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหา และเชิญชวนให้คนในสังคมหันมาช่วยกันยุติการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี และเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม

#InternationalDayinSupportofVictimsofTorture
#วันทรมานสากล

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลา 16.00 น. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อองค์การสหประชาชาติ


เผยแพร่ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …….. ฉบับกระทรวงยุติธรรม

International Day in Support of Victims of Torture: Thailand 2020

On December 12, 1997, the United Nations General Assembly proclaimed June 26 the International Day in Support of Victims of Torture. Illegal under international law, torture attempts to break the human spirit– disregarding the rights and dignity of its victims. June 26 is subsequently a time for remembrance and support. However, this day is also a call to action to examine the role torture plays in each UN member state. In the case of Thailand, there is still ample progress needed to eliminate torture and support torture victims.

Torture in Thailand

During 2019 and 2020, Thailand’s public news reported nine torture cases: five were instances of abuse by military officials or occurred during military camps, three were committed by police officials, and one was in a cadet tutoring school. However, the actual instances of torture are much more prolific. In Thailand’s deep south, there were 142 detentions of civilians that were reported to civil society networks in 2019. In addition, 22 more cases have been reported in 2020. Patterns of torture and human rights violations from 2019-2020 can be categorized into eight types:

  1. Being forced to continuously stand in a freezing room for a prolonged period
  2. Threatening to harm a victim’s family
  3. Physical assault that resulted in scars and deformities
  4. Waterboarding
  5. Restricting an individual from participation in religious activities
  6. Inhumane and degrading treatment, including forced nudity
  7. Physical assault that left no external marks but caused internal organ injurie
  8. Smacking on the ears.

From 2018 to 2020, most torture victims were individuals detained under the jurisdiction of special counter-insurgency laws in the southern border provinces. Specifically, the Internal Security Act and the implementation of Martial Law, which grants excessive power to Internal Security Operations Command Four. This has resulted in the non-independence of the police, prosecutors, ministry of justice officials and medical personnel. In addition, it is extremely difficulty for paralegals to support torture victims under the complex military rule. Despite numerous torture victims, ISOC4 continues to deny the existence of torture practices.

One of the most notorious torture cases in the deep south was the death of Abdulloh Esormusor, a suspected insurgent detained by the military. Despite Abdulloh’s severe state of brain swelling from oxygen deprivation, the military refused to provide even basic information about the cause of injury, the methods of interrogation, or the treatment given before his admittance to the hospital. This led to a public inquiry concerning the cause of death. On June 29, the case will undergo an evidence examination in the Songkhla provincial court

Another instance of torture is the case of the Saisa Brothers. They were suspected of drug trafficking and taken by a military anti-drug unit to their base. The two detainees were tortured during their custody and forced to confess that they sold drugs in the local area. While Natthapong Saisa suffered from bone injuries, Yutthana Saisa died from severe brain and chest damage. Human rights organizations urged the Thai government to investigate the case and stop this abuse. This resulted in seven soldiers admitting to torturing the two men and subsequently paying compensation to the Saisa family.

Proposed Legislation

Even though there have been numerous instances of torture, the government’s efforts to prevent torture and inhumane treatment remain insufficient. Although Thailand ratified the UN Convention Against Torture (CAT) in 2007 and signed the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearances (ICPPED) in 2012, the country has yet to pass legislation that criminalizes torture and acts of enforced disappearance.

In 2014, the ‘Suppression and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill’ was drafted by the Ministry of Justice to criminalize both torture and disappearances. In 2016, the draft bill from the MOJ drafting committee was submitted before the Council of State and the National Legislative Assembly for review and final approval. Yet, the bill stalled and in February, 2018, the bill was dismissed from public hearing. As concerns over lack of public participation in the creation of the draft bill grew, human rights organizations developed the Civil Society Organization version of the draft bill in 2019. This bill is more congruent with international standards and states there is no justification for an act of torture, including under the circumstances of war and Martial Law. On January 30, 2020, the CSO draft bill was submitted to the Standing Committee on Legal Affairs, Justice and Human Rights within the Thai Parliament.

Despite six years of attempts to codify the illegality of torture and enforced disappearances under Thai law, Thailand’s pledge to do so remains unfulfilled. Even now, the CSO draft bill has incurred significant delays due to administrative obstacles and political interventions. Without this law, there is no foreseeable end to the rampant culture of impunity in Thailand. Victims of torture and enforced disappearances will continue to remain in the shadows without access to state protection.

Covid-19

Moreover, human rights violations during the COVID-19 outbreak have increased the conditions for torture within Thailand. The pandemic has been used as an excuse to restrict people’s rights and liberties as the government implements special regulations under the guise of protecting its citizens. This primarily manifests in four ways. First, in the enforcement of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations B.E. 2548 (2005). This Decree has repressed citizens’ freedom of expression and right to information. For example, Thailand’s establishment of the “Anti-Fake News Center” shut down criticism, suppressed the spread of information, and portrayed only the official narrative as factual.

Second, in instance of arrest, the Decree strips detainees of their right to an attorney and fair trial for up to a month while permitting detentions outside of official prisons. This means that the uses of violence by authorities is legally uncheckable.

Third, political protests have been delegitimized as an “unofficial narrative” by the Decree. Many protestors who attempt to check and balance government regulations face charges and are detained for violating COVID-19 stay at home and social distance orders.

And lastly, evidence show that the authorities collected biometric data (DNA) of locals under the justification of tracking the virus. These actions by the government have fueled an uneasiness amongst the people. The government’s expansion of control and monitoring mechanisms when combined with their failure to report their policies undertaken through the Emergency Decree make tracking human rights violations, including torture, much more difficult.

The Future

To diminish human rights violations and combat the use of torture in Thailand, the Cross-Cultural Foundation firmly suggests that the Thai government do the following:

  • End their use of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations. The Decree, rather than being used to prevent the Covid-19 outbreak, violates citizens’ basic rights while expanding the power of the government. Rather than the Decree, the government should consider other methods of dealing with the pandemic such as the Communicable Disease Act, which confers power to the Ministry of Public Health.
  • End their use of the Internal Security Act and Martial Law in the Southern Border Provinces. These policies give ISOC unchecked power under the guise of national security, which has resulted in numerous instances of torture.
  • Pass the CSO version of the Suppression and Prevention of Torture and Enforced Disappearances Bill. This will make torture and enforced disappearances illegal while ensuring Thailand’s domestic law is compatible with the international treaties Thailand signed and ratified.

Expand how authorities conceptualize security to include basic human rights principles. This is crucial, as it works as a foundation for the first three solutions. A stable and safe society is one where all citizens, regardless of race, gender, sexuality, and religion feel protected.

These changes may take time to implement. However, they are crucial for creating a safer society within Thailand. The Cross-Cultural Foundation is committed today, and every day, to listening to victims of torture, representing them within the legal system, and advocating for policies that prevent such injustices from happening.